เพื่อไทย ดึงเกมขอโหวตนายกฯสัปดาห์หน้า แนะยื่นศาล รธน.ตีความ MOA ปชน.-ภท.
สภาฯ
‘เพื่อไทย’ ดึงเกมสภาขอให้ลงมติเลือนกนายกฯสัปดาห์หน้า ‘จุลพันธ์’ ซัดอย่าเริ่มต้นด้วยการปิดปาก แนะยื่นศาล รธน.ตีความ MOA ปชน.-ภท. ไม่มีผลตามกฎหมาย ขณะที่ ‘โรม’ โต้ดำเนินการถูกต้อง
ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยเริ่มต้นด้วยการลงมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ ตามที่ภาคประชาชนเป็นผู้เสนอ ที่ตกค้างมาจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ด้วยคะแนน 434 ต่อ 0 งดออกเสียง 4 และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 39 คน มาพิจารณาต่อไป
จากนั้น น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขอเสนอญัตติเปลี่ยนระเบียบวาระการให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 156 ขึ้นมาพิจารณาก่อนวาระปกติทั่วไป เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่นายวัชระพล ขาวขำ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) คัดค้าน ขอให้พิจารณาไปตามระเบียบวาระปกติ โดยนพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. กล่าวสนับสนุนว่า ควรให้อภิปรายแสดงความเห็นก่อน เป็นเวลา 1 วันว่าจะให้เลื่อนหรือไม่เลื่อนวาระ
นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวว่า ไม่ขัดขวางการขึ้นเป็นนายกฯ ของใคร แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ปกติ การเลือกนายกฯ ครั้งนี้เกิดขึ้น โดยฝ่ายค้านเป็นผู้กำหนดแนวทางให้ฝ่ายบริหาร ทำให้หลักการเสียหาย การโหวตนายกฯ ควรเลื่อนไปสัปดาห์หน้า
ขณะที่นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม (กธ.) แย้งว่า ควรรีบเลือกนายกฯ สถานการณ์ประเทศมีหลายเรื่องต้องมีนายกรัฐมนตรีมาแก้ปัญหา เช่น ความขัดแย้งปัญหาชายแดน ปัญหาภาษีการค้าสหรัฐ เชื่อว่าสส.ไม่มีใครอยากเลือกตั้ง เพิ่งผ่านมา 2 ปี ขณะนี้ยังสามารถขับเคลื่อนภารกิจต่าง ๆ ได้ แม้มีเวลาแค่ 4 เดือน จึงควรพิจารณาเลือกนายกฯคนที่ 32
จากนั้นบรรยากาศเริ่มวุ่นวาย เพราะมีผู้ขออภิปราย 9 คน ทำให้ สส.ภูมิใจไทยและ สส.รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประท้วงขอให้รีบปิดอภิปรายและลงมติทันที จะให้เลื่อนหรือไม่เลื่อนการโหวตเลือกนายกฯ ขึ้นมาพิจารณาก่อน เพราะการอภิปรายต่างพูดวนเวียนซ้ำซาก ไม่ควรใช้เวลามากไป
ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ พรรค พท.กล่าวสวนว่า ไม่ต้องกลัว ถึงอย่างไรก็ได้โหวตเลือกนายกฯ แน่ ถ้ามีเสียงครบก็ไม่ต้องกลัว แต่อย่าเริ่มต้นการเป็นรัฐบาลด้วยการปิดปาก โดยช่วงหนึ่งของการอภิปราย นายจุลพันธ์ได้พูดหลุดปากว่าอยู่ฝ่ายค้าน แต่เมื่อรู้ตัวว่าพูดผิดจึงหัวเราะ ทำให้บรรยากาศในสภาครึกครื้น ส่วนการอภิปรายของนายอรรถกร ที่อภิปรายสนับสนุนเลื่อนวาระ ได้อภิปรายชื่อพรรคกล้าธรรม เป็นพรรคก้าวไกล ถึง 2 รอบ ทำให้เรียกเสียงหัวเราะจากที่ประชุมอีกครั้ง
พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ (ปช.) อภิปรายว่า การเลือกนายกฯ ครั้งนี้ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะมีข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชน (ปชน.) กับพรรค ภท. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นข้อตกลงที่บ่อนเซาะระบอบประชาธิปไตย ทำลายรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างหลักประกันให้นายกฯ ยุบสภาใน 4 เดือน โดยดำเนินการให้พรรค ภท.เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย สะท้อนการบิดเบือนและขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ในลักษณะกร่อนเซาะทำลายประชาธิปไตย
ตัดกระบวนการตั้งรัฐบาลโดยเสรี ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเป็นอาชญากรรมหรืออาชญากรทางประชาธิปไตย ควรยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นข้อตกลงที่ขัดรัฐธรรมหรือไม่ อาจถึงขั้นยุบพรรค เพราะเป็นการครอบงำ ได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งได้เป็นรัฐบาล อีกฝ่ายได้แก้รัฐธรรมนูญ ไม่เห็นหัวประชาชน เริ่มต้นก็ผิดระบอบประชาธิปไตยอย่างรุนแรง
ขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวว่า อยากเรียกร้องถึงประธานสภา รองประธานสภา และ สส.ทุกคน วันนี้มีญัตติโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ขอเรียกร้องหัวหน้าและคณะผู้บริหารทุกพรรคว่า อยากให้ยืนยันว่า หากมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก่อน และเลือกจบแล้ว จะอยู่เป็นองค์ประชุมและพิจารณากฎหมายจบทุกฉบับ เพราะมีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อยืนยันต่อประชาชนว่า สภาเป็นหลักยึดให้กับประชาชนได้ ไม่ใช่โหวตเลือกนายกฯ เสร็จแล้วกลับบ้าน
นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท.กล่าวว่า เอ็มโอเอที่พรรค ภท. และพรรค ปชน.ทำข้อตกลงกัน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย บังคับใช้ไม่ได้ หากปฏิบัติตามถือว่าผิดรัฐธรรมนูญและขัด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ไม่ขัดใครเป็นนายกฯ
แต่วิธีเข้าถึงอำนาจต้องชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ข้อตกลงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีข้อยกเว้นเรื่องการไม่แก้หมวด 1 และ 2 และการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจเป็นการถูกครอบงำ มีการสัญญาว่าจะให้ และรับผลประโยชน์อี่นใดเพื่อให้ได้รับการดำรงตำแหน่ง ขัดมาตรา 46 พ.ร.บ.พรรคการเมือง ถือว่าเอ็มโอเอบังคับใช้ไม่ได้ เป็นโมฆะ
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ตอบโต้ว่า ยืนยันว่าข้อตกลงเอ็มโอเอของพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยดำเนินการถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ไม่ละเมิดประชาธิปไตย เพราะไม่มีกฎหมายใดห้ามฝ่ายค้านไปเลือกพรรคใดเป็นรัฐบาล การบอกว่าสิ่งที่พรรคประชาชนทำผิดกฎหมาย แล้วพวกท่านรับทำไม เพราะวันนี้ท่านไม่ได้รับเลือก ไม่ได้เข้ารอบใช่หรือไม่
นายจุลพันธ์อภิปรายว่า ตนเป็นผู้ที่คัดค้านการเลื่อนระเบียบวาระ วันนี้เราเห็นบรรยากาศในสภา ซึ่งดูแล้ววุ่นวาย และมีความเห็นขัดแย้งแตกต่าง แบ่งเป็นไม่น้อยกว่า 3 เส้า สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันพรรคหนึ่งพยายามลุกลี้ลุกลน อยากจะเลื่อนระเบียบวาระ ต้องการที่จะลงมติให้เร็วที่สุด ตนเองเข้าใจ แต่พวกตนเองบอกว่าควรจะชะลอได้หรือไม่ เพราะการตัดสินใจเรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญการเลือกลงมติเพื่อเลือกบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องสำคัญ การที่เราเร่งรัดมันเข้ามาเร็วขึ้นมา แม้ไม่กี่ชั่วโมงก็ตาม แต่มันก็ทำให้กระบวนการตัดสินใจของสมาชิกมีผลได้ อีกฝ่ายหนึ่งพยายามแก้ตัวเป็นพัลวันว่าทำไมถึงจะต้องสนับสนุนให้มีนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองอื่น พรรคการเมืองใด
นายจุลพันธ์กล่าวอีกว่า สถานการณ์ในปัจจุบันเราเห็นกันแล้วว่า จากสิ่งที่มีการตกลงกันระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ตนเองจะไม่อภิปรายว่าขัดต่อหลักการประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญหรือไม่ เข้าไปแล้วกำหนดได้เพียงว่าอยู่ได้แค่ 4 เดือน ถ้าเป็นเสียงข้างมากขัดต่อหลักการประชาธิปไตยมันสุ่มเสี่ยงกับการใช้อำนาจในการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 หรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องถัดไปที่จะต้องมีการร้องกันต่อ และคงจะต้องมีกระบวนการวินิจฉัยจากฝ่ายอื่นซึ่งไม่ใช่เรา
นอกจากนั้น สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือเอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ยืนยันมาโดยตลอดว่าเอกสิทธิ์ของ สส.เป็นสิ่งสำคัญ ไม่มีใครมากำหนด ไม่มีใครมากะเกณฑ์ หรือบังคับสมาชิกได้ แต่วันนี้ด้วยข้อตกลงที่มันเกิดขึ้น มันทำให้เกิดเดดล็อกที่สมาชิกหลายท่าน ซึ่งมีคนมาคุยกันในวงนอกวงกาแฟอยู่ในความอึดอัด ไม่อยากที่จะลงมติอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ด้วยข้อตกลงที่เกิดขึ้นด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นถูกบีบบังคับทำให้เอกสิทธิ์ของ สส.ที่มีอยู่มันหายไป
นายจุลพันธ์กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องของ พ.ร.ป.พรรคการเมืองซึ่งในแต่ละพรรคมีข้อกำหนดไว้ มีการห้ามเรียกรับผลประโยชน์ในเรื่องการดำเนินการ เช่น การเลือกนายกรัฐมนตรีใด ๆ แต่นี่มีกลไกในการแลกเรื่องการยุบสภา การเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ ซึ่งไปว่ากันข้างหน้า มีหน่วยงานที่จะต้องมาติดตามตรวจสอบ
แต่สถานการณ์ในปัจจุบัน ตนเองมองว่าการเดินหน้าการเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ว่าใครคนใดคนหนึ่งที่ถือว่าพร้อมแล้ว ก็อยากจะเร่งลงมติ แต่สมาชิกท่านอื่นเรามีสมาชิกอยู่ 496 คน ท่านถามเขาหรือไม่ว่าพร้อมหมดหรือไม่ วันที่ประธานสภาบรรจุระเบียบวาระ ตนเองยังติงเลย เข้าใจว่าเป็นอำนาจของประธานสภา
แต่ในเรื่องลักษณะแบบนี้ การเลือกบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ให้เวลาทุกครั้ง เรานัดเป็นนัดพิเศษ เรื่องเปิดมามีวาระเดียว คือการเลือกบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ให้เวลาไม่น้อยกว่า 3 วันในการนัดหมาย ทุกคนจะได้ไปเตรียมไปคิดมีการประชุมหารือ แต่นี่ใช้วิธีการเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่กำหนดเวลาค่อนข้างสั้น และทุกคนเตรียมการมาแล้วว่าภายในวันนี้ เรามีระเบียบวาระการประชุมใน พ.ร.บ.กิจการกระจายเสียง อสม. เต็มไปหมด เราก็กะกันว่าต้องพิจารณากฎหมายไปตามลำดับ และจะมีการลงมติในช่วงเย็น
“พวกผมพร้อมเย็นนี้ได้ลงกันแน่ ไม่หนีไปไหน เรื่องสำคัญขนาดนี้ไม่มีใครหนีไปไหน แต่ทุกคนเตรียมพร้อมสำหรับการบริหารจัดการเวลา สำหรับการพิจารณากฎหมาย และต่อการเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านกำลังจะเลื่อนระเบียบวาระในเรื่องสำคัญ และเกิดมีเพื่อนสมาชิกติดธุระอยู่ข้างนอกเป็นไปได้ เพราะเห็นว่าทุกคนเห็นความสำคัญของเรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรี
และถ้าเค้ายังไม่พร้อม เราอย่าเอาความพร้อมของเราแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ท่านต้องเอาความพร้อมของสมาชิกทุกคนที่อยู่ในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นตนเองไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนระเบียบวาระ ขอให้คงตามระเบียบวาระเดิม วันนี้เราเดินหน้าไปถึงวาระที่ 8 ในการเลือกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ใจเย็น ๆ มันจะถึงมันก็ไปถึง” นายจุลพันธ์กล่าว