Skip to content

หอการค้า-ส.อ.ท.เร่งเคาะชื่อนายกฯ แบงก์ลุ้น ครม.ใหม่-ยึดนโยบายแก้หนี้

03 ก.ย. 2568 | 07:01น.
หอการค้า-ส.อ.ท.เร่งเคาะชื่อนายกฯ แบงก์ลุ้น ครม.ใหม่-ยึดนโยบายแก้หนี้

การเมืองเร่งหาทางออก เพื่อไทย-ภูมิใจไทย ชิงจังหวะรวมเสียงข้างมากตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนเป็นตัวแปร เผยรัฐบาลรักษาการมีไพ่ยุบสภาในมือ รมว.คลังย้ำงบฯปี’69 มูฟออนได้ปกติ พาณิชย์เดินหน้าเจรจาภาษีทรัมป์ เอกชนจับตารัฐบาลใหม่ใกล้ชิด หอการค้าหวังได้นายกฯโดยเร็ว สร้างความเชื่อมั่น สภาอุตฯชี้ถ้าขั้วเดิมสานต่อนโยบายได้ทันที แบงก์มองทิศทางเดียวกัน

ความคืบหน้าสถานการณ์การเมืองของไทยที่ยังอึมครึม หลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งอัตโนมัติ มีเพียงรัฐบาลรักษาการ ขณะที่พรรคการเมืองทั้งเพื่อไทย และภูมิใจไทย ช่วงชิงจังหวะรวบรวมเสียงเพื่อตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยมีตัวแปรสำคัญคือ พรรคประชาชน ที่มีเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มากที่สุดในสภา 143 เสียง หากขั้วไหนได้จำนวนเสียงของพรรคประชาชนไปสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล ก็จะมีโอกาสที่จะตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชน มีการแนบเงื่อนไข 3 ข้อ ที่ทั้งสองขั้วจะต้องปฏิบัติ 1.ยุบสภาใน 4 เดือน 2.จัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ 3.พรรคประชาชนจะไม่ร่วมรัฐบาลเด็ดขาด และไม่มีบุคคลในพรรคหรือตัวแทนไปรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี

ขั้วพรรคภูมิใจไทย หากพรรคประชาชนโหวตสนับสนุนให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะมีเสียงในสภา 280-286 เสียง ในขณะที่พรรคเพื่อไทย ที่ชูนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกฯ แม้ไม่มีเสียงของพรรคประชาชนสนับสนุน แต่ก็มีเสียงในสภา 200-205 เสียง หากพรรคประชาชนมาร่วมก็จะมีเสียง 340 ขึ้นไปทันที

ยุบสภาเลือกตั้งใน 45-60 วัน

อย่างไรก็ตาม ทิศทางพรรคร่วมรัฐบาลเวลานี้ส่วนใหญ่เห็นด้วยให้ยุบสภา เพื่อเป็นรัฐบาลรักษาการเตรียมไปสู่การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ และชิงความได้เปรียบทางการเมือง โดยเป็นอำนาจของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกา

หากเกิดกรณียุบสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 103 กำหนดว่า ภายใน 5 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งใช้บังคับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศกําหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 45 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ วันเลือกตั้งนั้นต้องกําหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร รัฐบาลปัจจุบันจะกลายเป็นรัฐบาลรักษาการที่มีอำนาจจำกัด โดยไม่สามารถอนุมัติงานหรือโครงการที่ผูกพันรัฐบาลชุดใหม่ และไม่สามารถแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจได้

ลุ้นรวบรวมเสียงเกิน 247

ขณะที่หากขั้วใดขั้วหนึ่งสามารถรวมเสียงข้างมากเกิน 247 เสียงขึ้นไป และดำเนินการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ทางสภาผู้แทนราษฎรกำหนดระยะเวลาที่สามารถประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ได้ ในวันที่ 3-5 และวันที่ 10 กันยายน และจะเลือกนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159

โดยบุคคลที่จะได้เป็นนายกฯ จะต้องมีเสียงข้างมาก เกิน 247 เสียง ซึ่งเป็นเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร จากจำนวนทั้ง 492 คน โดยกระบวนการโหวตจะต้องมีการขานชื่อ เมื่อได้นายกฯแล้วจะเข้าสู่กระบวนการตั้ง ครม. นำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ และปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมีกระบวนการประมาณ 1 เดือน

อย่างไรก็ตาม หากกระบวนการรวมเสียงข้างมากในการตั้งรัฐบาลไม่สามารถหาจุดจบได้ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้บัญญัติเรื่องระยะเวลาในการตั้งรัฐบาลใหม่ กระบวนการในการล็อบบี้ทางการเมืองอาจเข้าสู่สภาวะทางตันบีบให้พรรคเพื่อไทยจะต้องยุบสภา หรืออาจเกิดสูตรที่มีแคนดิเดตนายกฯคนใหม่ ที่ไม่ใช่ นายชัยเกษม หรือนายอนุทิน

ภูมิธรรมเผยอยู่ระหว่างเจรจา

นายภูมิธรรมกล่าวถึงอำนาจในการยุบสภาว่า อยู่ในกระบวนการอยู่แล้ว แต่เวลานี้อยู่ในช่วงเวลาการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน ช่วงชิงการพูดคุย การทำความเข้าใจ และตกลงจะร่วมรัฐบาลกัน แต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ขณะนี้พรรคประชาชน ยังไม่บอกว่าจะไม่เอาพรรคเพื่อไทย และไม่ได้บอกว่าไม่เอาพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน ทุกอย่างยังเหมือนเดิม เพียงแต่พรรคประชาชนยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นทางการ เขายังมีความเห็นต่างอยู่ ต้องรอให้เขาตัดสินใจให้ชัดเจน

กลไกประชาธิปไตยมีหนึ่ง สอง สาม สี่ ให้ทำ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เจรจาจนได้ข้อยุติ จะโหวตให้ใคร แล้วโหวตจะได้หรือไม่ได้ก็ยังไม่รู้ เพราะความเห็น สส.ในที่ประชุมของพรรคประชาชน ก็ยังแตกกัน วันนี้จะต้องชัดเจน เพื่อเสนอชื่อเข้าสภา แล้วโหวตให้สำเร็จ คำถามทุกอย่างก็จะหมดไป

ไม่มีข้อห้าม “ยุบสภา”

ส่วนฟางเส้นสุดท้ายที่จะทำให้ต้องตัดสินใจยุบสภาคืออะไร นายภูมิธรรมกล่าวว่า อยู่ที่สถานการณ์ทางการเมือง อะไรที่เดดล็อกไปไม่ได้ นายภูมิธรรมกล่าวว่า กระบวนการประชาธิปไตยยังมีหนทางเลือกอยู่หลายทาง และยังไม่คิดจะต้องยุบสภาอยู่ในหัว แม้จะเป็นกระบวนการที่มีอยู่แล้ว แต่วันนี้กำลังคุยกันว่าจะตั้งรัฐบาลร่วมกันอย่างไร อย่าคิดไปไกลจากสถานการณ์ที่กำลังเป็นอยู่

ส่วน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงอำนาจรักษาการนายกรัฐมนตรี สามารถยุบสภาได้หรือไม่ว่า “ไม่มีข้อห้าม ต้องถามนักวิชาการที่ศึกษา แต่หากไปดูให้ดี ผมยังไม่เจอข้อห้ามในกฎหมาย”

“พิชัย” ยันงบฯปี’69 เดินหน้า

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่สถานการณ์การเมืองภายในประเทศที่ถูกมองว่าอยู่ในภาวะสุญญากาศทางการเมืองว่า ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบการจัดทำงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งยังคงเดินหน้าได้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะเข้ามาบริหาร ส่วนร่างกฎหมายต่าง ๆ ที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาก็ยังคงดำเนินการได้ตามปกติ

“ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศ แต่ในกรณีของไทย แม้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ต่างประเทศเริ่มคุ้นชินและสามารถปรับตัวได้ จึงไม่กระทบความเชื่อมั่นมากนัก” นายพิชัยกล่าว

เจรจาภาษีทรัมป์ยังไม่หยุด

นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รักษาการ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า การเดินหน้าการเจรจาภาษีสหรัฐ แม้จะยังไม่มีคณะรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็ม การเจรจายังคงดำเนินการต่อไปได้ ไม่สะดุด เพราะการเจรจาในตอนนี้เป็นเรื่องในระดับเทคนิค ซึ่งมีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นแกนหลัก ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิจารณาด้วย โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาหนึ่งในเรื่องของรายละเอียด ดังนั้นการเจรจายังสามารถเดินต่อไปได้ เพียงแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องในระดับนโยบายนั้นต้องรอ ครม.ชุดใหม่มาตัดสินใจ

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่ต้องรอ ครม.ใหม่เข้ามาทำงาน หน่วยงานที่ดูแลก็ยังคงทำงานต่อไป โดยเฉพาะในเรื่องของเกณฑ์การคํานวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (Regional Value Content : RVC) ซึ่งต้องพิจารณาควบคู่ไปด้วย

“การเจรจาภาษีสหรัฐไม่มีปัญหาเป็นช่วงของการเจรจาในระดับเทคนิค เพราะในระดับนโยบายเราสามารถปิดดีลภาษีสหรัฐได้แล้วในอัตรา 19% แล้วตอนนี้ก็เจรจาในรายละเอียดต่าง ๆ ซึ่งยังพอมีเวลาอีกมาก จนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่ มาดำเนินการในระดับนโยบายต่อไป”

วอนหานายกฯใหม่โดยเร็ว

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เอกชนและนักลงทุนต่างประเทศต่างจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไป จะมีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนและภาคเอกชน และจะมีผลต่อให้เศรษฐกิจชะลอตัว

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ ฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนหวังและต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีความรู้ความสามารถ และเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศต่อไป

ส.อ.ท.ย้ำได้ขั้วเดิมไม่เสียเวลา

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ตอนนี้ยังถือว่าไม่ใช่สุญญากาศทางการเมืองทั้งหมด แต่มันคือหัวเลี้ยวหัวต่อ การตัดสินใจและการทำงานของรัฐบาลยังทำไม่ได้ 100% ข้าราชการเกียร์ว่าง ความคล่องตัวลดลง เพราะรัฐจะวุ่นอยู่กับการโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ความล่าช้าในเรื่องของการเดินหน้านโยบายทำให้เกิดความเสียหายมาตลอดไม่ใช่แค่ช่วงนี้

หากไทยได้รัฐบาลขั้วเดิม ผลดีคือการเดินหน้าของนโยบายเศรษฐกิจ การเจรจาภาษีทรัมป์ ปัญหาชายแดน รวมถึงโครงการลงทุนใหญ่ ๆ จะทำต่อได้เลย เพียงแต่เสียเวลา 1-2 เดือนจากกระบวนการเลือกนายกฯคนใหม่ เพราะไทยยังมีปัญหาที่ต้องทำการบ้านอีกหลายเรื่อง ทั้งรายละเอียดเรื่อง RVC การสวมสิทธิ การเบิกจ่ายงบประมาณ มันต้องดำเนินการต่อ ห้ามหยุด แต่ถ้ามีปัญหาทำให้ไม่ต่อเนื่อง จะเป็นผลกระทบหนักที่จะเสียหายมาก หากมีขั้วการเมืองใหม่ไทยต้องเสียเวลาอย่างน้อย 6-7 เดือน กว่าจะตั้งรัฐบาลใหม่ได้และทุกอย่างต้องเริ่มกันใหม่

“ความไม่แน่นอนในขณะนี้ จะนำไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 กันยายน 2568 เพื่อประเมินผลกระทบ ทางออก แผนรับมือ และภาพรวมเศรษฐกิจกันใหม่ เพราะเชื่อว่าตอนนี้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นและรอจนกว่าทุกอย่างจะชัดเจน จึงจะตัดสินใจลงทุน อย่างไรก็ตาม ขอให้การเมืองครั้งนี้จบเร็วที่สุด”

แบงก์ขอดูภาพรวม ครม.ใหม่

แหล่งข่าวจากสถาบันการเงินเปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในภาพรวมการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองย่อมส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นขั้วพรรคการเมืองเดิม “พรรคเพื่อไทย” หรือจะเปลี่ยนขั้วใหม่หรือพรรคการเมืองใหม่ เป็น “ภูมิใจไทย” เพราะจะสร้างความไม่แน่นอน และความมั่นใจต่อเสถียรภาพทางการเมือง มีผลต่อความเชื่อมั่นและการลงทุน แต่เชื่อว่าภาคธุรกิจพยายามทำงานร่วมให้ได้กับทุกฝ่ายเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี หากให้พิจารณาแต่ละขั้วการเมืองนั้น ภาคธุรกิจคงไม่ได้มองเฉพาะรายบุคคลว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่อาจจะต้องพิจารณาถึงทีมรัฐบาลทั้งหมด รวมถึงนโยบายที่จะดำเนินการต่อจะไปในทิศทางไหน เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 3 คน นับตั้งแต่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อมาเป็น นายเศรษฐา ทวีสิน ล่าสุด นางสาวแพทองธาร ชินวัตร และปัจจุบันกำลังจะมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 จึงไม่ได้เป็นเรื่องใหม่

กังวลโดนปรับลด Rating

ดังนั้นในฐานะภาคการเงิน ซึ่งเกี่ยวโยงกับกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรณีหากปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีอาจจะต้องรอดูนโยบายที่วางไว้ เช่น แนวทางการแก้หนี้ครัวเรือน แนวคิดเรื่องของการร่วมทุนตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์ (JV AMC) หรือการสนับสนุนให้แบงก์ปล่อยกู้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายคณะรัฐมนตรีชุดเดิมที่วางไว้จะถูกปรับเปลี่ยนหรือไม่ แต่เชื่อว่ารัฐบาลที่จะเข้ามาใหม่จะไม่ปรับเปลี่ยนนโยบาย เพราะเป็นแผนระยะสั้น ระยะกลาง และยาวที่วางไว้อยู่แล้ว

“เสถียรภาพการเมืองย่อมส่งผลต่อธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหม่หรือพรรคเก่า แต่สิ่งที่เราติดตาม คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและบริหารจัดการนโยบายด้านต่าง ๆ ให้ดำเนินต่อไปได้ ไม่สะดุด และเพื่อให้ประเทศไทยไม่ถูกปรับลดมุมมอง Rating ของประเทศ เพราะจะกระทบวงกว้างทั้งรัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราค่อนข้างกังวล”

เชื่อไม่กระทบการท่องเที่ยว

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินกรุงเทพ กล่าวว่า ยังประเมินสถานการณ์ขณะนี้แน่ชัดไม่ได้ว่าจะมีผลกระทบอะไรต่อธุรกิจการบินบ้าง เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นค่อนข้างกะทันหัน ในส่วนของบางกอกแอร์เวย์สเอง ยังไม่เห็นผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไป

“ประเทศไทยไม่ได้เหมือนประเทศอื่น ๆ เพราะมีหลายสถานที่ หลายจังหวัด ที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเที่ยวได้ ดังนั้น นักท่องเที่ยวก็จะเลือกไปเที่ยวในจุดที่ปลอดภัย และเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้กระทบกับการท่องเที่ยวไทยทั่วประเทศ เนื่องจากไม่ได้มีเหตุการณ์ร้ายแรงถึงขนาดต้องปิดการเข้าออกประเทศ และถึงแม้จะมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่ และนโยบายเดิมด้านท่องเที่ยวจะไม่ได้สานต่อ ไม่ได้กังวล และเชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และทางสายการบินก็พร้อมที่จะมีส่วนช่วยทำให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยน่าสนใจเหมือนเดิม”

นักลงทุนต่างชาติรอดูความต่อเนื่อง

นางสาวกมลกาญจน์ คงคาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารนิคมอุตสาหกรมอารยะ ในเครือเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด กล่าวว่า สำหรับช่วงเวลา 4 เดือนที่เหลือของปีนี้ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในมุมของนักธุรกิจภาคเอกชน ทุกคนสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งหน่วยงานรัฐทำหน้าที่อยู่แล้ว ทั้งการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศทย (กนอ.) สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) สภาพัฒน์ ฯลฯ

ดังนั้น จะเห็นว่ารัฐบาลมีหน่วยงานที่เป็นกลไกและเครื่องมือขับเคลื่อนนโยบายอยู่แล้ว โดยทุกหน่วยงานพยายามผลักดันเรื่องนี้ทุกครั้ง เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครจะเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ ในมุมนักธุรกิจถ้าเรามีรัฐบาลที่ไปต่อ ภาคเอกชนก็พร้อมจะไปต่อด้วยเช่นกัน

“สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นหรือมีข้อแนะนำถึงรัฐบาล น่าจะเป็นเรื่องอยากเห็นความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถดึงการลงทุนอุตสาหกรรมเข้าไทยได้ แต่สิ่งที่นักลงทุนยังไม่แน่ใจ เป็นเรื่องนโยบายรัฐจะไปต่อไหม การอนุมัติเมกะโปรเจ็กต์รัฐจะเข้า ครม.ได้เมื่อไหร่ ถ้าเราสามารถทำให้มีความต่อเนื่องได้ ลูกค้านักลงทุนต่างชาติก็พร้อมจะไปต่อกับเรา” นางสาวกมลกาญจน์กล่าว

แนะเลือกตั้งใหม่เร็วที่สุด-แก้คดีฮั้ว สว.

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยว่า ในช่วงสุญญากาศรอเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ มองว่า 1.ภาคการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว 2.มีความชัดเจนมากขึ้น นำมาสู่ 3.การนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งทั่วไป ความเชื่อมั่นประชาชนจะกลับมาจากการเลือกตั้งใหม่ เพราะสิทธิโหวตอยู่ในมือประชาชน หากมีการเลือกตั้งใหม่เร็วเท่าไหร่ ความเชื่อมั่นประชาชนก็กลับมาเร็วเท่านั้น

“สถานการณ์ปัจจุบันที่การเมืองไม่มีเสถียรภาพ ความเชื่อมั่นตกต่ำ ทำให้การทำงานยากมาก ในภาพรวมของการบริหารประเทศก็ไม่น่าจะเป็นผลดี แต่การเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งนี้ ควรมองเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมืองในอนาคตไปพร้อม ๆ กันด้วย ไม่ว่าจะเป็นการแก้รัฐธรรมนูญ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเดิม ๆ ของการเมืองการปกครองของบ้านเราในสภาสูง เช่น การฮั้ว สว. ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเมือง ที่จะมีผลต่อการใช้อำนาจขององค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญในระยะยาว”

ร้านอาหาร 500 บาทเหนื่อยแน่

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนนี้เชื่อว่า ผู้บริโภคที่มีรายได้ประจำทั้งพนักงานบริษัทเอกชน และราชการมีแนวโน้มจะคุมการใช้จ่ายด้านอาหารมากขึ้น โดยลดความถี่การทานอาหารนอกบ้านลง และโฟกัสกับร้านอาหารจานเดียวที่รู้แน่นอนว่ากินแล้วมีความคุ้มค่ากับเงินที่ตั้งใจจ่าย รวมถึงเมนูที่ให้ความคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย

สำหรับราคาที่ผู้บริโภคระดับแมสยอมรับได้จะอยู่ที่ประมาณ 300-500 บาท ส่งผลให้ร้านอาหารที่เป็นภัตตาคารในห้าง-ศูนย์การค้า ซึ่งราคาเฉลี่ยมักอยู่ที่ 500 บาท เผชิญความท้าทาย ต้องปรับตัว อาทิ พัฒนาโปรโมชั่น-เซตอาหารที่กินแล้วอิ่มเลยในราคาเดียว

“ที่เห็นร้านที่ยังอยู่ได้ คือร้านอาหารที่ราคาไม่สูง อาหารจานละ 100-250 บาท กลุ่มที่เลยไปถึง 350-450 บาท จะเริ่มเหนื่อยแล้ว แม้หลายร้านที่อาหารราคา 450 บาท/จาน แต่ยังมีคนต่อคิว เพราะบางแห่งใช้วิธีทำอาหารเซต พอคำนวณแล้วต่อหัวก็จะอยู่ประมาณ 300 บาทเหมือนกัน ส่วนกลุ่มที่ทานเป็นมื้อพิเศษ ต้องอยู่ประมาณ 300 ไม่เกิน 500 บาท”

เล็งยื่นแผนกระตุ้นให้รัฐบาลใหม่

นางฐนิวรรณกล่าวต่อไปว่า โอกาสที่อาจเกิดการตั้งรัฐบาลอีกขั้วที่ไม่ใช้พรรคเพื่อไทย อาจเป็นจังหวะที่สมาคมสามารถเสนอโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ คล้ายโครงการคนละครึ่ง ให้กับรัฐบาลใหม่ หลังก่อนหน้านี้เคยเสนอกับรัฐบาลเพื่อไทย แต่ไม่ได้รับการตอบรับ

โดยโครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสมาคมกับพันธมิตรหลายราย อาทิ ไลน์แมนวงใน ที่มีฐานข้อมูลและร้านอาหารบนแพลตฟอร์ม รวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหารอื่น ๆ

“ถ้ามีรัฐบาลใหม่ซึ่งไม่ได้มีแกนนำเป็นพรรคเพื่อไทย เราจะเอาโครงการนี้ไปยื่นแน่นอน”

การเมืองไม่กระทบเม็ดเงินโฆษณา

นายภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล และรูปแบบรัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นมา อาจไม่ส่งผลกับการใช้เม็ดเงินโฆษณาของภาคธุรกิจในช่วงปลายไตรมาส 3 และไตรมาส 4

ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว และความไม่ชัดเจนของการเมืองไทยนั้นดำเนินต่อเนื่องมานาน ทำให้ภาคธุรกิจต่างปรับแผนการใช้งบฯโดยคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว หากสถานการณ์ยังอยู่ในกรอบนี้ จึงไม่น่าส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องปรับแผนอีกครั้ง