ส่องเกมเดือด ฝ่ายค้าน-รัฐบาล ก้าวไกลเคลื่อนแนวรุก เศรษฐาสู้ไม่ถอย

เศรษฐา-ก้าวไกล
คอลัมน์ : Politics policy people forum

เมื่อรัฐบาลเพื่อไทย ที่มีเศรษฐา ทวีสิน นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 โดยมี “ฐานกำลัง” ฝ่ายนิติบัญญัติ 314 เสียง จาก 11 พรรคการเมือง เป็นกองหนุน

ในทางคณิตศาสตร์การเมือง รัฐบาลเพื่อไทยย่อมแข็งแกร่ง เพราะเสียงของฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคก้าวไกล ยังห่างไกลคำว่า “ครึ่งหนึ่ง” ของสภา

แต่พรรคก้าวไกลอาจมี “อาวุธ (ไม่) ลับ” คือพลังมวลชนนอกสภา เอาไว้กดดันการเมือง-ตรวจสอบรัฐบาลเพื่อไทย

ดังนั้น กลไกวิปรัฐบาล-วิปฝ่ายค้านจึงมีความหมาย ทั้งในการต่อสู้เชิงแท็กติกการเมือง และผลักดันกฎหมายเพื่อประโยชน์ของฐานเสียงตัวเอง สู้กันถึงพริก-ถึงขิง

วิปรัฐบาล 3 โหล

ฝ่ายรัฐบาลเพื่อไทย ตั้งกลไกวิปรัฐบาล ทั้งหมด 44 คน แบ่งเป็นประธานวิปคือ “อดิศร เพียงเกษ” สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้ตำแหน่งแห่งหนเพราะเป็นขุนพลปราศรัยฝีปากกล้า แถมยังเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยคมนาคม ในรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ยุคที่พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านรอบที่แล้ว “อดิศร” ก็เคยเป็นโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน ครั้งนี้จึงอัพเกรด

สำหรับรองประธานวิปอีก 6 คนคือ “วิสุทธิ์ ไชยณรุณ” สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานคนที่ 1 นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานคนที่ 2

“สรวงศ์ เทียนทอง” สส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย รองประธานคนที่ 3 อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานคนที่ 4 อนันต์ ผลอำนวย สส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ เป็นรองประธานคนที่ 5 นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นรองประธานคนที่ 6

บวกกรรมการอีก 37 คนจากทุกพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล และโควตาที่เป็นที่ปรึกษา พ่วงกรรมการ ประกอบด้วย นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ยังมีกรรมการที่มาจากผู้แทนส่วนราชการ ที่เป็นนักการเมืองคือ “สมคิด เชื้อคง” รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง

ทันทีที่ได้รับตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล “อดิศร” กล่าวว่า หน้าที่ของวิปรัฐบาลคือ ประสานงานในการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าตีความเคร่งครัดให้พิจารณากฎหมาย ระเบียบวาระการประชุม

ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เสนอมาเพื่อให้กฎหมายและวาระต่าง ๆ เข้าสู่การประชุมสภาให้ลงมติไปในแนวทางเดียวกัน นี่คือหลักการทำงานกว้าง ๆ ส่วนการประสานงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ขณะนี้ยังไม่มีผู้นำฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ แต่ได้ประสานงานไปทางพรรคก้าวไกลและพรรคอื่น ๆ ไว้อยู่แล้ว

คิดว่าก็น่าจะทำได้ดีทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะวิปรัฐบาลไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

เศรษฐาไม่เลี่ยงกระทู้

“สมคิด เชื้อคง” รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ผู้ที่ทำหน้าที่ “คนกลาง” ระหว่างทำเนียบรัฐบาลกับสภาผู้แทนราษฎร ฉายภาพการทำงานการเมืองระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ว่า

รัฐบาลจะประสานกับสภา เกี่ยวกับการเสนอกฎหมายเข้าสภา การตอบกระทู้ ซึ่งนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ได้ให้นโยบายไว้แล้วว่าจะไปตอบกระทู้ด้วยตนเอง ถ้าไม่ติดภารกิจ และเวลาเอื้ออำนวย จะไม่หลบ

“สส.ไม่ต้องวิตกกังวลว่านายกฯ จะหลบกระทู้” สมคิดกล่าว

ส่วนรัฐมนตรีทุกคนก็จะต้องมาตอบกระทู้ถ้าไม่ติดภารกิจ นายกฯ จะใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎรเป็นที่ชี้แจงผลงานของรัฐบาลให้กับประชาชนได้รับทราบ

เมื่อพรรคก้าวไกล เดินเกมรุกประกาศเป็นฝ่ายค้าน ตรวจสอบรัฐบาลเต็มขั้น “สมคิด” เชื่อว่าการทำงานระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลจะทำงานด้วยกันอย่างราบรื่นด้วยดี ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลด้วยเหตุ ด้วยผล

ส่วนการผลักดันกฎหมายของพรรคก้าวไกล ที่อาจจะต้องใช้เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลในหลายเรื่องนั้น “สมคิด” กล่าวว่า ต้องดูเป็นเรื่อง ๆ ไป กฎหมายไหนที่เป็นประโยชน์กับประชาชนฝ่ายรัฐบาลก็จะช่วยสนับสนุน แต่ไม่ใช่กฎหมายอะไรก็ได้ตามใจฝ่ายค้าน

ฝ่ายค้านเชิงรุก-รับ

ขณะที่ฝ่ายค้าน นำโดยพรรคก้าวไกล “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล หนึ่งในหัวหอกฝ่ายค้าน ฉายภาพ “ฝ่ายค้านเชิงรุก” ว่า เราไม่ต้องการทำหน้าที่แค่เชิงรับอย่างเดียว ถ้านิยามในเชิงรับ คือการทำหน้าที่พื้นฐานฝ่ายค้าน ตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล หากคิดว่ารัฐบาลยังทำงานไม่ตอบโจทย์ หรือตรวจสอบ ว่ามีความโปร่งใส หรือไม่โปร่งใสอย่างไร

ส่วนนิยามคำว่า “ฝ่ายค้านเชิงรุก” คือใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎร และนอกสภา เพื่อผลักดันวาระการเปลี่ยนแปลง เช่น นำเสนอกฎหมาย ตอนนี้เรามีชุดกฎหมาย 40 กว่าร่าง ยื่นไปแล้ว 20 กว่าร่าง ยังมีอีก 25 ร่างที่จะยื่น จะพยายามผลักดันผ่านกลไกสภา

กลไกที่สองคือ กลไกกรรมาธิการของสภา หวังว่าพอมีความลงตัวว่าพรรคก้าวไกลเป็นประธานกรรมาธิการชุดไหนก็จะใช้กลไกกรรมาธิการเปลี่ยนแปลงในประเด็นต่าง ๆ และทำงานนอกสภาร่วมกับภาคประชาชนผลักดันวาระประชาชน

“ไม่ได้ต้องการทำงานในประเด็นเชิงรับ เพื่อทักท้วง ตรวจสอบการทำงานรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการทำงานเชิงรุกเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงด้วย”

ทั้งนี้ ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา พรรคก้าวไกลได้ยื่นร่างกฎหมายทั้งหมด 26 ฉบับ ร่างกฎหมายเป็นร่างการเงิน ซึ่งประกอบไปด้วย อาทิ 1.พ.ร.บ.รับราชการทหาร (ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร) 2.พ.ร.บ.การอํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและให้บริการแก่ประชาชน 3.พ.ร.บ.ยกเลิก พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

4.พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ร่างที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน อาทิ 1.พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม 2.พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 3.พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต (สุราก้าวหน้า) 4.พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า 5.พ.ร.บ.การขนส่งทางบก 6.พ.ร.บ.ข้อมูข่าวสารสาธารณะ 7.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (สมรสเท่าเทียม) 8.พ.ร.บ.การรับรองเพศ คำนำหน้านาม และการคุ้มครองบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ

เกมบีบเพื่อไทย

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขในมือฝ่ายค้านตอนนี้มีคร่าว ๆ พรรคก้าวไกล 151 เสียง พรรคประชาชาติ 9 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง พรรคเป็นธรรม 1 เสียง รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ 25 เสียง แต่พรรคฝ่ายรัฐบาล ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ รวบรวมเสียงได้ถึง 314 เสียง

ฝ่ายค้านจะผลักดันวาระเชิงรุกอย่างไร “พริษฐ์” ตอบว่า แน่นอนต้องยอมรับว่าพอเราเป็นฝ่ายค้าน เราได้เสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภา เป็นความท้าทายกว่า ถ้าเทียบกับเราเป็นรัฐบาล แต่ด้วยจำนวน สส. 151 คนของพรรคก้าวไกล ถ้าพูดในเชิงกฎหมายที่เราเสนอไป ถ้าเราสามารถรวบรวม สส.จากพรรคอื่นประมาณ 100 กว่าคน ก็จะสามารถผ่านการเห็นชอบได้

ถ้าพูดอย่างบนข้อเท็จจริง ถ้ากฎหมายฉบับใดพรรคเพื่อไทยเห็นด้วย แม้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นไม่เห็นด้วย ก็สามารถผลักดันผ่านสภาได้ เพราะ 151 คนของพรรคก้าวไกล บวกกับ 141 คนของพรรคเพื่อไทย ก็จะเกินครึ่งของสภา

“ผมคิดว่ามีกฎหมายหลายฉบับที่มีเนื้อหา สามารถสอดคล้องกับจุดยืนของพรรคเพื่อไทยเคยได้แสดงไว้ก่อนหน้านี้ เช่น การยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เป็นต้น ถ้าพรรคเพื่อไทยร่วมมือกฎหมายฉบับนี้ก็จะผ่านสภาได้”

แต่นโยบายสำคัญอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคเพื่อไทยระบุว่าจะมีการเสนอทำประชามติ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งแรก แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาแนวทางแก้รัฐธรรมนูญ ถามพริษฐ์ว่าหวังกับพรรคเพื่อไทยได้ไหม

ผมคิดว่าต้องพยายามเรียกร้องความรับผิดชอบทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย เราเข้าใจว่าพอเป็นรัฐบาลผสม อาจมีบางเรื่องที่ต้องประนีประนอมทางการเมืองกับพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาล แต่นโยบายที่ประนีประนอมส่วนใหญ่ต้องอาศัยมติ ครม. หรือนโยบายที่อาจใช้นโยบายค่อนข้างเยอะที่ต้องแบ่งสัดส่วน เพื่อให้แต่ละพรรคที่ร่วมรัฐบาลได้นำงบประมาณไปใช้กับนโยบายของแต่ละกระทรวงที่พรรคตัวเองผลักดัน

แต่อย่างกฎหมายยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ไม่ได้เข้าข่ายตรงนี้ ไม่ต้องอาศัยมติ ครม. ไม่ต้องอาศัยงบประมาณส่วนมาก สส.พรรคเพื่อไทยสามารถยกมือสนับสนุนกฎหมายนี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเสนอกฎหมายในฐานะคณะรัฐมนตรี

และเมื่อกฎหมายผ่านสภาและถูกบังคับใช้ รัฐมนตรีที่บริหารกระทรวงกลาโหม ที่ดูแลผลกระทบที่จะตามมาก็คือคนของพรรคเพื่อไทย ดังนั้น จึงคิดว่าตัวอย่างของนโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหารน่าจะเป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับพรรคก้าวไกล

“กฎหมายทุกฉบับต้องอาศัย สส.รัฐบาลสนับสนุน ถ้าไล่เอาจริง ๆ ชุดเบื้องต้นที่เราคาดหวัง เช่น สมรสเท่าเทียม เป็นกฎหมายที่พรรคเพื่อไทยโหวตเห็นชอบในสมัยที่แล้ว และพรรคเพื่อไทยก็มีนโยบายสนับสนุนเรื่องนี้”

ปชป.-ทสท. ฝ่ายค้านสร้างสรรค์

ด้าน “ราเมศ รัตนะเชวง” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ การันตีการทำงานของพรรคเก่าแก่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ขอประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอย่างเต็มรูปแบบ ทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ทำหน้าที่แทนพี่น้องประชาชน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศอย่างเต็มที่

ฝ่ายค้านคงไม่ใช่แค่การตรวจสอบอย่างเดียว แต่จะรวมถึงการทำงานในเชิงรุก ที่ตนในฐานะโฆษกพรรคได้แถลงไว้ก่อนพรรคอื่น คือจะใช้กลไกของฝ่ายนิติบัญญัติในการผลักดันแก้ปัญหาให้กับประชาชน

รวมถึงการยกร่างและการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้การขับเคลื่อนการแก้ปัญหามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนทั่วทั้งประเทศ ที่จำเป็นต้องมีการสังคายนากฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ขณะที่ “ฐากร ตัณฑสิทธิ์” สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย ย้ำจุดยืนว่า จะเป็นฝ่ายค้านที่ทำงานอย่างสร้างสรรค์ ไม่ค้านทุกเรื่อง หรือใช้วาทกรรมที่สร้างความแตกแยกเกลียดชัง ถ้ารัฐบาลตั้งใจทำงาน พรรคไทยสร้างไทยพร้อมให้ความร่วมมือ”

“แต่ถ้ารัฐบาลทำไม่ถูกต้อง มีการทุจริต หรือทำให้ผลประโยชน์ของประชาชนเสียหาย เราจะทำหน้าที่ของเราอย่างไม่ยำเกรง”


เกมแค้นฝังหุ่น ตั้งแต่ละครสลัดรักทิ้งก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน เพื่อไทยไปเป็นรัฐบาล งานนี้การต่อสู้ระหว่างนิติบัญญัติทั้งสองฝ่ายมีสิทธิเลือดสาด