เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

อนุทินแย้ม “คนละครึ่ง” ผู้เสียภาษีได้สิทธิ 60 : 40 ประชาชนทั่วไป 50 : 50

09 ก.ย. 2568 | 14:44น.

อนุทินแย้ม “คนละครึ่ง” ยุคภูมิใจไทย คนเสียภาษีได้สิทธิ 60 : 40 กลุ่ม ปชช.ทั่วไป 50 : 50 รถไฟฟ้า 20 บาท ขอดูรายละเอียด เลี้ยงตัวเองได้ไหม ไม่ใช่ขาดทุนหางบฯเติมทุกปี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสตอบรับที่ดี ที่รัฐบาลใหม่จะดำเนินการโครงการคนละครึ่งว่า ยอมรับว่ากระแสดี เพราะเราฟังประชาชน เพราะไม่ใช่พรรคการเมืองที่คิดว่าจะทำแบบนี้ว่าจะก๊อบปี้พรรคไหน เพราะทำเพื่อประชาชน ประชาชนได้ประโยชน์เราจะไปก๊อบปี้ใครเราก็จะทำ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคก็ต้องเดินต่อไป แม้ว่าจะเกิดในรัฐบาลทักษิณ รวมถึงโครงการคนละครึ่งมาจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และตนเป็นรัฐมนตรีสมัยท่านตนก็ยกมือสนับสนุน

เมื่อถามว่า กระแสข่าวคนละครึ่งจะเป็น 50 : 50 หรือจะเป็นแบบพลัส นายอนุทินยอมรับว่า เมื่อคืน (8 ก.ย.) จากที่ได้คุยกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่ รมว.คลัง หากไม่กระทบวินัยการเงินหรืองบประมาณ และช่วยเหลือประชาชนได้ แต่จะออกไปในรูป 60 : 40 เพื่อจูงใจกลุ่มคนที่เสียภาษี ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เสียภาษีอยู่แล้ว แต่หากเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เสียภาษีก็ 50 : 50 ถือเป็นไอเดียที่นายเอกนิติเสนอ

ซึ่งตนก็เห็นด้วย และสั่งให้ไปพิจารณาเพิ่มเติม แต่ต้องไม่ผิดรัฐธรรมนูญ กฎหมาย งบประมาณ และไม่เสียวินัยการเงินการคลัง พร้อมยอมรับว่าโครงการจะทันในกรอบ 4 เดือน และ นายเอกนิติก็แจ้งมาว่างบประมาณมีดำเนินการ พร้อมเปรียบว่า กระเป๋าก็ยังมีเหมือนเดิม

ส่วนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทของรัฐบาลเพื่อไทย จะสานต่อหรือไม่ นายกฯกล่าวต่อว่า โครงการนี้เป็นประโยชน์แต่ต้องมาดูว่า บางโปรเจ็กต์ทำแล้วขาดทุน หรือต้องไปซื้อมาก็ไม่ได้ พร้อมย้ำว่าต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง และโครงการต้องอยู่รอดและพึ่งพาตัวเองได้

“ไม่ใช่ 20 บาท แล้วมานั่งหาส่วนต่างทุกปี ตั้งเป็นงบประมาณ มันไม่ใช่ หรือไปซื้อกิจการจากลงทุนมาก็ไม่ใช่ เพราะคนที่ลงทุนก็ต้องเสี่ยง”

นายอนุทินยังกล่าวถึงปัญหาน้ำท่วม ที่ประชาชนสะท้อนว่า ต่างจังหวัด และกรุงเทพฯยังท่วมซ้ำซากว่า ตอนนี้กระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ที่จะต้องมีแผนเผชิญเหตุ โดยเราให้การสนับสนุน เน้นในเรื่องของการเยียวยา เพราะเวลาเราน้อย เรื่องนี้เป็นหลัก ส่วนการวางยุทธศาสตร์ต่าง ๆ เป็นเรื่องของหน่วยงานประจำที่เกี่ยวข้องที่จะต้องนำเสนอขึ้นมาให้กับรัฐบาล