ภูมิธรรม พบ 30 บริษัทระดับโลก ให้ความเชื่อมั่นลงทุน หลังสหรัฐฯ ปรับภาษีใหม่
ภูมิธรรม เปิดทำเนียบ หารือภาคเอกชนระดับโลก กว่า 30 บริษัท สร้างความเชื่อมั่นการลงทุนไทย พร้อมพัฒนระเบียบให้เอื้อ ยันเร่งปรับปรุงกลไกลดความเสี่ยงภาคธุรกิจ หลังสหรัฐประกาศอัตราภาษีใหม่
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการหารือระหว่างผู้นำรัฐบาล กับผู้บริหารระดับสูงจากกลุ่มบริษัทชั้นนำของโลกที่มีการลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศไทย ในงาน “Prime Minister Meets Investors : Confidence in Thailand’s Future-Prime Minister’s Dialogue with Global Investors”
นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การหารือดังกล่าวมีผู้บริหารกว่า 30 บริษัทชั้นนำระดับโลก เข้าร่วม จาก 4 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ดิจิทัล และอุตสาหกรรมอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ โดยทุกบริษัทมีการลงทุน รวมถึงการขยายการลงทุนขนาดใหญ่ในไทยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 5.5 แสนล้านบาท
โดยนายภูมิธรรมได้กล่าวต้อนรับนักลงทุนจากกลุ่มบริษัทชั้นนำของโลกที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย พร้อมยืนยันว่าไทยพร้อมรับมือความไม่แน่นอนจากอัตราภาษีสหรัฐ โดยสถานการณ์ล่าสุดจากการที่สหรัฐประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ประเทศไทยถูกเรียกเก็บในอัตรา 19%
ซึ่งรัฐบาลไทยตระหนักถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และกติกาการค้าระหว่างประเทศ จึงมุ่งใช้โอกาสนี้ในการปรับปรุงกลไกต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสามารถลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ
นายภูมิธรรมเน้นย้ำว่า รัฐบาลมีความจริงใจและตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการรักษา และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจของทุกบริษัทสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

นอกจากนี้ ไทยจะเดินหน้าพัฒนากฎระเบียบที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ พัฒนาทักษะแรงงาน เตรียมความพร้อมด้านพลังงานสะอาด และเร่งเจรจาเปิดตลาดการค้ากับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันประเทศไทยมีความตกลงทางการค้า 17 ฉบับ กับ 24 ประเทศ และอยู่ระหว่างการเจรจาเพิ่มเติมกับอีกหลายประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความได้เปรียบให้กับผู้ประกอบการไทยในการส่งออกไปยังกว่า 50 ประเทศทั่วโลก
นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงการเดินหน้ากลไกพลังงานสะอาด รองรับแนวทาง ESG โดยรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามแนวทาง ESG โดยได้เปิดให้บริการกลไก Utility Green Tariff (UGT1) ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดพร้อมเอกสารรับรองการใช้พลังงานหมุนเวียน มีบริษัทสนใจยื่นขอใช้บริการแล้วกว่า 40 ราย และมีแผนเปิดตัว UGT2 ซึ่งสามารถระบุแหล่งพลังงานที่มาได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างเตรียมเปิดกลไก Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) ที่ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถทำสัญญาซื้อพลังงานสะอาดโดยตรงจากผู้ผลิตผ่านสายส่งของรัฐ โดยในระยะแรกจะให้บริการกับกลุ่มธุรกิจ Data Center จำนวน 2,000 เมกะวัตต์ และหากประสบผลสำเร็จ จะขยายไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ ต่อไป โดยกลไกพลังงานเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติ ซึ่งกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการปรับแผน เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจาก 26% เป็น 51% ภายในปี 2580
ที่สำคัญ รัฐบาลจะเร่งพัฒนาบุคลากรไทยให้มีทักษะตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินโครงการที่เน้นความร่วมมือกับภาคเอกชน
อนึ่ง การหารือระดับสูงในครั้งนี้ มีภาคเอกชนชั้นนำระดับโลกเข้าร่วม ทั้งในด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ดิจิทัล และอุตสาหกรรมอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ อาทิ บริษัท Sony Samsung Unimicron BYD Huyndai Google TikTok และ Nestlé
