Skip to content

เศรษฐา และรัฐมนตรี อารมณ์ดีได้รับฉายา แกงส้ม “ผลัก” รวม

26 ธ.ค. 2566 | 11:50น.
เศรษฐา และรัฐมนตรี อารมณ์ดีได้รับฉายา แกงส้ม “ผลัก” รวม

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ได้รับฉายาจากสื่อทำเนียบ ต่างขอบคุณ-ยินดีกับฉายา ภูมิธรรมชี้เป็นกระจกสะท้อน-ปรับปรุงการทำงาน ส่วน “บิ๊กทิน” บอกเป็นรัฐมนตรีชิน

วันที่ 26 ธันวาคม 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุมนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงฉายารัฐบาลแกงส้ม “ผลัก” รวม อย่างอารมณ์ดีว่า “ได้เห็นฉายาที่สื่อมวลชนตั้งให้แล้ว ก็ไม่มีอะไรครับ และเข้าใจว่าทุกปีจะมีการตั้งฉายากัน”

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ กล่าวขอบคุณสื่อมวลชนที่ตั้งฉายาให้กับตนว่า “รองกอง” พร้อมระบุว่า รองนายกรัฐมนตรีทุกคนได้รับความไว้วางใจจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง แต่อยู่ที่ว่าเป็นงานด้านใด ซึ่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคแกนนำ มีเสียงมากที่สุด ก็ได้แบ่งงานตามสัดส่วน ซึ่งในการแบ่งงาน นายกฯ บอกว่าให้ลองทำไปก่อน แล้วคิดว่ามีส่วนไหนที่จะเหมาะสมมากที่สุด ทั้งนี้ ก่อนที่ฉายาจะออกมาก็มีโอกาสแบ่งงานให้ทุกส่วนด้วย

ภูมิธรรมขอบคุณประชาชน

นายภูมิธรรมยังกล่าวขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้กำลังใจในการทำงาน พร้อมมองว่าสื่อเป็นกระจกสะท้อนที่เห็น และบอกว่ารู้สึกอย่างไร สำหรับรัฐมนตรีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในการตั้งฉายา หน้าที่อย่างเดียวคือต้องไปตรวจสอบตัวเอง เช่น ตนเป็นรองกองก็ต้องไปนั่งคิดว่าเรากองอะไรไว้บ้าง ความหมายคืออะไร เป็นกระจกสะท้อนปรับปรุงให้ตัวเองทำงานได้ดีขึ้น อันไหนที่ตรงก็รับไปจัดการ อันไหนไม่ตรงก็เป็นข้อพึงสังวร ว่าอย่างน้อยก็ยังมีบางส่วนที่มองเราแบบนี้

ส่วนฉายารัฐบาล แกงส้ม “ผลัก” รวม นั้น นายภูมิธรรมบอกว่า จริง ๆ แกงส้มผักรวมอร่อย และตนก็ชอบทาน ซึ่งนายภูมิธรรมเข้าใจตัวสะกดผิด จึงบอกว่ายิ่งเอาผักหลายชนิดมารวมกันยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ก่อนยอมรับว่าเป็นเสียงสะท้อนได้ตรงส่วนหนึ่ง เพราะเราเป็นรัฐบาลผสม พร้อมยังบอกว่าแกงส้มผักรวมอาจติดระดับมิชลินได้

ภูมิธรรม เวชยชัย
ภูมิธรรม เวชยชัย

ทั้งนี้ สื่อมวลชนพยายามสื่อสารว่าฉายาที่ตั้งนั้นคำว่า “ผลัก” ไม่ใช่คำว่า “ผัก” ก่อนอธิบายเพิ่มเติมถึงความหมายคือ การผลักให้พรรคก้าวไกลออกจากการจัดตั้งรัฐบาล แล้วพรรคเพื่อไทยและพรรคขั้วรัฐบาลเดิมก็มาอยู่รวมกัน ซึ่งนายภูมิธรรมกล่าวต่อว่า ที่สำคัญที่พวกเรามาทำงานร่วมกัน ผ่านสภาพปัญหาที่เป็นวิกฤตของประเทศมาด้วยกัน และเราช่วยให้ผลักดันตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ทำงานด้วยกันแบบไม่มีปัญหา

วันนี้ยืนยันตามที่นายกฯ บอกว่า 314 เสียงมีความมั่นคง ไม่มีวอกแวก มีแต่จะช่วยกันทำงานให้หนักขึ้น เพราะนายกฯ ขยัน สื่อมวลชนเองก็ไม่ได้พัก ต้องวิ่งตามนายกฯ รัฐมนตรีก็ต้องทำงานให้เต็มที่ ก่อนย้ำไม่มีผลัก มีแต่ผักรวมกัน ทั้งนี้ ในช่วงหลังให้สัมภาษณ์ นายภูมิธรรมยังกล่าวติดตลกว่า “โอ้ว โดนแต่เช้าเลย”

สมศักดิ์ ชี้เป็นธรรมดาของสื่อ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเราเข้ามาใหม่ก็มีหลายประเด็นปัญหาในบ้านเมืองที่ต้องแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว และนายกรัฐมนตรีก็เป็นคนที่เคลื่อนที่ได้รวดเร็ว ในส่วนฉายารัฐบาลนั้น ถ้าจะมองในลักษณะการทำงานอย่างเร็วก็ไม่แปลก แต่หากเป็นการตำหนิเรื่องที่เกิด คิดว่าการทำงานในระยะกลาง สั้น และยาว จะเป็นคำตอบ คิดว่าการตั้งฉายาอาจเป็นการพูดเพื่อหวังผล และเป็นธรรมดาของสื่อมวลชนที่พยายามจะตั้งอะไรเพื่อให้เป็นประเด็นได้ต่อเนื่อง แต่มั่นใจว่าสื่อมวลชนมีวิจารณญาณที่ดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองเหตุผลที่มาของฉายานี้อย่างไร นายสมศักดิ์กล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดขึ้นดีกว่าการทะเลาะขัดแย้ง และการที่เราจะพูดคุยทำความเข้าใจ เป็นสัญญาณที่ดีของประเทศชาติบ้านเมือง และเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม

บิ๊กทิน เป็นรัฐมนตรีชิน

นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีได้รับการตั้งฉายาจากสื่อมวลชนประจำทำเนียบว่า “พลิกทิน สู่ดาว” ว่า ตั้งอะไรให้ก็ดีทั้งนั้น เพราะเคารพในวิจารณญาณของสื่ออยู่แล้ว ขอบคุณสื่อตั้งอย่างไรก็รับ

เมื่อถามว่า การตั้งว่า “พลิกทิน สู่ดาว” แล้วจะทำงานอย่างไรให้เป็นไปตามฉายา นายสุทินตอบว่า ก็ต้องทำให้ไปสู่ดาวจริง ๆ หวังว่าปีหน้า ปีต่อไปจะไม่ใช่ดาวดับ จะต้องทำงานให้เป็นดาวเด่น เมื่อถามว่าชินกับการเป็นดาวแล้วหรือยัง นายสุทินกล่าวว่า “เป็นดาวไม่แน่ใจนะ แต่เป็นรัฐมนตรีชินแล้ว”

สุทิน คลังแสง
สุทิน คลังแสง

เมื่อถามย้ำว่า จะทำอย่างไรให้เป็นดาวค้างฟ้า นายสุทินตอบว่า “ผมมั่นใจทำได้ แต่ตอนนี้ยังไม่หลงว่าเป็นดาว เอาเป็นว่าไม่เป็นรัฐมนตรีที่แย่กว่าคนก่อน ๆ เอาแค่นั้น เอามาตรฐานไม่ตกจากคนก่อน ๆ”

เมื่อถามว่าจะสร้างภาพจำการเป็นรัฐมนตรีกลาโหมพลเรือนอย่างไร นายสุทินตอบว่า ตนคิดว่าตอนนี้ก็น่าจะจำแล้ว เท่าที่สัมผัสได้มีอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างรัฐมนตรีที่เป็นพลเรือนกับรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็นพลเรือนบรรยากาศเปลี่ยน ถ้าเราทำให้ประชาธิปไตยเดินหน้าได้ ทำให้บรรยากาศมีการพัฒนาบ้านเมืองได้ ผมก็ถือว่าเป็นความสำเร็จแล้ว ส่วนการปฏิรูปกองทัพหลังปีใหม่ก็จะเห็นเย็นนี้ (26 ธ.ค.) ก็จะมีการแถลงความคืบหน้างานของกระทรวงกลาโหมในมิติต่าง ๆ เรื่องทหาร เรื่องที่ดิน เป็นต้น