เอกนิติ ยันเร่ง ‘ใช้จ่ายภาครัฐ’ แก้เศรษฐกิจติดหล่ม ‘คนละครึ่งพลัส’ ต.ค.นี้
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
รมว.คลังยันจำเป็นต้องเร่งการใช้จ่ายภาครัฐ เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดียวที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจติดหล่มได้ ย้ำ “คนละครึ่ง พลัส” เกิดขึ้นแน่ ต.ค.นี้ เน้นแก้หนี้ภาคครัวเรือน และเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงแนวนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้เปรียบเสมือนรถยนต์กำลัง “วิ่งลงเหว” เพราะรถยนต์เศรษฐกิจไทยมีเครื่องยนต์ 4 ลูกสูบ ประกอบด้วย 1.การส่งออก ซึ่งก่อนที่จะมีการจัดเก็บภาษีทรัมป์ ได้มีการเร่งส่งออกก่อนขึ้นภาษี พบว่าครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดี เฉลี่ยอยู่ที่ 3% แต่พอเร่งส่งออกช่วงแรก ในช่วงหลังการส่งออกกำลังแผ่ว และค่อย ๆ ดับลง เพราะโดนเก็บภาษีไปแล้ว
2.การบริโภคภาคเอกชน ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย การบริโภคภาคเอกชนเดือน ก.ค.ติดลบเป็นครั้งแรกในรอบปี เป็นผลมาจากความเชื่อมั่น ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สะสมมานาน คนไม่มีรายได้ ถือเป็นเครื่องยนต์ที่เริ่มแผ่วและกำลังจะดับลงเช่นกัน
3.การลงทุนภาคเอกชน ทุกวันนี้อัตราการใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% ซึ่งเครื่องยนต์นี้ก็เตรียมดับเช่นเดียวกัน
และ 4.การใช้จ่ายรัฐบาล ซึ่งเครื่องยนต์นี้น้ำหนักตัวเล็ก แต่เป็นเครื่องยนต์เดียวที่มีอยู่
นายเอกนิติกล่าวว่า จากการคาดการณ์ของ 3 หน่วยงานเศรษฐกิจภาครัฐ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตที่ 1.7% แต่ไตรมาสที่ 4 จะเหลือแค่ 0.3% แสดงว่าใกล้ติดลบมาก
“เครื่องยนต์วันนี้เราเห็นอยู่แล้ว ว่ากำลังจะติดหล่ม…เราจะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจจนเสียวินัยการคลัง หรือจะใช้เงินทั้งหมดหรือไม่ ผมพยายามคำนึงเรื่องนี้ตลอด แต่วันนี้คือเครื่องยนต์เดียวที่มีอยู่ช่วยให้เราพ้นจากหล่มเศรษฐกิจ ถ้าเราไม่ใช้เครื่องยนต์นี้ อยู่เฉย ๆ วัน ไม่แค่ติดหล่ม มันจะดิ่งเหว ความเสียหายจะเกิดขึ้นมากมาย เราจะแก้ยากขึ้นไปอีก” นายเอกนิติกล่าว
ทั้งนี้ นายเอกนิติกล่าวว่า โจทย์เศรษฐกิจของรัฐบาล มีทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและปัญหาที่สะสมมานาน ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อลดลง สภาพคล่องลดลง หนี้ครัวเรือนสูง ผลิตภาพการผลิตลดลง
นายเอกนิติกล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเกือบทุกวัน เพื่อวางแผนแนวนโยบายเศรษฐกิจ และได้ข้อสรุปว่าจะทำด้วยแนวทาง “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว”
การ “กระตุ้นสั้น” คือรัฐบาลมีเวลาจำกัดแค่ 4 เดือน ต้องกระตุ้นให้ได้ผล “ได้ยาว” คือถ้าทำได้อย่าแค่แจกเงิน เราต้องคิดถึงศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว ส่วน “กระจายตัว” เราต้องให้นโยบายเศรษฐกิจของเรากระจายไปทุกพื้นที่ สู่ประชาชน ดูแลผู้ประกอบการ SMEs
“เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยมันไม่ใช่แค่จะดับ แต่ปรากฏว่ามันเป็นรถยนต์ที่เก่าอีก คนขับรถขับไม่ค่อยเป็น เพราะทักษะที่เราใช้เป็นเทคโนโลยีเก่า เราต้องคำนึงระยะยาวในการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ…และน้ำมันยังใกล้หมด เพราะสภาพคล่องหายไป เพราะปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสมมานาน SMEs ไม่มีสภาพคล่อง” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า จากปัญหาที่กล่าว แนวนโยบายของรัฐบาลจึงเน้นเรื่อง “Quick Big Win” Quick คือ ทำสั้น ทำเร็ว ทำทันที Big คือต้องใหญ่พอที่ดันเครื่องยนต์ที่กำลังติดหล่มให้พ้นเหวได้ และ Win คือให้ประชาชน ผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย ให้กระจายตัวไปทุกพื้นที่ให้ได้ประโยชน์
นายเอกนิติกล่าว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลจะแบ่งเป็น 5 เสาหลัก และ 1 ฐานราก ประกอบด้วย
1.กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ด้วยโครงการคนละครึ่ง พลัส เพื่อช่วยค่าครองชีพของประชาชน โดยเรื่องนี้เข้า ครม.ในสัปดาห์หน้า โดยรัฐบาลสมทบ 200 บาท ประชาชนสมทบ 200 บาท สามารถสะสมได้ และได้เริ่มใช้ในเดือน ต.ค.แน่นอน
ส่วนพ่อค้าแม่ค้าให้เฉพาะรายเล็ก รายย่อย หาบเร่ แผงลอย และแท็กซี่ โดยกรอบงบประมาณไม่ได้มีการกู้เพิ่ม ไม่ได้ใช้เงินใหม่ ใช้กรอบงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ใช้งบฯกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท บวกกับงบฯกลาง 19,000 ล้านบาท โดยไม่ได้เสียวินัยการเงินการคลัง
นอกจากนี้ ยังมีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการท่องเที่ยวเมืองรอง ให้มีการลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ในการพัฒนาปรับปรุงตกแต่งโรงแรมในเมืองรองให้น่าอยู่ขึ้น
2.ลดภาระหนี้ประชาชน เรามีงบประมาณที่ธนาคารพาณิชย์ส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูและสถาบันการเงิน ซึ่งเคยนำไปใช้ในโครงการคุณสู้เราช่วย จากเม็ดเงิน 36,000 ล้านบาท ตอนนี้เหลืออยู่ 26,000 ล้านบาท โดยจะนำส่วนนี้มาตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมกับธนาคาร ในการซื้อหนี้ประชาชนที่เป็นหนี้เสีย NPL ออกมา แล้วนำหนี้ตรงนี้มาปรับโครงสร้างหนี้ มีการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย เพื่อให้สภาพคล่องดีขึ้น และมีสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็ก เป็นการปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยง ให้สามารถกู้เงินในระบบได้
3.เพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs โดยให้ บสย.มาค้ำประกัน ตอนนี้ได้เตรียมวงเงินไว้แล้วขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท และมีโครงการพี่ช่วยน้อง สามารถลดหย่อยภาษีได้ และให้ธนาคารมาช่วยสนับสนุน SMEs ผ่านโครงการสินเชื่อ Supply Chain รวมถึงได้เตรียมคืนภาษีให้กับ SMEs ซึ่งมีการเตรียมเงินไว้แล้ว 1.6 แสนล้านบาท และเงินจะเข้าสู่ระบบ SMEs ทันที
4.เพิ่มการออมภาคประชาชน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มีการซื้อสลากอยู่แล้ว และเป็นคนละส่วนกับหวยเกษียณ โดยทำเรื่องสลากเพื่อการออม และพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการออม
5.การลงทุนเพื่ออนาคต ด้วยการ Reskill เพิ่มทักษะสูง จับมือกับภาคเอกชน ที่ได้การส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ และร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการ และจะมีโครงการ Fast Pass ของบีโอไอ เพื่อเป็นการปลดล็อกระเบียบ กติกา ทำให้เกิดการลงทุนใหม่ รวมถึงการส่งเสริมพลังงานสะอาด
ในเรื่องการปลดล็อกข้อจำกัด นายเอกนิติ ระบุถึงปัญหาในการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ด้วยว่า
“ผมไปเช็กตัวเลข BOI BOI อนุมัติไปเยอะมากนะครับ แต่เชื่อไหม ปัจจุบันมีเงินค้างที่ยังไม่ได้เริ่มโครงการเลย 4.7 แสนล้าน เพราะไปติดอะไรรู้ไหมครับ ขอน้ำ ขอไฟ ขอคนเข้ามาทำงาน เราจะใช้โครงการที่เรียกว่า Fast Pass เหมือนช่องทางด่วน”
นายเอกนิติ กล่าวว่า เราจะขอ ครม.ทำ Fast Pass ใครมีจะได้รับอนุมัติอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาที่กำหนด และเป็นการปลดล็อกที่อนุมัติไปแล้ว 4.7 แสนล้าน เพื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายใน 4 เดือน
“ไม่ได้ใช้เงินใหม่เลย เพียงแต่ปลดล็อกระเบียบกติกาและทำให้เกิดการลงทุนใหม่”
ทั้งนี้ นายเอกนิติยืนยันว่า กระทรวงจะรักษาวินัยเสถียรภาพการคลัง โดยในเดือน พ.ย.จะมีกรอบวินัยทางการคลังระยะปานกลาง เพื่อสร้างความมั่นใจให้เรตติ้งเอเยนซี่ ว่าเรามีแผนชัดเจน โปร่งใส เปิดเผยข้อมูลมากขึ้น และมีธรรมาภิบาลของระบบการคลัง
และมีเป้าหมายที่ชัด คือทำให้หนี้ครัวเรือนลดลงต่ำกว่า 87.4% ของจีดีพี และมีสภาพคล่อง SMEs เพิ่มขึ้น ประชาชนมีช่องทางการออมระยะยาวมากขึ้น รวมถึงเงินลงทุนเพื่ออนาคตเข้ามากขึ้น
“เป้าหมายเราชัด จะต้องเอารถยนต์ของเราขึ้นจากหล่มให้ได้ ไม่ให้ตกเหว จีดีพีไตรมาส 4 ที่คาดการณ์ไว้ 0.3% เราต้องทำให้ดีกว่า 0.3% นี้คือเป้าหมายที่ชัด” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติย้ำว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่ง แต่ทุกคนต้องช่วยกันทำให้รถยนต์เศรษฐกิจฟื้นจากหล่ม ไม่ตกเหว อย่างน้อยใน 4 เดือน ฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ ไม่ให้ติดหล่ม ช่วยประชาชนและ SMEs ที่เดือดร้อนได้ และเพิ่มขีดความสามารถในระยะยาวได้