คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ประเสริฐ จันทรรวงทอง กลับมาเป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย รอบ 2 ด้วยภารกิจพาพรรคเพื่อไทยลงสนามเลือกตั้ง
ในฐานะ “พ่อบ้าน” มีประสบการณ์ในสนามเลือกตั้ง ตั้งแต่ยุคไทยรักไทย ท่ามกลางโจทย์หิน-ความท้าทาย เมื่อพรรคเพื่อไทยกลายเป็นฝ่ายค้านไม่มีอำนาจรัฐในมือ
ยังพ่วงด้วยปัญหาคลิปเสียง แพทองธาร ชินวัตร ยังมีคดีของ “ทักษิณ ชินวัตร” ผู้นำจิตวิญญาณ ตามหลอนพรรคเพื่อไทย
“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนา “ประเสริฐ” ถึงแผนรับมือ คลิป-คุก ภารกิจโหด-หิน ในการกลับมาเป็นเลขาธิการพรรครอบ 2 พร้อมปักหมุดเป้าหมายได้ สส. 200 ที่นั่ง
ภารกิจสู้กระสุน
ประเสริฐยอมรับว่าการกลับมาเป็นเลขาธิการพรรครอบนี้ ยากกว่าครั้งก่อน เนื่องจากเป็นฝ่ายค้าน เพราะกลไกทุกอย่างรัฐบาลได้เปรียบหมด
“จะสังเกตเห็นได้ชัด สิ่งหนึ่งที่ผมต่อต้านมาตลอดคือการดูด สส. พรรคการเมือง การย้ายพรรคแม้จะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้นคือการซื้อขาย สส. วันนี้การใช้ทรัพยากรทางการเมืองสูงขึ้น การเลือกตั้งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ไม่เหมือนอดีตที่ผ่านมา”
แม้ว่าในอดีตพรรคไทยรักไทยเคยได้ 377 เสียง เพราะรวบรวม “บ้านใหญ่-มุ้งการเมือง” เข้ามารวมภายใต้บ้านหลังเดียวกัน ประเสริฐตอบว่า “มองอย่างนั้นก็มองได้..แต่ไม่ใช่ การรวมครั้งนั้นเกิดในการเลือกตั้ง 2548 เพราะพรรคอื่นเขาไปลำบาก มาแบบเปิดเผย เพราะเห็นว่านโยบายพรรคไทยรักไทยสามารถช่วยประชาชนได้ แต่ปัจจุบัน มาในลักษณะแบบ…เป็นการเชิญชวน สส.รายตัว เสนอกล้วย ไม่เหมือนกับมาพรรคนี้ เพราะมั่นใจนโยบาย”
“เรื่องการใช้กระสุน ประชาชนเคยสั่งสอนนักการเมืองที่ใช้เงินอย่างเดียว จ่ายไปสอบตกก็มี ไม่ใช่สอบได้อย่างเดียว โดยเฉพาะหลายคนที่ย้ายพรรค มีโอกาสรอดไม่ได้มาก เพราะประชาชนชอบนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ไม่ขายตัว ไม่ทุจริต ประชาชนคิดเป็นว่าจะเลือกใคร”
พรรคเพื่อไทยมีกระสุนพอที่จะสู้ฝ่ายตรงข้ามไหม ประเสริฐตอบแย้งทันที “ไม่มีหรอกครับ พรรคเพื่อไทยกินกระแสมาตลอด ใช้นโยบายตลอด”
นโยบาย+แคนดิเดตต้องว้าว
แต่ตอนที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล กลับเสียความนิยมจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จะมียุทธศาสตร์เรียกคะแนนอย่างไร “ประเสริฐ” ตอบว่า ต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับมา คือ นโยบาย หลายเรื่องประสบความสำเร็จมาแล้ว สิ่งเหล่านี้ยังอยู่ในความทรงจำของประชาชน และเชื่อมั่นในความสามารถด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยอยู่
“ครั้งนี้เราเน้นไปที่ฐานราก เน้นไปที่เกษตรกร ย้อนกลับไปพรรคเพื่อไทยมีนโยบาย เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส ดังนั้นคอยดูนโยบายใหม่ในการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร เป็นนโยบายที่ไม่มีความซับซ้อนและแก้ไขตรงจุด แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้”
เขาขอ “อุบไว้ก่อน” ว่านโยบายครั้งนี้เป็นประชานิยมที่เรียกว่า “แจก” อีกหรือไม่ แต่แย้มเป็นนัยว่า ในครั้งนี้พรรคเพื่อไทย มีนโยบายดี ๆ ออกมา รับรอง อย่างน้อย ๆ การขายผลิตผลทางการเกษตรต้องมีกำไร พรรคเพื่อไทยจะตอบโจทย์ตรงนี้
ถามว่า ไม่ใช่จำนำ ไม่ใช่ประกันราคา ประเสริฐตอบว่า “ไม่ใช่..คิดว่าไม่ใช่ ต้องรอให้คณะกรรมการนโยบายไฟนอล”
ต้องใช้งบประมาณตามสมควรไหม เขาตอบว่า “ไม่แน่ อาจไม่ใช้งบประมาณเลย แล้วแต่เงื่อนไขของราคาพืชผลการเกษตร ถ้าราคาดีก็ไม่ต้องใช้ แต่วิธีการขับเคลื่อนให้ตกผลึกเสียก่อน”
ส่วนการแจกเงินหมื่นในรัฐบาลแพทองธาร ไม่เป็นไปตามเป้า จะอธิบายคนที่คาดหวังนโยบายพรรคเพื่อไทยอย่างไร “พ่อบ้านพรรคเพื่อไทย” ตอบทันที “จริง ๆ เราทำไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว ไม่ใช่ไม่แจก แต่ด้วยสถานการณ์การเมือง สถานการณ์เศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะเรื่องข้อจำกัดในการใช้งบประมาณ หลังจากทำสำเร็จไปแล้วช่วงแรก จะทำช่วงต่อไปก็มีการเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองเสียก่อน”
“พรรคเพื่อไทยไม่ได้ทิ้งโครงการนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีความจำเป็น แต่ต้องดูบริบททางเศรษฐกิจขณะนั้นประกอบด้วย”
ประเสริฐบอกไทม์ไลน์เปิดตัวนโยบายว่า เราตั้งใจไว้ วันที่เราเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ เราก็จะออกนโยบายด้วย เป็นนโยบายเด็ด ๆ คนต้องว้าวเลย ส่วนจะเปิดในเดือนธันวาคมนี้หรือไม่ เราประเมินการยุบสภาไว้ 2 ช่วง หนึ่งคือเดือนธันวาคม ถ้าตามนายกฯ บอกว่าถ้ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลก็จะยุบสภา แต่ที่ยุบแน่ ๆ ไม่เกิน 31 มกราคม 2569 สถานการณ์จะเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง
“ดังนั้นใน 2 เดือนนี้ เราต้องเตรียมของไว้ ซึ่งเราได้เตรียมทั้งแคนดิเดตและนโยบาย ซึ่งจบแล้วเหลือแต่รับฟังความคิดเห็นของ สส.อีกครั้ง”

สเป็กแคนดิเดตนายกฯ
ประเสริฐบอกสเป็กแคนดิเดตนายกฯเพื่อไทยว่า “เมื่อเป็นนายกฯ แล้วต้องแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนได้ ทีมแคนดิเดตจะต้องประกอบด้วยทีมเศรษฐกิจด้วย”
ต้องเป็นคนที่มีกำลังวังชาเป็นเจ้าของทุนหรือไม่ เขาตอบว่า “ขอให้คอย อีกไม่นาน”
เป็นนายทุนหรือเปล่า เขาตอบทันที “อาจจะไม่มีคนนามสกุลชินวัตรก็เป็นไปได้”
นามสกุลจึงรุ่งเรืองกิจ ประเสริฐหัวเราะก่อนตอบว่า “เดี๋ยวถามไปถามมา รู้เลย ผมอยากให้รอคณะกรรมการบริหารพรรคเคาะ เพราะต้องผ่านกรรมการบริหารพรรคเคาะถึงจะเป็นทางการ”
สู้แคนดิเดตนายกฯ ของ 2 พรรค ภูมิใจไทย-ประชาชน ได้หรือเปล่า ประเสริฐตอบว่า “ได้ครับ พรรคภูมิใจไทยก็ท่านอนุทิน ส่วนอีก 2 ท่าน… ก็คงเป็นชื่อแรก (อนุทิน) ที่เป็นตัวจริง เหมือนพรรคประชาชน ก็เป็นชื่อแรก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ”
แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทยก็เป็นตัวจริง 1 ตัวหลอก 2 เหมือนกันหรือเปล่า “ประเสริฐ” ตอบว่า เพื่อไทยมีประสบการณ์ เคยใช้แคนดิเดต 2 คน จาก 3 คน ในเชิงการเมือง เราก็ต้องประกาศครบทั้ง 3 คน มีตัวหลักคนหนึ่งแน่นอน
ตั้งเป้า 200 หนีต่ำร้อย
ในฐานะเลขาธิการพรรค “ประเสริฐ” ตั้งเป้าว่า พรรคต้องได้ สส.ไม่น้อยกว่าเดิม 141 คน ตอนนี้เราตั้งไว้ 200 คน บวก 60 เราต้องทำให้ถึงให้ได้
แม้ว่ามีกระแส-คำวิจารณ์ว่า พรรคเพื่อไทยจะกลายเป็นพรรค “ต่ำร้อย” ก็ตาม ประเสริฐกล่าวว่า “เรื่องของโพลก็เป็นเรื่องที่เป็นข้อสังเกต แต่ข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่ของ สส. และจากสถานการณ์ปัจจุบัน เรายังมีความมั่นใจว่าจะไปถึง 200 เสียงได้”
“อย่าง สส.อีสาน ต้นทุนเดิมเรา 73 ครั้งนี้เราตั้งเป้า 100 ดังนั้นสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้ไม่เกินจากความเป็นจริงเลย เพราะก่อนที่จะเป็น 73 เราเคยได้ 100 กว่าเสียง และถ้าสังเกตให้ดี ในการเลือกตั้งในอดีตที่ผ่านมา คะแนนนิยมภาคอีสานยังอยู่ในเกณฑ์ที่สูงอยู่ และปาร์ตี้ลิสต์ในปี 2550 เราเคยทะลุไปถึง 18 ล้านเสียง ดังนั้น สิ่งที่เราตั้งใจไว้อีสาน 100 เสียง ค่อนข้างมั่นใจ”
ในฐานะที่รับผิดชอบคัดเลือกผู้สมัครทั่วประเทศ เขาบอกว่า เป้าหลักพรรคเพื่อไทยอยู่ที่เหนือ-อีสาน
“อีสาน เหนือ ไม่เหนื่อย แต่ถ้านโยบายดี ๆ ออกไป ภาคกลางก็ไม่แน่ อย่าลืมว่าภาคกลางเป็นพื้นที่ทำนา น้ำท่วม ถ้าเรามีนโยบายดี ๆ ออกไปเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ โดนใจเกษตรกร ผมว่าคะแนนกลับมา อย่าลืมว่าในยุคหนึ่งเรากวาดคะแนนภาคกลางทั้งหมด เพราะนโยบายเรื่องข้าว ผมเชื่อนโยบายยังเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชน”
“ส่วน กทม.ยังประเมินออกยาก เพราะการเลือกตั้งในเขต กทม.เป็นไปตามกระแส และสามารถพลิกได้ตลอดเวลา ครั้งล่าสุดเราโดนกระแสในสัปดาห์สุดท้าย ดังนั้น พรรคไหนที่ว่าแน่ก็ไม่แน่ พรรคไหนที่ว่าแน่ก็อาจเปลี่ยนได้ วันนี้พรรคการเมืองเกิดใหม่มาก็หลายพรรค”
“กทม.พรรคก็หวัง ครั้งนี้เราประเมินขึ้นอยู่กับนโยบาย เรายังไม่ละทิ้ง 20 บาทตลอดสาย เชื่อว่าถูกใจคนกรุงเทพฯทุกกลุ่ม เชื่อว่าไหว รู้ว่าโจทย์หิน สู้ยากแต่ก็ต้องสู้”

ปัจจัย “ชินวัตร” คลิป-คุก
พรรคเพื่อไทย ผูกติดกับตระกูลชินวัตร หากเลือกตั้งไม่มีชื่อชินวัตร จะหาเสียงยากหรือไม่ “ประเสริฐ” ตอบว่า
ถ้าย้อนแคนดิเดตนายกฯ ที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีตัวแทนชินวัตรทุกครั้ง เช่น การเลือกตั้ง 2562 แคนดิเดตเรามี 3 คน คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และชัยเกษม นิติสิริ ทั้ง 3 ก็ไม่ใช่ครอบครัวชินวัตร ตอนนั้นก็ได้เสียงแตะเกือบ 200 เสียง
แต่คิดว่า “ชินวัตร” ยังขายได้อยู่ เพราะคะแนนนิยมส่วนหนึ่งก็เป็นการชื่นชมคนชินวัตรที่เคยเป็นอดีตนายกฯ และสร้างผลงานในอดีต นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นผลงานของท่านทักษิณ ยังช่วยชีวิตคนได้ กองทุนหมู่บ้าน พักชำระหนี้ ล้วนเกิดจากแนวคิดต้องการช่วยเหลือประชาชนทั้งสิ้น คนที่เคยได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ก็จะชื่นชม ผูกพันกันอยู่ ถ้ามีการเลือกตั้งก็จะเลือกพรรคเพื่อไทย
“แต่วันนี้เรามีการเปลี่ยนหัวหน้าพรรค คือคุณจุลพันธ์ ทุกองคาพยพต้องช่วยกันขับเคลื่อนอยู่แล้ว”
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าถึงช่วงเลือกตั้ง อาจจะเจอทั้งคลิปเสียง และคดีของ “ทักษิณ” ประเสริฐกล่าวว่า “กรณีคลิปดูเจตนาท่านนายกฯ แพทองธาร เจตนาคืออะไรในวันนั้น คือไม่ต้องการให้ประเทศไทยเกิดสงคราม ไม่ต้องการให้พื้นที่บริเวณชายแดนไม่สงบ เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ ถ้าส่องไปดูในใจแล้วไม่มีอะไรเลย”
ส่วนคดีของอดีตนายกฯทักษิณ เรื่อง 112 คดีภาษีการขายหุ้นชินคอร์ป “ประเสริฐ” ขอให้มองอีกมุม
“ทำไมไม่มองในมุมกลับบ้าง เรื่องดังกล่าวน่าจะเป็นประโยชน์กับพรรคเพื่อไทยด้วยซ้ำว่าพรรคเพื่อไทยถูกกระทำเกินไปหรือเปล่า ไม่อยากใช้คำว่าถูกกลั่นแกล้ง เพราะเป็นคำวินิจฉัยของศาล ทั้ง ๆ ที่ผ่านมาคำวินิจฉัยก่อนที่จะเป็น 2 เรื่องก็เป็นคำวินิจฉัยอีกอย่างหนึ่ง อย่างคดีหุ้น คดีนี้เกิดตั้งแต่ยุค คตส.ตั้งต้นคดี มีการสืบต่อเนื่องมาในยุคปฏิวัติรัฐประหาร”
“ความรู้สึกของคน เชื่อว่าในส่วนมาก แม้ไม่ได้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ยังรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้มันเกินไปหรือเปล่า”
หวังคะแนนสงสาร
“เรื่องคลิปเราเตรียมไว้แล้วที่จะตอบ แต่เรื่องคุกมองให้เป็นมุมตรงข้าม อาจเป็นปัจจัยบวกก็ได้ การที่อดีตนายกฯยอมเข้าสู่กระบวนการ ท่านเองก็ไม่พูดอะไร ท่านก็ยอม สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นปัจจัยบวกด้วยซ้ำในการสนับสนุนการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย หวังเรื่องคะแนนสงสารด้วย และสิ่งหนึ่งที่เราคาดหวัง พรรคเพื่อไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกหลายอย่าง อยากให้ต้องติดตาม”
“พรรคเพื่อไทยถูกกระทำมากเกินไป จนคนคิดว่าถูกกระทำเกินไปหรือเปล่า คนไทยขี้สงสาร สิ่งเหล่านี้เมื่อถูกกระทำเยอะ ๆ อาจเป็นพลังที่หันกลับมาช่วยพรรคเพื่อไทย”
ส่วนคะแนนความสงสารจะมีนัยสำคัญต่อการเลือกตั้งแค่ไหนนั้น เราประเมินยังไม่ได้ แต่ฟังกระแสสังคมแล้วเห็นว่ามีนัยว่า คนส่วนมากเห็นว่าเรื่องนี้น่าจะจบตั้งนานแล้ว และเมื่อใกล้เลือกตั้ง รื้อฟื้นกลับมาอีก แสดงว่ามีกระบวนการ ถือว่าพรรคเพื่อไทยถูกกระทำ

สูตรจับขั้วสีแดง
ถาม “ประเสริฐ” ว่า จินตนาการหลังเลือกตั้งอยู่ทำเนียบหรือสภา เขาตอบทันที “อยู่ทำเนียบสิครับ อยากให้นโยบายดี ๆ ได้นำไปสู่การปฏิบัติถึงประชาชน”
แล้วพรรคเพื่อไทย สีแดงจะจับมือกับ น้ำเงิน (ภูมิใจไทย) ส้ม (ประชาชน) เขียว (กล้าธรรม) เขาตอบว่า
“จับมือได้ทุกพรรค แล้วแต่สถานการณ์การเมือง แล้วแต่ผลคะแนนที่ออกมา”
เคยจับมือข้ามขั้ว จนเป็นผลลบกับพรรคเพื่อไทย ครั้งนี้แปลว่าไม่มีขั้วอีกต่อไป “ประเสริฐ” ย้ำถึงความจำเป็นเมื่อ 2 ปีก่อนว่า “ครั้งนั้นมีความจำเป็นจริง ๆ เมื่อพรรคประชาชนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ โหวตนายกฯ 2 ครั้ง ไม่ผ่าน โดยความชอบธรรมก็เป็นพรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคลำดับ 2 เราสามารถตอบประชาชนได้ ไม่อย่างนั้นประเทศไปต่อไม่ได้”
“พอตั้งรัฐบาลไปแล้ว มีการเปลี่ยนนายกฯ ไม่มีใครคิดพรรคน้ำเงินไปรวมกับส้ม ก็ยังเกิดขึ้นได้ วันนี้โอกาสการรวมของพรรคการเมืองต้องดูสมการหลังการเลือกตั้ง”
“แต่การจับมือจะต้องเป็นขั้วที่มีแนวคิดและอุดมการณ์เดียวกัน ไม่ถึงขั้นจับกับใครก็ได้…ไม่ถึงขั้นนั้น ถ้าเสียงได้และเราเลือกได้ สมมุติเราได้ 200 เสียงตามเป้า เราต้องการอีกไม่เกิน 100 อาจเลือกอีกพรรคเดียวก็ได้”
แต่วันนี้แกนหลักไปร่วมกับสีน้ำเงินหมด เขาตอบจากประสบการณ์ว่า “การเมืองเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ก็ถือว่าไปรวมแต่ไม่มีอะไรแน่นอน หลังการเลือกตั้งเสียงประชาชนยังยิ่งใหญ่”
พรรคเพื่อไทยจับมือภูมิใจไทยได้ไหม ประเสริฐบอกว่า ก่อนหน้านั้น พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน ก็อภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคภูมิใจไทย แต่หลังการเลือกตั้งเราก็มาร่วมรัฐบาลกัน ดังนั้นการร่วมรัฐบาลกันอีกในอนาคตขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ขึ้นกับสถานการณ์การเมือง
“อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์ต้องมี แต่ถ้าเราได้ 200 ตามเป้า เราก็เลือกได้ ไม่ต้องคิดว่าเอาดี ไม่ดี พรรคนี้”
คำถามสุดท้าย มองบ้านหลังนี้เป็นอะไรหลังการเลือกตั้ง “ประเสริฐ” กล่าวว่า ยังเป็นบ้านที่มีความอบอุ่น หลายคนที่ย้ายไปติดต่อเข้ามาอยากกลับ พอไปอยู่พรรคอื่นวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน ติดต่อมาหลายคน อยากกลับมา อยู่เพื่อไทยมีความสุขกว่า
“ภาพบ้านสีแดงหลังนี้ยังเป็นบ้านหลังใหญ่อยู่ เป็นบ้านของพวกเราทุกคน เป็นของพี่น้องประชาชนและเป็นบ้านแห่งความหวังที่จะขับเคลื่อนประเทศ”