การเมืองไทย อยู่ในสภาพที่ฝ่ายการเมืองระส่ำระสาย ด้วยฤทธานุภาพของรัฐธรรมนูญ 2560
ที่ผู้ยกร่าง ประกาศไว้ว่า เป็น “รัฐธรรมนูญปราบโกง”
แต่โดยเนื้อหา เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง หรือปราบใคร หรืออะไรกันแน่ ยังเป็นที่ถกเถียง
รัฐบาลแรกภายใต้รัฐธรรมนูญนี้เป็นลูกผสมของพรรคทหารกับพรรคที่มีอยู่ก่อน
หัวหน้ารัฐบาล มาจากอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร
จากเลือกตั้ง 2562 จนครบวาระในปี 2566 รัฐบาลอยู่รอดปลอดภัยจากระบบตรวจสอบต่าง ๆ
เลือกตั้ง 2566 พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้ง แต่ไม่ได้ตั้งรัฐบาล
พรรคเพื่อไทยรับไม้มาตั้งรัฐบาล และอยู่มาจนปัจจุบัน
รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี จาก นายเศรษฐา ทวีสิน มาเป็น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งตอนนี้ ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่
จากคลิปการสนทนากับ ฮุน เซน บิดานายกฯกัมพูชา ที่เป็นคดีสู่ศาล และจะมีคำวินิจฉัยเดือน ส.ค.นี้
ผลที่จะออกมามี 2 ด้าน หนึ่ง อาจไม่มีอะไรเกิดขึ้น สอง อาจต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ
พรรคเพื่อไทยจะต้องเสนอชื่อ แคนดิเดต คนที่ 3 นายชัยเกษม นิติสิริ
เป็น “การเมือง” ที่ใช้นายกฯ สิ้นเปลืองเป็นพิเศษ
ในฝ่ายนิติบัญญัติ ก็รับผลกระทบหนักหนาพอสมควร
พรรคภูมิใจไทย ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล เมื่อ 18 มิ.ย. ภายหลังคลิปเสียงสนทนา 2 ผู้นำประเทศ เผยแพร่ออกมา
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภา จากพรรคภูมิใจไทย ลาออกไปด้วย ตำแหน่งยังว่างอยู่
เมื่อ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภา คนที่ 1 จากพรรคเพื่อไทย ถูกศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจาก สส. และถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
จากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับงบประมาย
ขัดต่อ มาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ ที่ห้าม สส.เข้าไปมีส่วนในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน
ทำให้รองประธานสภา ว่าง 2 ตำแหน่ง
เป็นกรณีที่ รัฐธรรมนูญ สร้างแรงสะเทือนต่อสภาอันเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
การเมืองไทยหลังรัฐประหาร 2557 เข้าสู่การจัดระบบอำนาจ ตามพิมพ์เขียวของคณะก่อการขณะนั้น
ด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ใช้เวลา 3 ปี จากหลังรัฐประหาร 2557 จนลุล่วงในปี 2560
ใน 3 ปีระดมมือกฎหมายมาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ออกมา 2 ฉบับเต็ม ๆ
ฉบับแรก ถูกตีตกไป จากมติของสภาแต่งตั้งในขณะนั้น
ผู้มีบทบาทในการยกร่างขณะนั้นรำพึงออกมาดัง ๆ เป็นไวรัลอันอมตะ ว่า “เขาอยากอยู่ยาว”
แล้วตั้ง คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาอีกชุดหนึ่ เมื่อ 5 ตุลาคม 2558
ใช้เวลา 548 วัน จึงสำเร็จมาเป็น “รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560”
หลังจากเริ่มใช้อย่างจริงจังในการเลือกตั้ง 2562 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และชี้ข้อบกพร่องอย่างรุนแรง
พรรคการเมืองหลัก ๆ ประกาศจะเข้าสภาไปแก้ไข-ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่
แต่เข้าสภาไปจริง ๆ ผลคือ ตลอด 4 ปีของรัฐบาล จาก 2562-2566 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถูกตีตกราวใบไม้ร่วง
ด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นทำได้
แต่ในการลงมติวาระ 1 และวาระ 3 ต้องมี สว.เห็นชอบ หนึ่งในสามของวุฒิสภา
โดยที่ สว.ในห้วง 5 ปีแรก ปี 2562-2567 มาจากการเสนอแต่งตั้งโดยคณะทหาร
ทำให้การแก้ไข เป็นเรื่องยุ่งยาก รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ใช้มา 8 ปี แก้ไขได้เพียง 1 ประเด็นเท่านั้น คือ ให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ สำหรับเลือก สส.เขต และบัญชีรายชื่อ
จากเดิมให้ใช้บัตรเดียวกัน
เพราะ สว.ให้ไฟเขียว จึงเล็ดลอดมาใช้บังคับได้
คำกล่าวแพร่หลายในยุคสมัยออนไลน์ ระบุว่า “จะสู้ชีวิต — แต่ชีวิตสู้กลับ”
สภาพการณ์ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญสู้กลับ ก็เกิดขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การแก้ไข-การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เป็น “ธงนำ” ที่พรรคต่าง ๆ ต่างชูและโบกสบัด
เหตุผล เพื่อสร้างกฎกติกาที่ประชาชนมีส่วนร่วม
มิใช่กติกาจากสภาแต่งตั้ง ใช้ “ประชามติ” มาอ้างว่า ประชาชนมีส่วนร่วมแล้ว
การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ล้มเหลว ทำให้การเมืองเดินไปในทิศทางที่รัฐธรรมนูญ 2560 วางกรอบไว้
ปัญหาคือ เป็นทิศทางที่ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่
“จุดนัดพบ” ระหว่าง ความเห็น ความเชื่อที่ไม่ตรงกัน คือ การเลือกตั้ง
การเมืองไทยกำลังเดินไปสู่ “จุดนัดพบ” ที่คร่าว ๆ คือหลัง พ.ค. 2570
จะไปถึงจุดนัดพบกันแบบไหน อย่างไร น่าจับตามองเป็นพิเศษ