“บุคลากรรัฐ” จี้ รัฐบาลเร่งแก้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้โหดจากสถาบันการเงิน พร้อมลดหนี้ กยศ. เหลือร้อย 0.5 อึ้งพบทหารเงินเดือนถูกหักเหลือไม่ถึง 3 พันบาท ขอบคุณ แบงก์รัฐ-สหกรณ์ ลดดอกเบี้ย แม้แบงก์ชาติไม่ลด
วันที่ 15 มีนาคม 2567 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ร่วมรับฟังการแถลงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้สินเงินกู้ของแก่บุคลากรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ จำนวน 11 หน่วยงาน มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
ร่วมรับฟังการแถลงจากตัวแทนผู้บัญชาการเหล่าทัพ ได้แก่ พล.อ.อนุสรรค์ คุ้มอักษร รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.สวราชย์ แสงผล หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา, พล.อ.อ.ณรงค์ อินทชาติ รองผู้บัญชาการทหารอากาศ, พล.ร.อ.ชลธิศ นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ, ตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล, ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายนิรันดร์ มูลธิดา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์, นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข, นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน (ประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ), นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย (ประธานสมาคมธนาคารไทย ร่วมแถลง
โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะรองประธานกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชน กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์สินเชื่อมีความรุนแรงส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตประชาชน ไม่ว่าจะเป็นหนี้ในระบบ และนอกระบบ แบ่งเป็น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อเช่าซื้อรถ บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล และสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ ซึ่งมีความซับซ้อน ไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง

ดังนั้น ต้องรอรับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อแก้ไขกฎหมายที่จำเป็น รวมถึงอำนาจฝ่ายตุลาการ เพื่อไกล่เกลี่ย และบังคับคดีให้เหมาะสมเป็นธรรม
ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาเงินกู้หนี้สวัสดิการของบุคลากรภาครัฐนับเป็นหนี้ขนาดใหญ่ แต่ส่วนใหญ่ไม่ปรากฏในรายงานยอดหนี้ของศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จากจำนวนบุคลากรภาครัฐจำนวน 3.1 ล้านคน เป็นลูกหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ต่าง ๆ จำนวน 1,378 แห่ง จำนวนลูกหนี้รวม 2.8 ล้านคน
และมีธนาคารที่ให้สินเชื่อในลักษณะสวัสดิการร่วมด้วย อีกอย่างน้อย 3 แห่ง คิดเป็นมูลหนี้รวมกว่า 3.0 ล้านล้านบาท ในขณะที่ลูกหนี้จำนวนหนึ่งยังคงชำระหนี้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์และธนาคารอยู่ แต่ปรากฏว่ามีบุคลากรภาครัฐจำนวนมากและมากขึ้นที่มีรายได้สุทธิหลังหักชำระหนี้ และเงินค่างวดรายเดือนแล้ว มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และบุคลากรของรัฐจำนวนมากขึ้น ๆ ที่กำลังถูกฟ้องร้องดำเนินคดี จนกลายเป็นปัญหาที่รุนแรงต่อเนื่อง จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน
”ปัญหาหนี้สินของบุคลากรของรัฐจำนวนมาก เป็นปัญหากระทบการดำรงชีวิตอย่างรุนแรงต่อเนื่อง ต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วน ซึ่งข้อสั่งการมีความคืบหน้าแล้วระดับหนึ่ง วันนี้จึงให้ผู้บริหารองค์กร 11 แห่ง รายงานต่อนายกฯเพื่อทราบ และรับข้อสั่งการจากนายกฯต่อไป” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าว

กองทัพรื้อระบบกู้ยืม
ด้าน พล.อ.อนุสรรค์ คุ้มอักษร รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) กล่าวว่า ในฐานะผู้บัญชาการเหล่าทัพ ขอสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างเต็มที่ กองทัพตระหนักดีว่า ปัญหาหนี้สินเป็นเรื่องเร่งด่วนของชาติ บทบาทที่เปลี่ยนไปคือ มิติในฐานะนายจ้างและผู้บังคับบัญชา ที่จะลุกขึ้นมายืนหยัดเพื่อผู้ใต้บังคับบัญชา โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ถือเป็นเกมเชนเจอร์ส เพราะนายจ้างจะเป็นผู้กําหนดทิศทางสินเชื่อสวัดดิการ เป็นการสร้างกระบวนการวงเงินเครดิตที่มีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย เป็นธรรม และยั่งยืน
นอกจากนี้ เราจําเป็นต้องมีระเบียบกําหนดหลักเกณฑ์ในการหักเงินเดือน ให้มีคงเหลือในการดํารงชีพไม่ตํากว่าร้อยละ 30 เปอร์เซ็นต์ ตามแนวทางเดียวกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ปี 51 อย่างไรก็ตาม จากสถิติพบว่า มีกําลังพลจํานวนมากที่มีเงินเหลือต่ำกว่า 3 พันบาทต่อเดือน ดังนั้น กองทัพจะดําเนินการโดยด่วน ซึ่งทางสภากลาโหมจะนําเข้าที่ประชุมต่อไป และหากสัมฤทธิ์ผล จะทําให้กําลังพลหลุดพ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว เกิน 1 แสนราย
พล.อ.อนุสรรค์กล่าวว่า ระเบียบดังกล่าว จะสร้างเกราะในการกู้ยืมเงินที่ถูกต้อง ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นธรรม มีเสถียรภาพ เพื่อไม่ให้ข้าราชการไปกู้ยืมเงินนอกระบบ หรือใช้เงินกู้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงมาก ช่วยเพิ่มเงินในการดํารงชีพ และใช้จ่ายในครอบครัว ดังนั้น ตนจึงสนับสนุนมติ ครม. รวมถึงข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี เพราะการปรับปรุงสินเชื่อและสวัสดิการของข้าราชการ จะเกิดความเป็นธรรมและเหมาะสม ผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกคนเห็นด้วย และพร้อมเสนอนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างเต็มกําลัง ทั้งในและนอกระบบ
แก้ระเบียบ ล้มละลายไม่ถูกปลดออก
ด้าน พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 66 สภากลาโหมได้แก้มติที่เคยกำหนดให้ข้าราชการที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ล้มละลาย ต้องถูกปลดออกจากราชการทันที แก้เป็นจะปลดออกจากราชการกรณีหากมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลายทุจริตเท่านั้น เพื่อเป็นการรักษากำลังพลที่ปฏิบัติราชการด้วยความตั้งใจ แต่อาจมีความผิดพลาดทางการเงินโดยมิได้ทุจริต
ประกอบกับจะได้ไม่เป็นการซ้ำเติมบุคลากรที่ถูกศาลพิพากษาล้มลายด้วย ทั้งนี้ หัวใจสำคัญอีกส่วน คือ ผู้บังคับบัญชาต้องเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยด้วย ซึ่งกระทรวงกลาโหมยืนยันจะมุ่งมั่นแก้ปัญหาหนี้ตามนโยบายนายกฯต่อไป
ขอรัฐบาลลดดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคาร
ด้าน พล.อ.สวราชย์ แสงผล หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา กองบัญชาการกองทัพบก กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการช่วยกำลังพลแก้ไขปัญหาหนี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมให้ความรู้ด้านการเงินแก่กำลังพล แต่ก็ยังพบมีปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะผลอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงจากสถาบันการเงินต่าง ๆ ไม่สามารถทำให้กำลังพลปลดหนี้สินได้
ใ
ห้รัฐบาลปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้กับสถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมและเป็นธรรม นอกจากนี้กำลังพลจำนวนหนึ่งมีหนี้สินค้างมาจาก กยศ. ตั้งแต่ก่อนเข้ามารับข้าราชการ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ที่ต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 18 ส่งผลให้หนี้สินเพิ่มพูนจำนวนมาก และเรื้อรังเป็นระยะยาว จึงขอให้รัฐบาลใช้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดเหลือร้อยละ 0.5 เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวกับ กยศ.ฉบับใหม่
ตำรวจเป็นหนี้ 80%
พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตำรวจ 2 แสนคน มีหนี้สิน 1.5 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 80 ของกำลังพลทั้งหมด รวมเป็นหนี้สินกว่า 170 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้สีเขียวที่พอชำระได้ 1.4 แสนคน สีเหลืองผ่อนได้บ้างไม่ได้บ้างจำนวน 600 คน และสีแดงถูกฟ้องร้องไม่มีกำลังชำระหนี้ประมาณ 150 คน ซึ่งที่ผ่านมามีคนเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ 1 หมื่นกว่าคน และแก้ปัญหาหนี้สินได้แล้ว 7 พันกว่าคน รวมเป็นเงิน 10 กว่าล้านบาท เหลือประมาณ 140 กว่ารายที่ยังต้องดำเนินการอยู่ รวมมูลหนี้ 400 กว่าล้านบาท
ส่วนในอนาคตตำรวจจะให้ความรู้เพื่อไม่ให้มีหนี้รวมถึงแก้หนี้ เช่น เจรจากับสหกรณ์ตำรวจ 30 กว่าแห่งให้มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 4.75 เป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลขอความร่วมมือไป
ทัพเรือ จับมือแบงก์พาณิชย์ประนอมหนี้
ด้าน พล.ร.อ.ชลธิศ นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวว่า กองทัพเรือร่วมกับธนาคารกรุงไทย ธนาคารทหารไทยธนชาติ และธนาคารออมสิน โดยใช้กลไกสหกรณ์ภายในกองทัพเรือ ร่วมกับสถาบันการเงินในการประนอมหนี้ การเจรจาเจ้าหนี้ เพื่องดชำระหนี้หากชำระเงินต้นทั้งหมดแล้ว การเจรจารวมหนี้ไว้ในที่เดียวกัน และการขยายระยะเวลาการผ่อนชำระออกไปเป็น 240 งวด มีกำลังพลเข้าร่วมโครงการ 315 นาย แก้ไขปัญหาหนี้ได้แล้ว 84 ราย ยอดหนี้ของข้าราชการลดลงไปกว่า 15 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการที่เหลือต่อไป
ทัพอากาศ ประสานแบงก์รัฐ ลดดอกเบี้ย
พล.อ.อ.ณรงค์ อินทชาติ รองผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้แถลงว่า กองทัพอากาศได้ลงมือปฏิบัติอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการ ที่มีท่าน กิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นประธานและได้กำหนดนโยบายเร่งด้วนให้กำลังพลทุกคนต้องมีเงินเหลือสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ30 ซึ่งสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี
และประกาศกรมส่งเสริมสหกรณ์ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินกำลังพลกองทัพอากาศ ได้ตรวจสอบสถานภาพการรับเงินเดือนของข้าราชการพบว่า มีข้าราชการที่รับเงินเดือนต่ำกว่า 30% จำนวน 8,000 ราย ในจำนวนนี้มีข้าราชการที่ถูกอายัดเงินเดือน 53 ราย ซึ่งถือเป็นความสำคัญเร่งด่วนที่ต้องให้ความช่วยเหลือ
นอจกากนี้ ประสานสถาบันการเงินเพื่อจัดทำโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย ให้รายรับของข้าราชการเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้กองทัพอากาศยังมีนโยบายด้านการป้องกันการเกิดปัญหาหนี้สินโดยมีการจัดการฝึกอบรมปลูกจิตสำนึกด้านการเงินให้แก่ข้าราชการในทุกระดับ
ออมสิน ลดดอกเบี้ยให้กว่า 3 แสนราย
ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน ได้แถลงว่า ทางธนาคารออมสินได้ทำการเร่งแก้ไขหนี้ข้าราชการ ในช่วงที่ผ่านมาตามนโยบายของรัฐบาล และตามคำสั่งการของนายกรัฐมนตรี โครงการหลักของเราโดยโครงการแรกคือโครงการลดดอกเบี้ย โดยได้ลดดอกเบี้ยไปแล้วทั้งสิ้น 367,189 ราย เป็นมูลหนี้กว่า 294,229 ล้านบาท หรือเกือบ ๆ 70% ของสินเชื่อข้าราชการทั้งหมด
เราใช้เงินไปในโครงการลดดอกเบี้ยนี้ปีละประมาณ 3,000 ล้านบาท โครงการที่ 2 สำหรับข้าราชการที่มีประวัติหนี้เสีย (Non-Performing Loan หรือ NPL) ไม่สามารถชำระหนี้ได้แล้ว เราได้เริ่มโครงการที่เรียกว่า 4ไม่ คือไม่ฟ้องดำเนินคดี ไม่ฟ้องล้มละลาย ไม่ยึดทรัพย์ ไม่ขายทอดตลาด โดยโครงการนี้จะครบกำหนดในวันที่ 31 มี.ค.นี้ แล้วจะประเมิณผลอีกครั้งหนึ่ง
โดยอันนี้จะเป็นส่วนที่ดึงพวกเขากลับมาปรับโครงสร้างหนี้ได้เร็ว โดยมีข้าราชการเข้ามาดำเนินการแล้ว 24,822 ราย กว่า 8,335 ล้านบาท ในโครงการที่ 3 เราให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกับสหกรณ์ ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อให้สหกรณ์ของ ข้าราชการ และหนักงานรัฐวิสาหกิจ นำไปรีไฟแนนซ์หนี้เสีย หรือหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง 16-18% ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ปัจจุบันมีมาขอกู้และอนุมัติไปแล้ว 94 แห่ง กว่า 3,227 ล้านบาท และมีสหกรณ์ที่พึ่งยื่นไว้อีก 25 แห่ง ประมาณ 2,500 ถึง 3,000 ล้านบาท
นอกจากนั้นยังมีโครงการย่อยอีก เช่น โครงการที่ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในกระทรวงต่าง ๆ เช่น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล เราฝากวิธีการกำกับคดีซึ่งจะใช้ปลายปีนี้ เพื่อลดความรุนแรง และยังมีการฝึกอาชีพข้าราชการเพื่อหวังว่าจะมีรายได้สูงขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหนี้ระยะยาว
ด้าน นายผยง ศรีวณิช กรรมการบริหาร ธนาคารกรุงไทย แถลงว่า ที่ผ่านมาตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ธนาคารกรุงไทยให้ความช่วยเหลือลูกที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะจากมาตรการโควิดที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้นกว่า 20,000 ล้านบาท เป็นจำนวนทั้งสิ้น 53,000 กว่าราย และเพื่อให้บรรลุดป้าหมายของท่านนายกรัฐมนตรีในการช่วยเหลือข้าราชการลดภาระหนี้อย่างยั่งยืน
และเพิ่มความสามารถในการดำรงชีพ ทางกรุงไทยได้นำเสนอมาตรการสินเชื่อรวมหนี้อย่างยั่งยืน อัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ตลอดอายุสัญญา และลดอัตราก่อนชำระให้มีความเหมาะสมกับการดำรงชีพ โดยได้ขยายเวลาผ่อนชำระอย่างต่อเนื่องได้ยาวสุดถึง 80 ปี ให้กับข้าราชการกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มที่สินเชื่อ OD ที่ไม่เป็นไปตางวัตถุประสงค์ ก่อให้เกิดภาระหนี้เรื่อรัง เกินความสามารถในการชำระ รวมไปจนถึงสนับสนุนการให้ความรู้เรื่องวินัยทางการเงินต่อข้าราชการ ในขณะเดียวกันเราก็ตระหนักถึงข้อจำกัดในเชิงโครงสร้างของระบบ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้ที่อยู่ในระบบ ncb เพียง 147 สถาบันการเงิน และมีเพียงสหกรณ์ไม่กี่ราย ครอบคลุมจำนวนคนถึง 33 ล้านคน 127 ล้านบัญชี ข้อจำกัดที่ 2 คือ ncb ของหนี้สหกรณ์และการลำดับการการชำระหนี้ของสถาบันการเงินต่างๆแม้อยู่ในภายใต้หรอบสวัสดิการ ก็จะขึ้นกับช่วงเวลาที่มี MOU ส่วนข้อจำกัดที่สามการก่อหนี้เพิ่มที่ผ่านมาสามารถเห็นได้เฉพาะหนี้ที่อยู่ในระบบ ดังนั้นการดำรงไว้ซึ่งหลักการ 70/30 จะสามารถดำเนินการได้เฉพาะหนี้ที่อยู่ในระบบ การมีกลไกซึ่งอัพเดตข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นข้อจำกัดอีกหนึ่งข้อที่ต้องก้าวผ่าน
ซึ่งทางธนาคารได้ตระหนักถึงข้อจำกัดเหล่านี้จึงได้มีการร่วมมือกับหลายภาคส่วน ประกอบด้วย หน่วยงานข้าราชการต้นสังกัด สหกรณ์ กรมบัญชีกลาง รวมถึง ncb รวมไปจนถึงทางกรมสหกรณ์การเกษตร ทั้งหมดนี้เพื่อให้การช่วยเหลือสัมฤทธิผลในเชิงโครงสร้าง
ลดทอนอุปสรรค์ในเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืน โดยรวมหนี้ทุกประเภท รวมถึงมีแนวทางให้ลูกหนี้แสดงเจตจำนงไม่ก่อหนี้เพิ่มหรือเกินกำลัง มีระบบและกระบวนการแลกเปลี่ยนอัพเดทข้อมูลเพื่อให้ทราบถึงสภานะการเป็นหนี้องค์รวมอย่างต่อเนื่องและเป็นปัจจุบัน เพื่อให้เข้าใจกันได้ทุกภาคส่วนในลักษณะที่เชื่อมโยง โดยแหล่งที่มาของรายได้ตลอดช่วงอายุวัย เพื่อให้เกิดการชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม ไม่ผลักดันให้ลูกหนี้หรือข้าราชการไปกู้หนี้นอกระบบ และใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและไม่ทิ้งภาระให้กับรุ่นต่อไป

การคาดการของโครงการนี้ได้วางลิมิตไว้ 50,000 ล้านบาท คาดการว่าจะช่วยข้าราชการได้ 50,000 คน โดยกรอบของการเข้าร่วมโครงการประกอบด้วย กลุ่มเปราะบาง ที่มีภาระหนี้มากจนไม่สามารถดำรงชีพขั้นพื้นฐานได้ และมีเงินเดือนเหลือน้อยกว่า 30% ในแต่ละเดือน ปิดหนี้และรวมหนี้จากทุกสถาบันการเงิน
รวมถึงการรวมหนี้และการร่วมมือแบบ co-exist กับสหกรณ์ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์การลดภาระหนี้อย่างยั่งยืนให้มีเงินเหลือเกิน 30% ตลอดช่วงวัย โดยที่สามารถยังชีพได้และไม่ต้องไปพึ่งหนี้นอกระบบ แสดงเจตจำนงไม่ก่อหนี้เพิ่มหรือเกินกำลัง ระหว่างที่อยู่ในโครงการ รวมสิทธิบำนาญบำเหน็จตกทอดเพื่อให้สามารถเชื่อมโยงแหล่งของการชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่องหลังการเกษียณอายุราชการ การรวมหนี้ทุกประเภทดังกล่าว จะทำให้ข้าราชการได้ประโยชน์จากการลดภาระดอกเบี้ยในระดับที่เหมาะสมและอย่างมีนัยสำคัญ ผ่อนชำระได้เหมาะสมกับรายได้ที่มี
โดยสามารถผ่อนแบบ co-exist กับสหกรณ์ มีเงินในการดำรงชีพอย่างเหมาะสม ปัจจุบันเราได้หารือแล้วกับทางกองทัพบก กระทรวงการคลัง สหกรณ์กรมป่าไม้ สหกรณ์กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นต้น และอยู่ระหว่าง กับกองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นต้น พร้อม ๆ กันนี้เรามีวงเงินสนับสนุนสหกรณ์ในปัจจุบันอยู่ถึง 140,000 ล้านบาท มียอดค้างชำระอยู่ราว 40,000 กว่าล้านบาท
นายกฯขอบคุณ ช่วยลดดอกเบี้ย
นายเศรษฐากล่าวมอบนโยบาย ว่า ขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และชื่นชมในการตั้งใจทำงาน ส่วนตัวเชื่อว่า หลายคนอาจจะไม่ได้ประสบปัญหาเยอะแบบเดียวกับข้าราชการอีกหลายแสนคน ข้าราชการเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติ แต่ยังมีหนี้สินชักหน้าไม่ถึงหลัง ทำงานเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ดอกเบี้ย ถือเป็นสารตั้งต้นหายนะของประเทศ ต้องขอใช้คำนี้เพราะไม่ใช่แค่เพียงมีเงินไม่พอ
แต่หันไปพึ่งสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด เพื่อทำให้จิตใจดีขึ้น สบายใจขึ้นถือเป็นความเข้าใจผิด หรือไปทุจริตประพฤติมิชอบ เป็นสารตั้งต้นที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นการรวมตัวกันในวันนี้ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขกฎหมาย ว่าไม่ต้องออกจากราชการ มีเงินใช้ 30% รวมถึงสินเชื่อพิเศษ ลดดอกเบี้ย ตนเข้าใจว่าหลายหน่วยงานต้อง หวังเรื่องการปันผลหรือผลกำไร แม้ว่าแบงก์ชาติจะไม่ลดแต่หน่วยงานช่วยกันลดก็ขอขอบคุณจากใจจริง และเชื่อว่าข้าราชการในหน่วยงานนั้นก็ขอบคุณเช่นเดียวกัน

นายกฯกล่าวว่า เข้าใจว่าแต่ละหน่วยงานมีเป้าหมายของตัวเอง การที่ต้องเฉือนเนื้อเพื่อลดกำไร ถือเป็นเรื่องที่ดี และขอฝากข้อคิดว่าต้องการให้หน่วยงานสหกรณ์เข้ามาร่วมโครงการนี้ให้มากขึ้น และขอให้ทำงานหนักขึ้น เชื้อเชิญให้เข้ามาอยู่ในระบบให้มากขึ้นเพราะทุกวันนี้หนี้สินเหล่านี้ไม่ได้ลดลงไป
เชื่อว่าทุกคนที่อยู่ตรงนี้มีขีดจำกัดในการทำงานพอสมควร เพราะเป็นผู้บริหารระดับสูง จะต้องหาวิธีการการแก้ปัญหา ขอให้ทะเยอทะยานมากขึ้น พยายามช่วยเหลือประชาชนให้มากยิ่งขึ้นไปอีกเชื่อว่าผู้นำเหล่าทัพมีความใกล้ชิด และเข้าใจความลำบากของประชาชนอยู่แล้ว