Skip to content

นายกฯ แจงเซ็น MOU แรร์เอิร์ท ไม่ได้ผูกพัน-ถามคนกังวล “อ่านหรือยัง”

27 ต.ค. 2568 | 17:09น.
นายกฯ แจงเซ็น MOU แรร์เอิร์ท ไม่ได้ผูกพัน-ถามคนกังวล “อ่านหรือยัง”

นายกฯ แจงเซ็น MOU แรร์เอิร์ทอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญไทย ย้อนถามอ่านหรือยัง อย่าฟังแต่หัวข้อแล้ววิจารณ์ ยืนยัน MOU คือบันทึกความเข้าใจ ไม่ได้ผูกพันทางกฎหมาย

กรณีประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาทำข้อตกลงผ่าน MOU เรื่องแร่หายาก หรือแรร์เอิร์ท (Rare Earth) ร่วมกันระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ถึงความกังวลด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม และตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใดนายอนุทินถึงลงนามในเรื่องที่ไทยเสียเปรียบ ซึ่งเป็นประเด็นที่อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต

ตามที่ประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาทำข้อตกลงผ่าน MOU เรื่องแร่หายาก หรือแรร์เอิร์ท (Rare Earth) ร่วมกันระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ถึงความกังวลด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม และตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใดนายอนุทินถึงลงนามในเรื่องที่ไทยเสียเปรียบ ซึ่งเป็นประเด็นที่อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต

เมื่อเวลา 14.00 น. (กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เปิดเผยถึงการลงนาม MOU แรร์เอิร์ทว่า MOU แรร์เอิร์ทหมายถึงแร่ธาตุที่หายาก ซึ่งยังเป็นคำศัพท์ที่กว้างอยู่ ไม่ได้เป็นสิ่งที่มีความน่าวิตกกังวลอย่างที่หลายคนคิด เพราะเป็นการลงนามที่ว่าทุกวันนี้แร่ธาตุต่าง ๆ มากมายที่สามารถนำไปผลิตเป็นสินค้าลดต้นทุน และทำให้เกิดประสิทธิภาพ ลดคุณภาพของสินค้าได้ ตอนนี้เราอาจจะยังไม่ได้ลงไปดูอย่างเต็มที่ แต่มีแร่หายากอะไรขึ้นมาแล้วสอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกในอนาคต ซึ่งสหรัฐอเมริกาอยากขอมีส่วนร่วมในการเข้ามาพัฒนา ซึ่งประเทศไทยเราต้องยินดี เพราะของที่เรามีอยู่แล้ว เรายังไม่ได้พัฒนา แต่องค์ความรู้ของเราไม่เพียงพอ จึงต้องแสวงหาเทคโนโลยีเข้ามา

อย่างไรก็ตาม เรามีการระบุไว้อย่างชัดเจนใน MOU ว่า ทุกอย่างจะต้องอยู่ภายใต้ความเป็นธรรม หลักธรรมาภิบาล และภายใต้กฎระเบียบ กฎหมายของไทย ไม่ผิดต่อหลักรัฐธรรมนูญ ซึ่งเงื่อนไขเช่นนี้เป็นเงื่อนไขทั่วไปที่เรายอมรับได้

เมื่อถามว่าหลายคนมีความกังวลต่อการลงนามในครั้งนี้ นายกฯย้อนถามว่าอ่านหรือยัง ต้องถามว่าอ่านหรือยัง ก่อนนายกฯกล่าวต่อว่า อย่าไปฟังแต่หัวข้อแล้ววิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว ต้องดูในรายละเอียด หากจะถามรัฐบาลในรายละเอียด ผู้ที่ถามก็ต้องทราบในรายละเอียดด้วย เนื้อหาใน MOU มีวัตถุประสงค์หลักคือการแสวงหาความร่วมมือด้วยกัน เมื่อมีความร่วมมือแล้วก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทย และไม่มีการจำกัดให้ทั้ง 2 ฝ่ายเปิดโอกาสไปหาความร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ รวมถึงไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

เมื่อถึงเวลาอันควร ดูแล้วไม่มีประโยชน์ที่จะเดินหน้ากันต่อไป คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็สามารถยกเลิกข้อสัญญานี้ได้เลย โดยไม่ต้องรับการยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง นี่คือ MOU จริง ๆ เพราะว่าชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นบันทึกความเข้าใจ เข้าใจกันอย่างนี้ แต่ไม่ได้ผูกพันอะไร และหากวันหนึ่งเข้าใจเป็นอย่างอื่นก็เลิกแล้วต่อกัน เพราะถ้าจะทำให้เข้มข้นกว่านี้ต้องทำให้เป็น Agreement ไม่ใช่ Understanding หรือเป็น Agreement Contract หรือ Trearty สนธิสัญญาที่มีการผูกมัดกันทางกฎหมายมากกว่า

นายอนุทินกล่าวอีกว่า ดังนั้น เรื่องนี้ไม่มีอะไรน่าห่วง ตนมองว่าการเซ็น MOU แรร์เอิร์ท หรือแร่หายาก น่าจะเป็นเพียงความพยายามที่จะฟื้นฟูคนที่ห่างกันไปสักพักหนึ่ง ให้มาใกล้ชิดเพิ่มมากขึ้น เหมือนเป็นการจุดประกายให้นำไปสู่การพูดคุยเรื่องอื่น ๆ เมื่อเราลงนามในปฏิญญา แสวงหาสันติภาพกับกัมพูชา และต่อมาด้วย MOU แรร์เอิร์ท สิ่งต่อไปที่เราจะพูดคุยกับสหรัฐ ซึ่งเราก็เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย ซึ่งก็คือเรื่องข้อตกลงทางการค้าที่กระทรวงพาณิชย์กำลังเจรจากับทางผู้แทนการค้ากับสหรัฐอยู่

อย่างเมื่อตอนที่ตนพบกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อลงนามเสร็จก็บอกว่าให้ช่วยพิจารณาสนับสนุนให้ช่วยเรื่องภาษี (Tariff) ลดลงมาอีกได้หรือไม่ หากได้ก็จะเป็นพระคุณ เป็นการตอบแทนความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นมาของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งก็ไม่มีอะไรที่เสียหาย และสร้างความรู้สึกที่ดีต่อกัน