คอลัมน์ : Politics policy people forum
พรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย เหมือนเป็นอำนาจที่เป็นเส้นขนาน-สวนทางกันตลอดเวลา
ในปี 2552 ที่พรรคภูมิใจไทยร่วมสถาปนาอำนาจรัฐกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล
วันนั้น พรรคเพื่อไทย ในฐานะเป็นฝ่ายค้าน ต้องปะ ฉะ ดะ กับพรรคภูมิใจไทยในสนามเลือกตั้งอยู่หลายสนาม
แต่สุดท้ายพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ปี 2554 ได้ สส. 265 ที่นั่ง เป็นรัฐบาล 300 เสียง ขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้แค่ 34 ที่นั่ง ไปเป็นฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ สส.เพียง 159 ที่นั่ง
ครั้นในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังการเลือกตั้ง 2562 พรรคภูมิใจไทยอยู่ในนั่งร้านแห่งอำนาจ สวนทางกับพรรคเพื่อไทยที่เป็นฝ่ายค้าน แม้เป็นพรรคที่มีเสียงในสภามากที่สุด แต่รวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ทว่าเส้นทางคู่ขนานกว่า 1 ทศวรรษเศษ ระหว่างเพื่อไทย-ภูมิใจไทย ก็มาบรรจบกันเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หลังเลือกตั้งปี 2566
“อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำพรรคร่วมปฏิญญาช็อกมินต์ หนุน “เศรษฐา ทวีสิน” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เป็นเวลาเดียวกับที่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับเข้าประเทศ สู่อำนาจเบื้องหลังการเมือง
ในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยร่วมรัฐบาลเพื่อไทย อย่างน้อยปรากฏข่าวต่อสาธารณะว่าผู้ถือดุลอำนาจน้ำเงิน “อนุทิน-เนวิน ชิดชอบ” มุดรั้วเข้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ไปพบกับ “ทักษิณ” 2 ครั้ง ช่วงเดือนตุลาคม 2567 และเดือนมีนาคม 2568
แกะทางรอยแค้น
แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยอยู่ถ้ำเดียวกับพรรคภูมิใจไทย ร่องรอยแห่งความขัดแย้งก็หวนคืน
หนึ่งในรอยแค้นใหญ่ระหว่างเพื่อไทยกับภูมิใจไทย มีปมหลักใหญ่ที่สุดคือ การจัดการเรื่องที่ดินเขากระโดง และเกมฮั้ว สว. โดยเฉพาะปมฮั้ว สว. ที่สีน้ำเงินยึดครองสภาสูงได้เกินครึ่ง หากปล่อยไว้จะทำให้พรรคภูมิใจไทยใหญ่เกินไป และเป็นอันตรายต่อพรรคเพื่อไทย ในเกมชิงการนำขั้วอนุรักษนิยม
การใช้กระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ เดินหน้าตรวจสอบ สว. และแจ้งข้อกล่าวหา เครือข่ายสีน้ำเงินกว่า 162 ราย ตั้งแต่ประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภา โยงไปถึงบุคคลระดับหัวขบวนของพรรคภูมิใจไทย ทั้งอนุทิน เนวิน ลามไปถึงรัฐมนตรี-นักการเมืองรุ่นลูก ทั้ง ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และแกนนำคนอื่นๆ
ปมต่อมา รอยแค้นยึดกระทรวงมหาดไทย หนึ่งในชนวนที่นำมาสู่จุดแตกหัก คือการเดินเกมยึดกระทรวงมหาดไทยคืนจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งโยงไปถึงเรื่องเอาผิดที่ดินเขากระโดง บุรีรัมย์ รวมถึงสนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์ อันเป็นหัวใจหลักของกลุ่มสีน้ำเงิน แต่ในทางกลับกัน กลุ่มสีน้ำเงินก็จัดการเพิกถอนที่ดินอัลไพน์ ของฝ่าย “ทักษิณ” ให้กลับไปเป็นที่ธรณีสงฆ์
อีกปมหนึ่งคือ รอยแค้นนโยบายกัญชาเพื่อการแพทย์ คือนโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ยุคลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ถูกเตะตัดขาตั้งแต่ในยุครัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องจนถึงรัฐบาลแพทองธาร ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งถือดุลอำนาจ สว. ออกโรงขวางนโยบายสถานบันเทิงครบวงจร ที่มีสัดส่วนกาสิโนไม่เกิน 10% อันเป็นนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทย จนรัฐบาลเพื่อไทยต้องล่าถอย ถอนกฎหมายออกจากสภา
อำนาจสวนทาง
นาทีนี้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เข้าสู่อำนาจเป็นนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทยคนที่ 32 พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลครั้งแรกในรอบ 17 ปี ที่ก่อตั้งพรรค
แม้จะอยู่ในตำแหน่งในฐานะ “นายกฯเฉพาะกิจ” หากเป็นไปตาม MOA ที่ตกลงขอคะแนนจากพรรคประชาชน ว่าจะอยู่ 4 เดือน หลังจากนั้นจะยุบสภา
แต่เมื่อรวมระยะเวลาอยู่ในอำนาจ เบ็ดเสร็จแล้วไม่ต่ำกว่า 6-8 เดือน เพราะต้องรักษาการจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะกินเวลาตั้งรัฐบาลนานเท่าไหร่
เมื่อรวมกับดุลอำนาจ สว.สีน้ำเงิน ที่ทยอยส่ง “ตัวแทน” คืบคลานไปยังองค์กรอิสระ นาทีนี้เครือข่ายสีน้ำเงินจึงกลายสภาพเป็น Super Power บนกระดานอำนาจ
ขณะที่พรรคเพื่อไทยต้องเก็บของออกจากทำเนียบรัฐบาล กลายไปเป็นพรรคฝ่ายค้าน ในฐานะฝ่ายแค้น ยังต้องหวาดหวั่นกับสภาพภายในพรรคที่อยู่ในสภาพใกล้แพแตก
เพราะบรรดา สส.ย่อมรู้ชะตาว่า หลังจากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลมา 2 ปี ยังไม่มีนโยบายอะไรที่นำไป “ขาย” กับโหวตเตอร์ได้ อีกทั้งกระแสไม่สามารถสู้กับพรรคส้มได้ ส่วนกระสุนที่ผ่านมาก็ยังไม่ยิงเท่าพรรคคู่แข่ง อย่างพรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคเครือข่ายอย่างกล้าธรรม
คนในพรรคเพื่อไทยยอมรับว่า หากมีการเลือกตั้งใหม่ อาจจะต้องยอมรับสภาพ “ต่ำร้อย” แม้ระหว่างนี้จะเข้าสู่โหมดเตรียมเลือกตั้ง ยังมีข่าวว่าในการเลือกตั้งในปี 2569 จะมี สส.เพื่อไทยย้ายค่ายไม่ต่ำกว่า 30 ชีวิต
แหล่งข่าวระบุว่า มี สส.บางส่วนที่รับปัจจัยมาแล้ว แต่ยังไม่แสดงตัวตอนโหวตเลือกนายกฯ เมื่อ 5 กันยายนที่ผ่านมา แต่จะเก็บข้าวของไปเปิดตัวตอนเลือกตั้ง โดยพรรคที่จะรับ สส.เพื่อไทยหากย้ายค่ายไป คือพรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคพลังประชารัฐ อาจรวมถึงพรรคประชาชน
“ต่อให้ท่านทักษิณกลับไทยมายังไงพรรคก็แตก เพราะการบริหารจัดการพรรคไม่ได้เป็นระบบ สส.อาวุโส สส.สอบตก ถูกมองข้าม แม้ทำพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคนที่มาเป็นรัฐมนตรี ลอยมาจากไหนก็ไม่รู้ อยู่ดี ๆ ได้เป็นรัฐมนตรี ส่วนคนทำงานไม่ได้มอบหมายให้ทำอะไร อีกทั้งภายในพรรคก็ไม่มีการหลอมรวมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” แหล่งข่าวเพื่อไทยระบายความในใจ
คนล้มห้ามเหยียบซ้ำ
ขณะที่แหล่งข่าวในพรรคภูมิใจไทยประเมินว่า ได้เป็นรัฐบาล 4 เดือน บวกรักษาการอีก 2 เดือน แทบทำอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อย “ได้ภาพ” จึงต้องหาคนนอกที่ภาพลักษณ์ดีเข้ามาเป็นรัฐมนตรี
“เมื่อทำได้แค่ภาพ ดังนั้น ต้องอัดโครงการคนละครึ่งลงไปให้เร็ว เพื่อสร้างคะแนนความนิยม พร้อมกับสแกนทุกหมู่บ้านว่า มีคนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการดิจิทัลวอลเลต ที่จะรับเงินหมื่นกี่คน แล้วพุ่งเป้าทำให้เห็นว่านโยบายคนละครึ่งตอบโจทย์กว่า ซึ่งชาวบ้านก็น่าจะแฮปปี้เพราะเข้าถึงรากหญ้า”
แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามไปซ้ำเติมพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะ “ทักษิณ” เพราะชาวบ้านผูกพัน ถ้าล้มแล้วไปกระทืบซ้ำ จะติดลบทางการเมืองทันที