คอลัมน์ : Politics policy people forum
29 สิงหาคม 2568 คือวันชี้ชะตา “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี และ รมว.วัฒนธรรม
จากปมคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา ที่กลุ่ม สว.สีน้ำเงิน 36 ราย ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
ศาลนัดไต่สวน พยานบุคคล 2 ปาก คือ “แพทองธาร” กับ ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในวันที่ 21 สิงหาคม
หากไม่มาตามกำหนดนัด ถือว่า “ไม่ติดใจ” เป็นพยานบุคคล และให้แถลงการณ์ปิดคดีให้ยื่นเป็นหนังสือต่อศาล ภายในวันที่ 27 สิงหาคม หากไม่ยื่นภายในกำหนดถือว่า “ไม่ติดใจยื่น”
ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการลงมติ 29 สิงหาคมนี้

ข้อต่อสู้ นายกฯอิ๊งค์
ในการสู้ของ “แพทองธาร” ได้ยื่นขอให้ศาลเปิดไต่สวนพยาน 5 ปาก แต่ศาลอนุญาตให้เพียง “ฉัตรชัย บางชวด” ตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะผู้ทำงานร่วมกับ ผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ และยังเป็นบุคคลที่ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของตนเองในการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน พร้อมกับให้ นายกฯแพทองธาร ชี้แจงความบริสุทธิ์ใจของตัวเองหน้าบัลลังก์
ขณะเดียวกัน นายกฯ ได้ยื่นคำชี้แจง-ข้อต่อสู้ ตอนหนึ่งว่า “ความตั้งใจเดียวของข้าพเจ้าตลอดบทสนทนาจึงเป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของชาติโดยไม่มีเจตนาจะได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน”
“ดังจะเห็นได้จากบทสนทนาว่าไม่มีข้อความตอนใดที่ตนเอง เรียกร้องเอาผลประโยชน์ให้ตกเป็นของตนเองหรือครอบครัวแต่อย่างหนึ่งอย่างใดหรือได้ถือเอาประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีโดยไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรือแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ”
“ทั้งนี้ พฤติการณ์ตลอดบทสนทนาดังกล่าวอยู่ในกรอบแห่งแนวนโยบายการต่างประเทศ ซึ่งดำเนินการโดยสันติวิธีตามหลักสากล หาใช่การดำเนินการในเชิงลับหรือมีเจตนาบ่อนทำลายผลประโยชน์ของรัฐไม่”
ส่วนกรณีที่พาดพิงแม่ทัพภาคที่ 2 แพทองธาร ชี้แจงต่อศาลทำนองว่า เป็นการสื่อสารเพื่อแยกบทบาทฝ่ายบริหารออกจากความมั่นคง เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ นำไปสู่การเปิดการเจรจาในระดับทางการ โดยไม่ใช้มาตรการทางการทหาร และทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบแก่ประชาชนทั้ง 2 ประเทศ
ทักษิณ ยกคำแม่สอน
แพทองธาร เป็นนายกฯ ตระกูล “ชินวัตร” คนที่ 3 ที่เคยขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ
คนแรกคือ “ทักษิณ ชินวัตร” ในคดีซุกหุ้นภาค 1 ย้อนกลับไป 25 ปีที่แล้ว ในปี 2544 หลังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ชี้มูลความผิด “ทักษิณ” ข้อหา “จงใจยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความที่เป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ” พร้อมแทงเรื่องต่อไปให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด
วันแถลงปิดคดี “ทักษิณ” กล่าวต่อหน้าองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตอนหนึ่งว่า
“แม่เคยสอนไว้ว่า ถ้าฐานะครอบครัวยังไม่พร้อม อย่าเข้าสู่การเมือง ถ้าช่วยตัวเองไม่ได้จะช่วยคนอื่นและช่วยชาติได้อย่างไร คอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นกับการเมือง สาเหตุหนึ่งก็มาจากการที่คนไม่พร้อมช่วยตัวเองเข้าสู่การเมืองเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เพื่อชี้แจงว่า ฐานะของผมที่มั่นคงขึ้นจนสมัยหนึ่งมีคนกล่าวขานถึงว่า มีหลักทรัพย์มาก มียอดเงินฝากสูง มีกิจการใหญ่โตและอยู่ในลำดับต้น ๆ ของผู้เสียภาษีมากที่สุดนั้น ไม่ได้เกิดจากการที่ผมเป็นตำรวจได้ยศ พ.ต.ท. ไปรีดไถใครมา และไม่ได้เกิดจากการที่ผมเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และกอบโกยจากการประมูลหรือการจัดซื้อจัดจ้าง หากแต่เกิดจากการประกอบธุรกิจที่สุจริตและชอบด้วยกฎหมาย”
“มาถึงบัดนี้ก็สุดแล้วแต่ดุลพินิจที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่าการจะเชื่อคำยืนยันด้วยเกียรติของผมว่าผมไม่มีเจตนาปกปิด เป็นเพียงความบกพร่องที่สุจริต และอยู่ที่ดุลพินิจของท่านตุลาการที่จะให้โอกาสนายกรัฐมนตรีคนนี้ทำงานเพื่อชาติและประชาชน พระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่รักยิ่งต่อไปหรือไม่ เพียงไร”
กระทั่ง วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม 2544 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 15 คน มี “ประเสริฐ นาสกุล” เป็นประธาน ได้ลงมติวินิจฉัยคดี 8 ต่อ 7 เสียง ให้ “ทักษิณ” พ้นข้อกล่าวหา “ซุกหุ้น”
ยิ่งลักษณ์สู้คดีโยกถวิล
อีกคนคือ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ถูกกลุ่ม สว.สรรหา นำโดย “ไพบูลย์ นิติตะวัน” และคณะรวม 28 คน ได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ ยิ่งลักษณ์ นายกฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่
โดยกล่าวหาว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ ว่าการโยกย้าย “ถวิล เปลี่ยนศรี” ออกจากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นการเคลียร์เก้าอี้ให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. มานั่งเลขาฯ สมช.แทน เพื่อให้เก้าอี้ ผบ.ตร.ว่างก่อนจะเคลียร์ทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ขึ้นเป็น ผบ.ตร.แทน เป็นการกระทำที่มิชอบ
6 พฤษภาคม 2557 “ยิ่งลักษณ์” ขึ้นไต่สวนในศาลรัฐธรรมนูญตอนหนึ่งว่า “ดิฉันไม่ได้รับผิดชอบในเรื่องการโยกย้าย ไม่ได้แทรกแซงการทำงานต่าง ๆ จึงขอปฏิเสธพฤติการณ์ต่าง ๆ เพราะได้มอบอำนาจในการโยกย้ายให้รองนายกฯรับผิดชอบ”
“ยืนยันว่าไม่ได้เข้าแทรกแซงการบริหารแต่อย่างใด ไม่มีพฤติกรรมที่วางแผนเป็นระบบเป็นขั้นตอน ไม่ได้ทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม ได้ยึดถือประโยชน์ประชาชนและประโยชน์ของประเทศ ไม่ได้คำนึงถึงเครือญาติ ขอบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้หย่าขาดกับคุณหญิงพจมานไปเรียบร้อยแล้ว และการหย่าร้างก็ไม่ได้มีผลในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าแม้วันนี้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ จะเกษียณแล้ว ก็ไม่มีชื่อ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ มานั่งเป็นรัฐมนตรีแต่อย่างใด”
แต่วันรุ่งขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้ “ยิ่งลักษณ์” พ้นตำแหน่งนายกฯ ด้วยมติ 9 ต่อ 0 ใช้สถานะการเป็นนายกรัฐมนตรีเข้าไปก้าวก่าย แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายถวิล เพื่อประโยชน์ของตัวเอง ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง
ตัดภาพมาที่คดี “แพทองธาร” ที่ต้องขึ้นไต่สวนต่อหน้าบัลลังก์ศาล วันที่ 21 สิงหาคม แกนหลักในการสู้คดีเป็นทีมเดียวกับที่เคยทำคดี ยุคนายกฯเศรษฐา
เมื่อศาลเปิดไต่สวน ต้องจับตาดูว่า นายกฯเลือกมาไต่สวนหรือไม่
เพราะ 21 สิงหาคม เป็นโอกาสเดียวที่ “แพทองธาร” จะแก้ข้อกล่าวหาด้วยตัวเองต่อหน้าศาล หากพลาดพลั้ง มีสิทธิพัง-ไม่มีโอกาสให้แก้ตัว
ท่ามกลางข่าวลือเรื่องชิงลาออก