Skip to content

200 สว.ติดกับดักเลือกไขว้ ลุ้นศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด-ล้มกระดาน ?

08 มิ.ย. 2567 | 09:44น.
200 สว.ติดกับดักเลือกไขว้ ลุ้นศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด-ล้มกระดาน ?
คอลัมน์ : Politics policy people forum

กระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่ 200 คน ยังดูมืดมน แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วางไทม์ไลน์การเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับประเทศไว้หมดแล้ว

เพราะทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง “ตีความ” ข้อกฎหมายในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 ของผู้ร้อง 6 คน ซึ่งเป็นผู้สมัคร สว.

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 36 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง (3) มาตรา 41 วรรคหนึ่ง (3) และมาตรา 42 วรรคหนึ่ง (3) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 107 หรือไม่

ทั้ง 4 มาตรา เป็น “หัวใจหลัก” ของกระบวนการ “เลือกไขว้” สว. ดังนั้น สำนักงาน กกต.จึง “ปั่นป่วน” ไปทั้งองคาพยพ

ท่ามกลางข่าวลือ ข่าวลวง รวมถึงการเปิดเผยจาก สว.ชุดปัจจุบันที่ยังอยู่ในอำนาจรักษาการ ออกมาอ้างว่ามีพฤติกรรมการ “ฮั้ว” ในการเลือก สว.ระดับอำเภอ หวังต่อยอดสู่แผนล้มกระบวนการเลือก สว. เปิดทางให้ สว.ชุดเก่าอยู่ในอำนาจ รักษาการต่อไปได้ยาว ๆ

เสียงเตือนจาก เลขาฯ กกต.

สำทับกับ “แสวง บุญมี” เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งข้อความผ่านไลน์ ถึงพนักงาน กกต.เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2567 ตอนหนึ่งว่า

“เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์และความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา รวมทั้งการรับข้อมูลจากหลายด้าน มีสัญญาณมาโดยตลอดว่า นับแต่มีพระราชกฤษฎีกาเลือก สว.ก็จะมีแรงเสียดทานเข้มข้นมากขึ้นตลอดมา ซึ่งแรงเสียดทานอาจมีรูปแบบเป็นไปตามลักษณะและพฤติการณ์การแสดงออกของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีแรงจูงใจทางการเมืองและทั้งที่ไม่มีแรงจูงใจทางการเมือง”

“พอจะจำแนกได้เป็น รูปแบบที่ 1 เลื่อนหรือลากการเลือก สว.ออกไป รูปแบบที่ 2 ล้มการเลือก สว.และรูปแบบที่ 3 เลือก แต่กดดันให้ได้ผลตามเป้าหมายที่หวังไว้ แต่ไม่ว่าจะรูปแบบใด ก็ขอให้เป็นแค่การคาดการณ์ อย่าให้เกิดขึ้นจริง เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงย่อมไม่เกิดผลดีกับบ้านเมืองอย่างแน่นอน”

“แต่ไม่ว่าจะอย่างไร หากจะเกิดขึ้นจริงก็น่าจะเป็นเพียงความต้องการของคนบางกลุ่มเท่านั้น ผมว่าเรารับมือเรื่องนี้ได้อย่างมีชั้นเชิง ถ้ามีคนคิดจะทำแบบนี้จริง ๆ เราต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น เพราะบ้านเมืองจะเกิดความเสียหาย ผมว่าเรารับมือเรื่องแบบนี้ได้อย่างสบาย นิ่ง มีสติ ใช้ปัญญา มีเป้าหมายด้วยหวังดีต่อชาติบ้านเมือง เราต้องทำสำเร็จอย่างแน่นอนครับ”

ผ่านมา 2 วัน “แสวง” ไลน์ถึงพนักงาน กกต.อีกครั้ง เมื่อ 5 มิถุนายน 2567 หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องตีความกระบวนการเลือก สว.ตอนหนึ่งว่า

ผมมีสิ่งที่อยากบอกพี่น้องในยามที่เราต้องเจอสภาพแบบนี้ ประการที่ 1 อย่าใจเสีย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเงื่อนไขภายนอกอยู่เหนือการควบคุมของเรา เป็นปัญหาข้อกฎหมายโดยแท้ และคงจะคลี่คลายโดยเร็วดูจากที่ศาล ให้ชี้แจงภายใน 5 วัน

ประการที่ 2 สนง.ไม่ได้นิ่งนอนใจ หลังเพรสข่าว ผมได้เชิญ ดบล. (ด้านบริหารการเลือกตั้ง) และ สกม. (สำนักกฎหมาย) มาร่วมหาทางออกในชั้น สนง.โดยคำนึงถึงข้อกฎหมาย ผลกระทบ ความเสียหาย ทั้งแก่ส่วนรวมและองค์กร และเกียรติภูมิของเรา

ประการที่ 3 อย่างที่บอกว่าเราไม่ได้ทำผิดอะไร เป็นปัญหาข้อกฎหมาย มีมุมมองและเหตุผลที่จะอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งผมได้เตรียมไว้แล้ว เมื่อ กกต.เห็นเป็นอย่างไร แต่ที่เราต้องพบเจอแน่ ๆ คือ อาจจะรู้สึกเหนื่อยและอึดอัดในช่วงนี้อยู่บ้างเหมือนเวลาหยุดอยู่กับที่ แต่เมื่อทำงานใหญ่ก็ต้องเจอปัญหาแบบนี้ มันเป็นหน้าที่ และสำนึกของพวกเรา แต่ผมเชื่อว่าสุดท้ายมันจะคลี่คลายไปในทางที่ดี

กระบวนการมีแต่ปัญหา

คนใน กกต.จึงตีความว่าที่ประชุม กกต.เตรียมแผนเลื่อนการเลือก สว.ออกไปอีกหรือไม่ เพราะบรรดาเจ้าหน้าที่ กกต.ที่เป็น “หนังหน้าไฟ” ในจังหวัดต่าง ๆ รับรู้ถึงความปั่นป่วนวุ่นวายของกติกาการเลือก สว. ที่กฎหมายเขียนออกมาไม่รัดกุม

เช่น กรณีที่หลายอำเภอมีผู้สมัคร 1 คน 1 กลุ่ม ไม่สามารถเลือกไขว้ข้ามกลุ่มได้ เนื่องจากมีแค่กลุ่มเดียว ต้อง “ตกรอบ” ตั้งแต่ยังไม่ได้แข่ง

รวมถึงกรณีที่มีกลุ่ม “จัดตั้ง” ไปลงสมัคร เพื่อเข้าไปโหวตให้คนใดคนหนึ่งอยู่หลายพื้นที่ ซึ่งประสบปัญหาว่ากลุ่มคนเหล่านั้น คุณสมบัติไม่ครบ

หรือคุณสมบัติไม่ค่อยตรงปก เช่น กลุ่มการสาธารณสุข ผู้สมัครส่วนใหญ่คือ อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) มาสมัคร แทนที่จะเป็นแพทย์ หรือบุคลากรในสาธารณสุข

เพราะมีการตอบข้อหารือภายในสำนักงาน กกต.ระบุว่า การรับสมัครผู้สมัคร สว. เมื่อเจ้าตัวยืนยันว่าอยู่ในกลุ่มอาชีพนั้น และมีผู้รับรอง ก็ให้ถือว่าเป็นผู้สมัคร

แหล่งข่าวจาก กกต.จังหวัดรายหนึ่งระบุว่า กกต.ต้องจัดเลือก สว.ตามกรอบกฎหมาย แต่หลายกรณีที่กฎหมายไม่ได้เขียน ไม่มีระเบียบรองรับ แต่ กกต.ต้องทำหน้าที่ให้ได้ จึงเกิดปัญหามากมาย

ระบบจีน คือตัวแบบ

วกกลับมาสู่จุดต้นเรื่อง ในการออกแบบกระบวนการเลือก สว. ขณะนั้น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องการหาวิธีการออกแบบมาเพื่อให้การเลือก สว.นั้น “ซื้อยาก” เป็นการเขียนเพื่อป้องกันการซื้อเสียง และป้องกันการครอบงำ

แหล่งข่าวที่เคยนั่งอยู่ใน กรธ.ยกตัวอย่าง “ตัวแบบ” ที่ใกล้เคียงที่สุดคือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีการเลือกผู้แทนตำบล ผู้แทนอำเภอ และ กรธ.นำมาปรับปรุง-ดัดแปลง

“แต่สิ่งที่ยากคือการตรวจคุณสมบัติที่สลับซับซ้อนมาก เพราะมีอยู่ 20 กลุ่ม ในที่สุด กกต.จัดให้เลือก ประกาศผลแล้วสอยออกทีหลัง” แหล่งข่าวกล่าว

3 คดี เขย่า กกต.

นับตั้งแต่ กกต.คิกออฟการเลือกตั้ง มีคำร้องขึ้นสู่ศาล

เช่น คำฟ้องของ “พนัส ทัศนียานนท์” อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ขอให้ศาลปกครองเพิกถอนระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวเลือก สว.ปี 2567 นำมาสู่การที่ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาสั่งเพิกถอนระเบียบ กกต.แนะนำตัวเลือก สว. 3 ประเด็น

คดีต่อมา ธีรยุทธ สุวรรณเกษร ในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก น.ส.วิเดือน งามปลั่ง ผู้สมัคร สว.ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง ว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 36 มาตรา 40 มาตรา 41 และมาตรา 42 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 หรือไม่ ซึ่งศาลปกครองได้ส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

และคดีที่ผู้สมัคร สว. 5 คน ร้องศาลปกครอง เช่นเดียวกับ กรณี น.ส.วิเดือน งามปลั่ง ซึ่งศาลปกครองได้ชงเรื่องสู่ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลให้รวมการพิจารณาทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกัน

การเลือก สว. 200 คน กำลังติดหล่มเดินต่อไม่ได้…ไปไม่ถึง

สว.ชุดเก่าจึงได้สิทธิรักษาการต่อไปยาว ๆ