ย้อนรอย 1 ปี รัฐบาลภายใต้การนำของ “แพทองธาร ชินวัตร” พร้อมนับถอยหลัง 29 สิงหาคม ชี้ชะตาเก้าอี้นายกรัฐมนตรี คนที่ 31
นับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2567 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 5 ต่อ 4 ให้ “นายเศรษฐา ทวีสิน” พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 กรณีตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี จากเหตุรู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 และ 170 ส่งผลให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่างลงทันที
พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำตั้งรัฐบาลจึงรีบดันชื่อแคนดิเดตลำดับที่ 2 “นางสาวแพทองธาร ชินวัตร” หัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 โดยเสียงมติสภา เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 เห็นชอบ 319 ต่อ 145 เสียง นับเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 2 ถัดจาก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”
นับเป็นเวลากว่า 365 วัน ตั้งแต่สภามีมติให้เธอขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เริ่มต้นดำเนินการสานต่อในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 โดยนายกฯแพทองธาร แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายอยู่หลายประการ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ที่เราเติบโตน้อยกว่าศักยภาพจริง ปัญหาหนี้สินเรื้อรัง ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้นทุกที ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคมและการเมือง
ทั้งหมดคือ “ความท้าทาย” ที่รัฐบาลพร้อมจะประสานพลังกับทุกภาคส่วน เปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็น “ความหวัง โอกาส และความเสมอภาค ทางเศรษฐกิจและสังคม” ของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม รัฐบาลพร้อมเสริมศักยภาพ สร้างโอกาสให้ประชาชนทั้งบทบาทและสิทธิ เพื่อพลิกฟื้นประเทศจากปัญหา ที่รุมเร้าและทำให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
โดยรัฐบาล มีทั้งหมด 10 นโยบายเร่งด่วน ที่ต้องดำเนินการทันที

นโยบายด่วน ดูแล เดินหน้า
ต่อไปนี้คือ นโยบายที่โดดเด่นภายใต้การนำรัฐบาลของ “แพทองธาร”
นโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินทั้งระบบได้ดำเนินต่อเนื่องมาจากสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน โดยเฉพาะในภาวะเร่งด่วนนี้ จะต้องเร่งแก้ปัญหากลุ่มสินเชื่อบ้านและรถ ซึ่งจะต้องช่วยลูกหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ ที่เป็นหนี้เสียและกำลังจะเป็นหนี้เสีย ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ธนาคารพาณิชย์และบริษัทบริหารสินทรัพย์
อีกทั้งจะยังให้ความรู้ด้านการเงิน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการออมเงินรูปแบบใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนไทย โดยต้องไม่ขัดวินัยการเงินการคลัง และไม่ทำให้เกิดภาวะทางจริยธรรม โดยมาตรการแก้หนี้ ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาจากรัฐบาลเศรษฐา ได้แก่
– หนี้ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หรือ NPL รหัส 21
– หนี้ข้าราชการ
– หนี้บัตรเครดิต หนี้เสียสินเชื่อส่วนบุคคล หนี้เสียบัตรกดเงินสด
– หนี้เกษตรกร
– หนี้ กยศ.
– หนี้นอกระบบ
นอกจากนั้นจะเป็นนโยบายแก้หนี้ ภายใต้การนำรัฐบาลของแพทองธาร ได้แก่
หนี้บ้าน : รัฐจะได้ร่วมมือกับธนาคารรัฐ คือธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปล่อยสินเชื่อบ้านที่ 34% ของหนี้บ้านทั้งระบบ โดยได้ร่วมกับกระทรวงยุติธรรม จัดโครงการคลินิกแก้หนี้เพื่อไกล่เกลี่ยหนี้
หนี้รถ : เน้นกลุ่มลูกหนี้เช่าซื้อและลูกหนี้ลีสซิ่ง โดยเฉพาะรถกระบะและรถจักรยานยนต์ให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ออกประกาศเพื่อช่วยลูกหนี้เช่าซื้อโดย “กำหนดเพดานดอกเบี้ยเช่าซื้อ-เพดานดอกเบี้ยผิดนัด-ลดดอกเบี้ยเมื่อนำเงินมาปิดบัญชี
ดูแลและส่งเสริมพร้อมกับปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย จากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมของคู่แข่งทางการค้าต่างชาติโดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์ม เฉพาะ SMEs ออนไลน์ และการแก้ไขปัญหาหนี้ของ SMEs เช่น การพักหนี้ การจัดทำ Matching Fund
เร่งออกมาตรการเพื่อลดราคาค่าพลังงานและสาธารณูปโภค ปรับโครงสร้างราคาพลังงานควบคู่กับการเร่งรัดจัดทำปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมามีการคง-ลดค่าไฟฟ้าเป็นระยะ ๆ โดยในรอบเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 ลดลงเหลือเพียง 3.98 บาทต่อหน่วย ต่ำกว่าที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เคยกำหนดไว้ที่ 4.15 บาทต่อหน่วย
มาตรการนี้เป็นความตั้งใจบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน อันเป็นผลจากการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเชิงระบบ เช่น การลดค่า Ft การทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้า (PPA) ที่สร้างภาระให้รัฐเกินความจำเป็น ตลอดจนการเจรจาปรับลดอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในอัตราที่เหมาะสมกับต้นทุนปัจจุบัน
นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทยในการนำของแพทองธาร มีการเร่งดำเนินการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติในกรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวไทยในทุกมิติ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว ทั้งด้านความสะดวกสบาย ความปลอดภัย
พร้อมเน้นย้ำ 5 มาตรการ ได้แก่ 1.การประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในทุกรูปแบบ 2.ยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทุกมิติ 3.บริการและอำนวยความสะดวก 4.เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนการท่องเที่ยว 5.สร้างกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ยังมีโครงการ “เที่ยวคนละครึ่ง” หรือ “เราเที่ยวด้วยกัน” เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่รัฐสนับสนุนค่าที่พักสูงสุด 50% (ไม่เกิน 3,000 บาท/คืน) และให้คูปองอาหาร-กิจกรรมท่องเที่ยว มูลค่า 500 บาท/คืน เพื่อใช้จ่ายกับร้านค้าและแหล่งท่องเที่ยวที่ร่วมโครงการ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนและกระจายรายได้สู่เมืองรอง

นโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติด ใช้ชื่อปฏิบัติการเร่งด่วนว่า “Seal Stop Safe” สกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เป็นยุทธการระดับชาติที่ผนึกกำลังทั้งฝ่ายความมั่นคง ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และประชาชนใน 51 อำเภอชายแดน ครอบคลุม 14 จังหวัด 76 สถานีตำรวจ เพื่อปิดล้อม ป้องกัน และตัดวงจรยาเสพติด สารตั้งต้น และอาชญากรรมอื่น ๆ ตามแนวชายแดน
นโยบายแก้ไขปัญหาอาชญากรรม โดยที่ผ่านมามีการเร่งกวาดล้าง “บัญชีม้า” ระงับแล้วกว่า 1 ล้านบัญชี พร้อมออกกฎหมายพิเศษ “ช่วยผู้เสียหาย” และแก้ปัญหา “โจรออนไลน์” และมีมาตรการตามออกมา ได้แก่
– การแก้กฎหมายเร่งด่วนช่วยผู้เสียหายและป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ร่างพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ฉบับที่ 2)
– ปราบปรามจับกุมอาชญากรรมออนไลน์
– ปิดโซเชียลมีเดีย เว็บผิดกฎหมาย และเว็บพนัน
– แก้ปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัด ตัดตอนการโอนเงิน
– แก้ไขปัญหาซิมม้า และซิมม้าที่ผูกกับ Mobile Banking
– ดำเนินการเรื่องเสาโทรคมนาคม สายสัญญาณอินเทอร์เน็ต และสายโทรศัพท์ที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน
– แก้ปัญหาหลอกลวงขายสินค้าออนไลน์
เหมือนว่า นโยบายในการกวาดล้างจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่สำหรับนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “โครงการดิจิทัลวอลเลต” แรกเริ่มเดิมทีตั้งเป้าแจกเงิน 10,000 บาทนี้ไปยังกลุ่มเป้าหมาย 50 ล้านคน โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณราว 4.5-5 แสนล้านบาท เดินหน้าโครงการแจกเงินนี้ไปแล้ว 2 ระยะ (เฟส) และประกาศกลุ่มเป้าหมายของระยะ 3 มาแล้ว ดังนี้
ระยะที่ 1 : ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและบัตรผู้พิการ จำนวน 14.5 ล้านคน ใช้วงเงิน 1.45 แสนล้านบาท
ระยะที่ 2 : ผู้สูงอายุ จำนวน 3 ล้านคน ใช้งบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท
แต่เมื่อต้นปี 2568 ที่ผ่านมา รัฐบาลประกาศว่าเตรียมออกโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน Digital Wallet 10,000 บาท เฟส 3 โดยให้กลุ่มผู้มีอายุ 16-20 ปี จำนวน 2.7 ล้านคน วงเงิน 2.7 หมื่นล้านบาท
ซึ่งเดิมทีคาดว่า จะแจกช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ก็ต้องชะลอไปก่อน สาเหตุมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไปจากการประกาศขึ้นภาษีการค้าของประธานาธิบดีสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์”
จากงบประมาณในมือกว่า 1.57 แสนล้านบาท ต้องนำกลับมาทบทวนและไว้ใช้สำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจในแง่อื่น อาทิ การจ้างงาน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแทนเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการน้ำและการเกษตร เป็นต้น
เช่นเดียวกันกับ นโยบายสร้างรายได้ใหม่ของรัฐด้วยการนำเศรษฐกิจนอกระบบภาษี และเศรษฐกิจใต้ดินเข้าสู่ระบบภาษี แม้ว่าการปลดล็อกข้อจำกัดการขายแอลกอฮอล์ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มีการปรับแก้กฎหมายฉบับใหม่ซึ่งผ่านสภาแล้ว และการออกประกาศของนายกรัฐมนตรีเพื่อปรับปรุงข้อจำกัด “เวลาและสถานที่ห้ามขาย” ให้ยืดหยุ่นขึ้น เช่น ยกเว้นการขายใน 5 วันพระใหญ่เฉพาะบางพื้นที่ และปรับปรุง “มาตรา 32 เรื่องการโฆษณา” ให้ประชาสัมพันธ์ได้มากขึ้น
แต่สำหรับเรือธงอย่าง “Entertainment Complex” กลับไม่สำเร็จลุล่วงอย่างที่ตั้งใจ เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ในชื่อ “ครม.แพทองธาร 1/1” มีมติเห็นชอบให้ถอนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ออกจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ด้วยเหตุผลว่า ต้องการทบทวนและพิจารณาให้รอบคอบ โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าวถึงสาเหตุว่า มีความขัดแย้งทางความคิดในสังคม และต้องการลดปัจจัยความขัดแย้งในช่วงที่ประเทศกำลังมีปัญหาอื่น ๆ
โลกเปลี่ยน เกมการเมือง ความไม่สงบ

ตลอด 1 ปีของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ นางสาวแพทองธาร นอกจากความท้าทายทางเศรษฐกิจตามคำกล่าวในแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลต้องเดินจัดการกระตุ้นเพื่อฟื้นเศรษฐกิจไทยที่กำลังย่ำแย่ ท่ามกลางความพยายามนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของนักธุรกิจวัย 39 ต้องเผชิญหน้ากับเกมเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง
ภายหลังโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยที่ 2 เขาออกคำสั่งบริหาร เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 36% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ “Reciprocal Tariffs” ที่มีเป้าหมายกดดันประเทศคู่ค้าที่สหรัฐ เกินดุลการค้าด้วย ในคำสั่งดังกล่าว สินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งมายังสหรัฐ ก่อนวันเวลาที่กำหนดจะได้รับการยกเว้น
แม้ว่าทีมไทยแลนด์ของไทยจะสามารถเจรจาลดอัตราภาษีลงมาเหลือ 19% ได้ แต่ภาระภาษีที่ยังคงสูงกว่าปกติ ก็ยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกมาตรการช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นและเพิ่มศักยภาพในระยะยาว
นอกจากนี้ สถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่ 7 จังหวัดได้กลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการขับเคลื่อนนโยบายหลักของรัฐบาลที่กำลังเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและผลกระทบจากมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ แต่กลับต้องเบี่ยงทรัพยากร เวลา และการประชุมของฝ่ายความมั่นคงไปให้ความสำคัญกับความตึงเครียดที่อาจลุกลามเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ
แม้จะยังไม่มีเหตุปะทะรุนแรงเกิดขึ้น แต่การปะทะทางคำพูดและท่าทีของกองกำลังทั้งสองฝ่ายที่ต่างอ้างสิทธิในพื้นที่ซ้อนทับ ย่อมสร้างแรงกดดันทางการทูตและความกังวลในหมู่ประชาชนในพื้นที่ชายแดน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลต้องเร่งควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม จนกลายเป็นวิกฤตด้านความมั่นคงซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งยังถูกจับตามองจากนานาชาติในด้านการจัดการปัญหาชายแดนที่อ่อนไหว
ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังกลายมาเป็น “ชนวน” สำคัญที่ชี้ชะตาเก้าอี้นายกฯของแพทองธารอีกด้วย เมื่อโลกออนไลน์เริ่มมีการเผยแพร่ “คลิปเสียงสนทนา” ของ “สมเด็จฮุน เซน” และนางสาวแพทองธาร พาดพิงถึงแนวทางการจัดการปัญหาชายแดนด้วยถ้อยคำที่ถูกมองว่าละเมิดหลักการทางการทูต และอาจเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกระทบความมั่นคงของชาติ
เป็นเหตุให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 36 คน ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวหาว่าเธอละเมิด มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งตาม รธน. มาตรา 160 (4) และ (5) ร่วมกับมาตรา 170 นำไปสู่การไต่สวนพยานและการตรวจสอบโดย ป.ป.ช. ร่วมกับศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยความเป็นนายกรัฐมนตรี ของ แพทองธาร
โดยจะชี้ชะตาวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า สถานะนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 ของ แพทองธาร จะสิ้นสุดลงหรือไม่