Skip to content

คดียุบก้าวไกล ลุ้น ศาลรัฐธรรมนูญ เปิดไต่สวน หรือ นัดตัดสิน วันนี้

12 มิ.ย. 2567 | 09:08น.
คดียุบก้าวไกล ลุ้น ศาลรัฐธรรมนูญ เปิดไต่สวน หรือ นัดตัดสิน วันนี้

วันนี้ต้องจับตาการประชุมปรึกษาคดีสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญ

คือ คดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ร้อง) โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคําร้องกรณีมีหลักฐาน อันควรเชื่อว่าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้อง) มีพฤติการณ์กระทําการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย และเข้าลักษณะกระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรคผู้ถูกร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) และ (2)

ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏตามคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของบุคคล ผู้เป็นคณะกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้อง และห้ามมิให้ผู้ซึ่งดํารงตําแหน่งคณะกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้อง และถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ภายในกําหนดสิบปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งยุบพรรค ผู้ถูกร้อง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง

เท้าความเดิม ย้อนไปเมื่อ 31 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ พรรคก้าวไกล มีพฤติการณ์ใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการ การเรียกร้องให้มีการทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยซ่อนเร้นหรือผ่านการนำเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายพรรค

“แม้เหตุการณ์คำร้องผ่านพ้นไปแล้ว แต่การดำเนินการรณรงค์ให้ยกเลิกหรือแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มีลักษณะดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นขบวนการโดยใช้หลายพฤติการณ์ประกอบกัน ทั้งการชุมนุม การจัดกิจกรรม การรณรงค์ผ่านสื่อสังคม การเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภา การใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง “หากยังปล่อยให้ผู้ถูกร้องทั้งสองกระทำการต่อไป ย่อมไม่ไกลเกินเหตุที่จะนำไปสู่การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

จากนั้น ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปพิจารณา และนำมาสู่การยื่นยุบพรรคก้าวไกล ช่วงกลางเดือนมีนาคม

พรรคก้าวไกลขอขยายการยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาออกไปแล้ว 3 ครั้ง และยื่นคำชี้แจงเมื่อ 4 มิถุนายน 2567 ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งรับคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหารวมไว้ในสำนวน ส่งสำเนาคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาให้ กกต. ทราบ และกำหนดนัดพิจารณาต่อไปในวันที่ 12 มิถุนายน

ข้อต่อสู้ก้าวไกล

พรรคก้าวไกลได้ยื่นข้อต่อสู้คดี 9 ข้อ 3 กลุ่ม ผ่านการเปิดเผยของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล

เขตอำนาจและกระบวนการ

1.โดยศาลรัฐธรรมนูญไม่มีเขตอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้

2.กระบวนการยื่นคำร้องของ กกต. “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

นายพิธากล่าวว่า ขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่คดียุบพรรคอนาคตใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีเขตอำนาจในการตัดสินคดียุบพรรค รัฐธรรมนูญมาตรา 210 มี 3 ข้อ 1.พิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย 2.พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ 3.หน้าที่และอำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

“ผมและทีมกฎหมายศึกษาดูในรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจข้อไหนที่มีอำนาจยุบพรรคและตัดสิทธิการเมือง แน่นอนวรรคต่อมาระบุว่า อะไรที่นอกจากที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องกระบวนการ แต่ไม่ใช่บ่อเกิดของอำนาจที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีขอบเขตมากกว่า 3 ข้อที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน เอกสารในสัมมนาโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการแนวทางการดำเนินงานแก่สาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด พ.ย. 66 เขียนไว้ชัดเจนว่า เปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้อง/พรรคการเมืองได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งพยานหลักฐาน แต่กระบวนการนี้ไม่เคยเกิดขึ้น พรรคก้าวไกลมีโอกาสรับทราบข้อเท็จจริง ไม่มีโอกาสโต้แย้ง หรือไม่มีโอกาสได้นำพยานหลักฐานของพรรคก้าวไกลไปชี้แจงต่อ กกต. ดังนั้น การยื่นคำร้องของ กกต.จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ข้อเท็จจริง

3.คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 31 มกราคม 67 ไม่ผูกพันการวินิจฉัยคดีนี้

4.การกระทำที่ถูกกล่าวหา ไม่ล้มล้าง ไม่อาจเป็นปฏิปักษ์

5.การกระทำตามคำวินิจฉัยเมื่อ 31 มกราคม 67 ไม่ได้เป็นมติพรรค

นายพิธาอธิบายขยายความตอนหนึ่งว่า โทษของรัฐธรรมนูญมาตรา 49 เมื่อ 31 มกราคม 67 เป็นการเตือนให้หยุดการกระทำ แต่ตอนนี้ใช้ พ.ร.ป.พรรคการเมืองมาตรา 92 ให้ยุบพรรคและตัดสิทธิการเมือง โทษต่างกันมหาศาล ดังนั้น มาตรฐานในการพิสูจน์แต่ละคดีจึงเข้มข้นต่างกัน แม้เป็นข้อเท็จจริงเดียวกัน แต่ข้อกล่าวหาต่างกัน ระดับโทษต่างกัน มาตรฐานในการพิจารณาคดีจึงมีความเข้มข้นต่างกัน และสูงกว่าในการพิจารณาคดีเดือนมกราคม จึงไม่มีผลผูกพันมาถึงคดีในปัจจุบัน เพราะคดียุบพรรคเป็นโทษระดับอาญา

“คดีครั้งก่อนเมื่อเดือนมกราคม 2567 บอกว่าการใช้สิทธิเสรีภาพ ‘เพื่อ’ การล้มล้างการปกครอง แต่ปัจจุบันมาตรา 92 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง คือ การกระทำ ไม่มีคำเชื่อมใด ๆ ทั้งสิ้น เป็น Action ไปแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่เผื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต”

นายพิธายังยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 31 มกราคม 2567 มาอธิบายเพิ่มว่า หากปล่อยให้ผู้ถูกร้องกระทำการต่อไป ย่อมไม่ไกลเกินเหตุ…ที่จะนำไปสู่… จะเห็นได้ว่าเป็นมาตราที่เอาไว้ตักเตือนไม่ให้เหตุมันเกิดขึ้น แต่ พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 92 ขึ้นมาเลยว่า การกระทำล้มล้าง การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ คือเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นแล้ว

ดังนั้น ทั้ง 2 คดีไม่มีความผูกพันกัน และคดีปัจจุบันจำเป็นต้องพิจารณาคดีนี้ใหม่ทั้งหมด ด้วยมาตรฐานที่พิสูจน์ที่สูงกว่าคดีก่อน ถึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย

สัดส่วนโทษ

6.โทษยุบพรรคต้องเป็นมาตรการสุดท้าย เมื่อจำเป็น ฉุกเฉิน ฉับพลัน และไม่มีวิธีแก้ไขอื่น

7.ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค

8.จำนวนปีในการตัดสิทธิทางการเมือง ต้องได้สัดส่วนกับความผิด

9.การพิจารณาโทษ ต้องสอดคล้องกับชุดกรรมการบริหารพรรคในช่วงที่ถูกกล่าวหา

นายพิธากล่าวว่า โทษยุบพรรคมีได้ในระบอบประชาธิปไตย แต่โทษยุบพรรคต้องมีไว้ปกป้องประชาธิปไตย เพราะเป็นตัวแทนประชาชน การยุบพรรคจึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง ด้วยความอดทน อดกลั้น ได้สัดส่วน และเป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นเท่านั้น

สำหรับข้อหาที่โดน ทั้งเรื่องนโยบายหาเสียงที่บรรจุการแก้ไขมาตรา 112 ไว้ใน 300 นโยบาย การแสดงความเห็นในสาธารณะ การเป็นนายประกัน ผู้ต้องหา การรณรงค์แก้กฎหมาย กกต.ยกคำร้องพรรคก้าวไกลมาโดยตลอด

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายไม่ได้รับการบรรจุในสภาเลยด้วยซ้ำ ถึงแม้จะมีการบรรจุร่างกฎหมาย มีการอภิปรายในสภา ฝ่ายนิติบัญญัติก็ตรวจสอบ ยับยั้งได้ ผ่านการโหวตวาระต่าง ๆ และยังต้องผ่านวุฒิสภา อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งก่อนและหลังประกาศใช้กฎหมายได้

“ระบบนิติบัญญัติสามารถยับยั้งได้ด้วยตัวเอง ไม่ได้เป็นความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว และมีระบบยับยั้ง ยังมีวิธีแก้ไขอื่นถ้ามีคนเห็นว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำล้มล้าง หรือการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ สามารถแก้ไขยับยั้งได้ ไม่ได้ฉุกเฉิน เร่งด่วน และไม่มีวิธีแก้ไขอื่น”

แนวทางพิจารณาคดี

วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่า บนพื้นฐานของกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 ที่ระบุว่า หากศาลเห็นว่าคดีใดเป็นปัญหาข้อกฎหมาย หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะ พิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลอาจประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาและวินิจฉัยโดยไม่ทําการไต่สวนหรือยุติการไต่สวนก็ได้

เมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานใดเกิดขึ้นหรือได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เกี่ยวข้องกับ เรื่องที่พิจารณาวินิจฉัย หรือไม่มีความจําเป็นแก่การพิจารณาวินิจฉัย หรือจะทําให้คดีล่าช้าโดยไม่สมควร ศาลอาจสั่งงดการสืบหรือไม่รับฟังพยานหลักฐานนั้นก็ได้

แปลว่า วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญอาจมีคำวินิจฉัยได้ 3 ทาง

หนึ่ง ถ้าศาลเห็นว่ามีหลักฐานเพียงพอ ก็จะนัดวันพิจารณาและอ่านคำวินิจฉัย

สอง ศาลต้องการข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เปิดการไต่สวนตามที่พรรคก้าวไกลร้องขอ

สาม ศาลนัดวิพิจารณาในการประชุมครั้งถัดไป แต่ไม่ได้เปิดการไต่สวน

อย่างไรก็ตาม “ชัยธวัช ตุลาธน” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร้องขอความเป็นธรรมว่า ก็คงต้องรอว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณายุบพรรคก้าวไกลหรือไม่ และหลังจากนี้จะมีกระบวนการอย่างไรต่อ ซึ่งหลังจากที่ได้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไปแล้ว ฝ่ายกฎหมายพรรคก้าวไกลได้ไปยื่นขอให้เปิดการไต่สวน และบัญชีรายชื่อพยานที่เสนอไปในแต่ละประเด็นข้อต่อสู้ ก็ต้องรอวันพรุ่งนี้ศาลจะเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีการไต่สวนเพิ่มเติมหรือมีการเรียกพยานเพิ่มเติมหรือไม่อย่างไร

“คาดหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดโอกาสให้พรรคก้าวไกล ได้มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่โดยมีการเปิดไต่สวนเรียกพยานเพิ่มเติม โดยพยานที่ยื่นไปนั้นมีจำนวนมาก เพราะข้อต่อสู้มีหลายประเด็น ประเด็นไหนที่เราเห็นว่าจะมีการเรียกพยานเพิ่มเติมก็เสนอไป”

วันนี้ ก้าวไกล ต้องลุ้นกันทั้งพรรค