รัฐบาล ปลดล็อกกฎหมายอำนวยความสะดวก เอื้อต่างชาติลงทุน

Government

รัฐบาลปรับปรุง กม.อำนวยความสะดวกทำธุรกิจ 3 เรื่อง ภาพยนตร์-การค้าชายแดน-ต่างชาติลงทุน หวังสร้างความเชื่อมั่น อำนวยความสะดวกการประกอบธุรกิจ

วันที่ 14 มิถุนายน 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธงทอง จันทรางศุ ประธานคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อความสะดวกในการประกอบธุรกิจและคณะเข้าพบนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานความก้าวหน้าการปรับปรุงกฎหมายเพื่อความสะดวกในการประกอบธุรกิจ

นายเศรษฐาเปิดเผยว่า Ease of Doing Busines (ความง่ายในการทำธุรกิจ) คือการฟื้นเศรษฐกิจไทยด้วยต้นทุนที่ถูกที่สุด แต่สามารถสร้าง Impact ได้มหาศาล เป็นตัวแปรสำคัญอย่างหนึ่งต่อการตัดสินใจลงทุนทำธุรกิจ

“อ.ธงทอง มาบอกเล่าความคืบหน้าการแก้ไขกฎระเบียบเพื่อช่วยให้การทำธุรกิจในไทยง่ายขึ้นในอุตสาหกรรมสำคัญ คือ ภาพยนตร์ อาหาร ยา และเครื่องมือแพทย์ โดยอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เราทำให้กองถ่ายจากต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำได้คล่องตัวมากขึ้น ลดข้อจำกัดและขั้นตอนการขออนุญาตต่าง ๆ ซึ่งครอบคลุมถึงการจัดคอนเสิร์ตด้วย ขั้นตอนต่อไป คือการศึกษาสิทธิประโยชน์และแรงจูงใจเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ”

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับอาหารและยาก็มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้น เราสามารถลดขั้นตอนการขออนุญาตขึ้นทะเบียนอาหารและยาได้ เช่น กลุ่มอาหารและยาที่ได้รับ FDA จากต่างประเทศอยู่แล้ว สามารถร่นเวลาจาก 300 วัน เหลือ 90 วัน

Advertisment

จากนั้น นายธงทอง จันทรางศุ ประธานคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (คปธ.) แถลงความคืบหน้าในการปรับปรุงกฎหมายความสะดวกในการประกอบธุรกิจ หลังรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ โดยมี น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นายกุลเทพ นฤหล้า นายกสมาคมผู้บริหารการผลิตภาพยนตร์ต่างประเทศ ร่วมแถลง

นายธงทองกล่าวว่า เมื่อ 6 เดือนที่แล้วนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ ที่เป็นข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่จะช่วยขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลให้ช่วยอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ 3 ประเด็น โดยมีความก้าวหน้าดังนี้

1.เตรียมการปลดล็อกกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ และการจัดงานเทศกาลดนตรี เนื่องจากธุรกิจถ่ายทำภาพยนต์ต่างประเทศในไทยนั้นมีมูลค่าปีละ 7 พันล้าน และหากทำให้ดีมีโอกาสขยายถึง 1.5-2 หมื่นล้านได้

โดยกรมการจัดหางานดำเนินการอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่ ยกเว้นการตรวจสอบคนต่างด้าวสัญชาติจีน กรณีเดินทางเข้ามากับคณะถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ โดยมีหนังสือรับรองจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์ ทำให้อำนวยความสะดวกในการยื่นคำขออนุญาตทำงาน เนื่องจากในปี พ.ศ. 2556 มีคณะถ่ายทำภาพยนตร์จากสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาลงทุนสูงสุดเป็นอันดับ 3 จำนวน 471.98 ล้านบาท

Advertisment

รองจากสหรัฐอเมริกาและฮ่องกงตามลำดับ และอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวงการขออนุญาตการทำงาน การออกใบอนุญาตทำงาน และการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2563 เพื่อให้สามารถมีผู้ประสานงานการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยที่ได้รับมอบหมายมารับใบอนุญาตทำงานแทนได้ ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือน สิงหาคมนี้

นอกจากนั้น เพิ่มงานเทศกาลดนตรี หรืองานคอนเสิร์ตที่หน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุน เป็นงานอันมีลักษณะจำเป็นหรือเร่งด่วน หรือเฉพาะกิจ กรณีเข้ามาทำการแสดงไม่เกิน 15 วัน โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงานเพื่อลดอุปสรรคเรื่องการขอใบอนุญาตทำงานให้แก่คนต่างชาติที่เข้ามาทำงานคอนเสิร์ตและงานเทศกาลดนตรีนานาชาติในประเทศไทย

2.จัดตั้งศูนย์บริการค้าชายแดน (One Stop Service : OSS) จังหวัดหนองคาย โดยขับเคลื่อนให้มีการปรับกระบวนการและพัฒนาระบบบริหารงานและตรวจสอบการนำเข้าส่งออกให้เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยลดภาระการปฏิบัติงานของบุคลากร และมติคณะรัฐมนตรี 7 พฤษภาคม 2567 ได้เห็นชอบให้กรมศุลกากรเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดตั้งศูนย์ OSS ณ จังหวัดหนองคาย ภายในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

3.การปรับปรุงบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าอยู่ระหว่างเสนอธุรกิจที่ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจำนวน 10 ธุรกิจ เช่น ธุรกิจบริการโทรคมนาคม สำหรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ซึ่งได้รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคมนี้

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้นำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการพัฒนากฎหมายในการปรับปรุงพระราชบัญญัติดังกล่าวส่งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการปรับปรุงบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ