‘ฮอร์มุซ’ ปะทุรอบใหม่ ส่อฉุดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เสี่ยง GDP หลุด 2%
นักวิชาการด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศเตือน ความขัดแย้งรอบใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซสะท้อนความเปราะบางของบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังทั้งสองฝ่ายตีความข้อตกลงหยุดยิงต่างกัน จนอาจนำไปสู่การปะทะซ้ำ กระทบตลาดพลังงานโลก ราคาน้ำมัน และต้นทุนเศรษฐกิจไทย พร้อมประเมินหากสงครามยืดเยื้อ GDP ไทยปี 2569 มีโอกาสขยายตัวต่ำกว่า 2%
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยว่า แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะลงนาม บันทึกความเข้าใจ (MoU) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 เพื่อหยุดยิงเป็นเวลา 60 วัน และเปิดทางสู่การเจรจาสันติภาพ แต่ความขัดแย้งได้กลับมาปะทุอีกครั้ง สะท้อนว่าข้อตกลงดังกล่าวยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะความเห็นต่างในการตีความเรื่อง ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก
ประเด็นหลักอยู่ที่การตีความสิทธิในการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านมองว่า MoU รับรองสิทธิในการกำหนดกฎระเบียบการเดินเรือ ขณะที่สหรัฐฯ เห็นว่าข้อตกลงมีเป้าหมายเพียงรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือ ไม่ใช่การรับรองอำนาจควบคุมของอิหร่าน ความแตกต่างดังกล่าวกลายเป็นชนวนให้การเจรจาหยุดชะงัก และนำไปสู่การเผชิญหน้ารอบใหม่
ก่อนการลงนาม MoU อิหร่านได้จัดตั้งหน่วยงาน Persian Gulf Strait Authority (PGSA) เพื่อกำกับการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็น “ยุทธศาสตร์ทองคำ” ของอิหร่านในการสร้างอำนาจต่อรอง เนื่องจากช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกว่า 1 ใน 5 ของการค้าโลก หากเกิดการหยุดชะงัก จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และเศรษฐกิจโลก
ล่าสุด สหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายฝั่งตอนใต้ของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่าเรือบางลำฝ่าฝืนคำเตือนหรือแล่นเข้าใกล้พื้นที่ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด
ดร.อัทธ์มองว่า ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ทางทหาร แต่เป็นการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์เพื่อแย่งชิงอำนาจเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดพลังงานและตลาดการเงินโลกต่อไป แม้ราคาน้ำมันยังไม่กลับไปแตะระดับสูงสุดเหมือนช่วงที่ช่องแคบถูกปิด แต่ความผันผวนได้กลับมาอีกครั้ง
สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 เขาประเมินว่า ความผันผวนของราคาพลังงานยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ เพราะไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง อัตราเงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชน หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และเศรษฐกิจโลกชะลอลง เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวต่ำกว่า 2% จากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดไว้ 2.3% และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดไว้ 2.5%
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังสิ้นสุดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” รวมถึงปัญหาค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งขึ้นอยู่กับทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายภาครัฐ และธรรมาภิบาลในการดำเนินนโยบาย
อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง โดยภาครัฐจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและนักลงทุนอย่างใกล้ชิด.