คนละครึ่ง
ภูมิใจไทย หารือภาคเอกชน รับลูกโครงการ “คนละครึ่ง” สิริพงศ์ชี้นายกฯ ไม่มีนโยบายกู้เพิ่ม ยันไม่มีการเก็บภาษีย้อนหลัง จ่อนำหารือ รมว.คลัง หลังแถลงนโยบายเดินหน้าทันที
ที่พรรคภูมิใจไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรค เปิดเผยหลังหารือกับภาคเอกชน ว่าวันนี้เป็นการหารือกันระหว่างสมาคมภัตตาคารอาหารแห่งประเทศไทย แพลตฟอร์ม วงใน ไลน์แมน แกร็บ มาพูดคุยกันเกี่ยวกับความเห็น “โครงการคนละครึ่ง” ที่ทางนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดหลักว่าจะนำกลับมาใช้
ข่าวดีอย่างหนึ่งที่คิดว่าน่าจะดำเนินการได้เร็ว คือภาคเอกชนมีความพร้อมมากที่อยากจะช่วยเหลือในโครงการนี้ ยินดีที่จะแชร์ข้อมูลร้านอาหารให้กับกระทรวงการคลังทำฐานข้อมูล หมายความว่าคนที่ใช้แพลตฟอร์มอยู่แล้วอาจจะไม่ต้องลงทะเบียนใหม่
นอกจากนี้ ยังรับฟังปัญหาของโครงการในช่วงที่ผ่านมา เช่น หลักเกณฑ์เงื่อนไขที่มากไป ระยะเวลาการใช้จะใช้อย่างไรให้เหมาะสม วงเงินอย่างไรที่จะเหมาะสม ซึ่งภาคเอกชนเสนอ 200 บาทต่อวัน จากเดิมที่โครงการคนละครึ่งให้ 150 บาทต่อวัน ซึ่งทางเราได้รับข้อเสนอ แต่ด้วยภาวะที่เราเป็นรัฐบาลช่วงรอยต่อ เงินที่เหลือในโครงการมีไม่มาก
และนโยบายของนายกฯ จะไม่มีการกู้เพิ่ม เพราะหนี้สาธารณะค่อนข้างสูง ทำให้ทรัพยากรเงิน ทรัพยากรเวลามีจำกัด ก็อาจจะได้ไม่ถึงตามที่ท่านเสนอมา แต่ยืนยันว่าไม่น่าเกลียด สามารถที่จะขับเคลื่อนได้แน่นอน และครั้งนี้เราจะขยายสิทธิเพิ่มจำนวนด้วย แต่ก็จะนำหารือให้ท่านนายกฯ ลองพิจารณาดูว่าจะหาเงินมาจากไหน
ส่วนข้อกังวลเรื่องการเก็บภาษีย้อนหลังที่ทางร้านค้ากังวลมาก ว่าเมื่อเข้าโครงการจะทำให้ต้องเสียภาษีย้อนหลัง นายสิริพงศ์ยืนยันว่า แนวคิดของนายอนุทินคือไม่มีการเก็บภาษีย้อนหลัง และยังมีแนวคิดอีกว่าสิทธิประโยชน์สำหรับผู้อยู่ในระบบภาษีอาจมีเพิ่มขึ้นด้วย แต่รายละเอียดอย่างไรต้องรอนายกฯแถลง
นอกจากนี้ ยังได้รับข่าวดีจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ว่าในช่วงที่ทำกิจกรรม อาจจะมีส่วนลดพิเศษในโครงการคนละครึ่งด้วย ซึ่งจะนำข้อเสนอของสมาคมต่าง ๆ เสนอต่อว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อทำการบ้านไว้ก่อนแล้วจะเริ่มต้นให้เร็วที่สุดหลังจากแถลงนโยบายรัฐบาล
ส่วนข้อกังวลเรื่องแอปพลิเคชั่นที่จะใช้ในโครงการนั้น นายสิริพงศ์กล่าวว่า เมื่อวาน (8 ก.ย.) ปลัดกระทรวงการคลังบอกว่าหากอยู่ในฐานระบบอยู่แล้วก็ไม่ต้องทำเพิ่ม เมื่อถึงเวลาก็ใช้ได้เลย แต่คนที่ไม่ได้อยู่ในระบบก็ลงทะเบียนใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ด้านนางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาพ่อค้าแม่ค้าประมาณ 700,000 รายในประเทศได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา เกิดความทุกข์ยาก ร้านค้าต่าง ๆ ต้องปิดตัวลง คนที่ไม่ได้ปิดร้านต้องอยู่อย่างหวานอมขมกลืน เพราะยอดขายตกต่ำ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ตกไปถึง 60% ส่วนต่างจังหวัดยอดขายตกต่ำไปเกือบ 90%
ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหนี้สินก่อตัวเพิ่มขึ้น ตนในฐานะเป็นตัวแทนผู้ประกอบการร้านอาหารได้รับฟัง และรวบรวมปัญหามาโดยตลอด จนมาถึงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ที่เราหมดหวังกับรัฐบาลที่แล้ว ได้บังเอิญไปเจอผู้บริหารของไลน์แมน-วงใน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน และข้อมูลทุกอย่างตรงกัน ว่าทางรอดของผู้ประกอบการร้านอาหารคือการต้องมีโครงการคนละครึ่ง
ที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้พยายามเสนอไปกับรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล มีการให้เหตุผลกลับมาว่าชื่อโครงการเหมือนกับรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ตนก็พยายามกลับไปหารือ เพื่อจะเปลี่ยนชื่อโครงการ จนเรียกว่าเกือบจะหมดหวังไปแล้ว พอมีรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นก็ได้รับการติดต่อว่ารัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยจะผลักดันนโยบายคนละครึ่งขึ้นมาเป็นนโยบายแรก ๆ
กระทั่งเมื่อวานนี้ (8 ก.ย.) ได้รับความชัดเจนว่าปลัดกระทรวงการคลังมีงบประมาณในส่วนนี้ ทำให้เชื่อว่าตอนนี้ผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งหมดจะมีความสุข และมีความหวังในชีวิตมากขึ้น ว่าเราจะรอดแล้ว นอกจากนี้ เท่าที่รับฟังเสียงของประชาชนทุกคนพูดเป็นสิ่งเดียวกันว่า ต้องการโครงการคนละครึ่งกลับมา
นางฐนิวรรณบอกอีกว่า ต้องขอชื่นชมว่าการทำงานของพรรคภูมิใจไทยรวดเร็วมาก เรียกว่าเร็วจนน่าตกใจ ซึ่งวันนี้ยังได้สะท้อนในเรื่องของการเก็บภาษีย้อนหลังกับนายสิริพงศ์ด้วย และรับปากว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้ โดยให้สิทธิกับผู้เสียภาษี พร้อมเปิดรับฟังว่าผู้ที่เสียภาษีอยู่ต้องการอะไรจากรัฐบาล โดยเน้นย้ำว่าขออย่ามีเงื่อนไขใด ๆ เพิ่มเติม ขอให้ผู้ประกอบการได้รับทุกอย่างแบบง่าย ๆ เราเชื่อมั่นว่าโครงการคนละครึ่งของรัฐบาลนี้จะมีลูกเล่นที่ดีกว่าที่ผ่านมา
นางฐนิวรรณยังกล่าวต่อว่า ในรัฐบาลชุดที่แล้วเราพยายามทุกอย่าง ทั้งเรื่องขออย่าขึ้นค่าแรง อย่าขึ้นค่าพลังงาน แต่รัฐบาลก็ไม่ฟังเสียงประชาชน เพราะผู้ประกอบการเป็นเรื่องที่บีบหัวใจ โดยเฉพาะช่วงโควิดที่ทุกอย่างแย่มากจริง ๆ วันนี้เรามีความหวัง เพราะรัฐบาลนี้ฟังเสียงเราแล้ว