Skip to content

นพ.พรหมินทร์ เพื่อไทยเอาให้จบ เติมเงินแก้จน ปรับสูตร ‘เงินเฟ้อ-บาทแข็ง’

16 ม.ค. 2569 | 10:01น.
นพ.พรหมินทร์ เพื่อไทยเอาให้จบ เติมเงินแก้จน ปรับสูตร ‘เงินเฟ้อ-บาทแข็ง’
คอลัมน์ : Thailand Election 2026 : เลือกตั้ง เลือกอนาคต

พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล 2 ปี มีนายกรัฐมนตรีของพรรคเข้าไปบริหารประเทศ 2 คนคือ เศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร

แต่นายกฯ 2 คนของพรรคเพื่อไทยก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญเปลี่ยนตัว และนำมาสู่การที่พรรคเพื่อไทยถูกเปลี่ยนสถานะจากรัฐบาลมาเป็นฝ่ายค้าน

ผลงาน 2 ปี จากนายกฯ 2 คน คล้ายกับไม่ประสบความสำเร็จ นโยบายที่เป็นจุดแข็ง-จุดขายอย่าง “เติมเงินดิจิทัลวอลเลต” ถูกรุมกินโต๊ะจนนโยบายไปต่อไม่ได้

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลเศรษฐา และรัฐบาลแพทองธาร ผู้ที่คลุกวงในการทำนโยบายพรรคเพื่อไทยที่สุด ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปี 2569

ถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อไทยจะไปต่ออย่างไร ในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ อะไรคือจุดขายใหม่

2 ปีไม่สูญเปล่า

2 ปีที่ผ่านมาที่เป็นรัฐบาลสูญเปล่าหรือไม่ นพ.พรหมินทร์ตอบคำถามว่า “2 ปีที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า ทำให้เราพร้อมและเข้าใจ วันนี้ยิ่งเข้าใจใหญ่ อย่างน้อยที่สุดมีคนของเราเข้าไปบริหารแล้ว รู้ปัญหาแล้ว ทำจริง ทำเป็น ไม่เชื่อลองเทียบกับ 2 เดือนที่ผ่านมา”

“รัฐบาลเพื่อไทยมีถึง 31 ผลงาน และทำให้เราได้เข้าใจระบบราชการมากขึ้น เราได้เปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ เรื่อง สแกมเมอร์เป็นตัวที่สำคัญ นอกจากนั้น เรื่องการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างประเทศ เรื่องการลงทุนจากต่างประเทศจะส่งผลในระยะยาว ปัญหาเฉพาะหน้าก็แก้ไป เรื่องปัญหาน้ำท่วม ถ้าเทียบกับน้ำท่วมเชียงราย กับน้ำท่วมหาดใหญ่ต่างกัน ตอนน้ำท่วมเชียงราย รัฐบาลเพื่อไทยเข้าไปรับผิดชอบทันที บริหารโดยให้ทหารเข้ามาช่วยทันที ดูแลจนจบ ส่งรัฐมนตรี 2 คนไปประสานงานหน้างาน แก้ปัญหาจนจบ ขยับเรื่องการชดเชยอย่างเหมาะสม แม้ไม่ได้ดีสมบูรณ์ แต่แสดงถึงความตั้งใจจริง”

“นอกจากเรื่องนี้ เรายังมีวิกฤตภาษีทรัมป์ที่เราเจรจาได้ 19% ไม่เสียเปรียบกับต่างประเทศ ไม่อย่างนั้นเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับภาคเอกชน”

“ถ้าเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะแก้ปม 2 ปี ต้องการกลับไปแก้มือตรงไหน นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่ได้เสียงเด็ดขาด เพราะมีอุปสรรคเรื่องระบบกฎหมาย ระบบราชการที่ถูกเขียนขึ้นมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ฝ่ายข้าราชการเน้นการตรวจสอบ และกล่าวหาว่าฝ่ายการเมืองเป็นฝ่ายที่โกง ไม่ตรงไปตรงมา จึงสร้างระบบต่าง ๆ โดยสมมุติว่าฝ่ายประจำเป็นฝั่งที่สะอาดและถูกต้อง และทำให้เชื่ออย่างนั้นอย่างสั่งสม จะเริ่มคิดก็ไม่ให้ทำเสียแล้ว”

“พรรคเพื่อไทยถูกตรวจสอบตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำเลย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีความเห็นตั้งแต่ดิจิทัลวอลเลตยังไม่ได้เริ่มทำ แต่ไม่ได้ตรวจสอบตัวเองเรื่องตึกถล่ม”

เสียงไม่ขาด แพ้ Deep State

ถามว่าทำไมเพื่อไทยจะเดินหน้านโยบายอะไรถึงยาก นพ.พรหมินทร์ย้อนอดีตว่า “การประสบความสำเร็จ ทำให้คนที่กลไกของฝ่ายอนุรักษนิยมต้องใช้เครื่องมือรัฐประหารถึง 2 ครั้ง นอกจากการทำรัฐประหาร 2 ครั้ง ยังถูกเอาเรื่องข้ออ่อนมาขยายความเกินจริง ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา การถูกทำให้เป็นอย่างนี้ ทำให้คนรุ่นหลังอาจจะไม่เข้าใจถึงประสบการณ์ของคนรุ่นนั้น ว่าฟันฝ่ามาด้วยความยากลำบาก ด้วยข้อจำกัดอะไร เพื่อให้ทำงานให้ประชาชน”

ถามแย้งว่า หรือเพื่อไทยฝีมือไม่เท่าเดิม “นพ.พรหมินทร์” ตอบว่า กติกาที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ตัวรัฐธรรมนูญทำให้อำนาจที่เชื่อมโยงกับประชาชนน้อยลง ขนาดเราได้คะแนนที่ 1 ยังไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะเอาเสียง สว.แต่งตั้งมาร่วมเลือกนายกฯ ที่สำคัญ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้สักคน (การเลือกตั้ง 2562) คนที่มีฝีมือก็ไม่ได้เข้ามาทำงาน

ขณะที่ปิดทางเราก็ไปเปิดทางอีกทางหนึ่ง Paint ให้เราเป็นตัวไม่ดี แต่ลืมเรื่องราวที่ผ่านมา ทำให้คนของเราไม่ได้ถูกการฝึกฝน หรือเข้าใจระบบที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ในระบบบริหารถึง 10 ปี ขาดช่วง คนรุ่นเก่าก็ต้องถอยไปบ้างแล้ว คนรุ่นใหม่ก็ต้องเข้ามา ใช้เวลา 2 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงฟื้นคืนเรื่องความสามารถในการบริหาร

“2 ปีที่ไม่ได้เสียงอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 2 ปีที่มีอุปสรรคที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย มันทำให้เราทำงานได้ลำบาก เราเข้าใจสังคมที่เป็น Deep State ฝ่ายอนุรักษนิยมยังมีอิทธิพลสูงในเรื่องอำนาจรัฐผ่านกลไกกฎหมาย และกลไกต่าง ๆ ของอำนาจรัฐ ทำให้ฝ่ายประชาชนเป็นอุปสรรคของการทำงาน”

ปฏิบัตินิยม ร่วมได้ทุกขั้ว

ทว่าคำถามใหญ่พรรคเพื่อไทยในเวลานี้คือ รอเป็นรัฐบาล อยู่ขั้วไหนก็ได้ “นพ.พรหมินทร์” กล่าวว่า เหตุผลสำคัญคือเราเป็นฝ่ายปฏิบัตินิยม ทำอะไรก็ได้ถ้าเรามุ่งหมายที่จะทำประโยชน์ให้ประชาชน เราถึงวางตัวไม่เป็นศัตรูกับใคร

ถามว่าจับมือขั้วพรรคภูมิใจไทยจะทำงานกันได้ไหม เขาตอบว่า ถ้าสิ่งเหล่านั้นทำให้เราสามารถเป็นรัฐบาลและทำตามนโยบายของเราได้ อะไรที่เกิดขึ้นได้ เป็นไปได้ทั้งหมด นาทีนี้เร็วเกินไป ขอให้รอผลของประชาชนเป็นตัวตัดสิน และเพื่อให้สิ่งที่ประชาชนอยากได้และเลือกเรามา เราก็คงจะหาช่องทางทำให้ได้มากที่สุด

ส่วนจะขัดขา ขัดขวาง นพ.พรหมินทร์มองว่าเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ความคิดเห็น ไม่ตรงกัน แม้กระทั่งพรรคเดียวกันความเห็นต่างกันเยอะแยะ

“ประชาธิปไตยเสน่ห์ของมันคือมีความคิดเห็นที่แตกต่างและหลากหลาย แต่คุณต้องหาข้อยุติ ประชาธิปไตยที่ไม่มีข้อยุติเรียกว่าประชาธิปไตยเฟ้อ ประชาธิปไตยที่มีข้อยุติและทำงานได้ เรียกว่าประชาธิปไตยที่ไปสู่การปฏิบัติ”

วางกรอบการเงินประเทศใหม่

ในฐานะที่เป็นหัวหอกการวางนโยบายเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย “นพ.พรหมินทร์” กล่าวว่าปัญหาสำคัญที่สุดที่ชาวบ้านอยากได้ ไม่ใช่ปัญหาการเมือง แต่ที่สำคัญคือเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง โพลไหนก็ขึ้นนำหน้า ดังนั้น เราโฟกัสอยู่ในเรื่องนี้เป็นหลัก เพราะเป็นเรื่องหลักของประเทศจริง ๆ มากกว่าพรรคไหนจะรวมกับพรรคไหน

ดังนั้น ภาพใหญ่ของประเทศ เศรษฐกิจเราเคยดีขนาดจีดีพีโต 4.5% ตอนปี 2547-2551 และร่วงลงมาเรื่อย ๆ ประมาณการทั้งปี 2568 เติบโต 2.2% ซึ่งไม่น่าจะถึง แต่ 3 ไตรมาสหลัง ตั้งแต่ไตรมาส 3/67 ไตรมาส 4/67 และไตรมาส 1/68 ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย GPP เกินกว่า 3% ทั้งหมด

ช่วงที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทยมีนโยบาย Inflation Targeting หรือเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-3% แต่ปรากฏว่า 10 ปีที่ผ่านมา ถึงปัจจุบันเงินเฟ้อไม่เข้าเป้าเลย มีเข้าเป้าแค่ 2 ครั้ง แล้วจะไปสู้ประเทศอื่นได้อย่างไร ในประเทศอื่น เช่นสิงคโปร์เขาใช้นโยบาย Exchange Rate Targeting เพราะตอนนี้มีเรื่องปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งถึง 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ การใช้ Exchange Rate Targeting สามารถดูได้ว่าแต่ละปีเงินเข้าเงินออกเป็นอย่างไร

“วันนี้หลังจากพรรคเพื่อไทยไปพบกับภาคเอกชน เขาเรียกร้อง เขารู้ว่าปัญหาใหญ่คือค่าเงินบาทแข็งเกินไป เมื่อรู้ว่าแข็งเกินไป เราก็ต้องย้อนกลับมาดูเรื่อง Inflation Targeting ไม่ได้เข้าเป้าเลย ซึ่งเรื่องนี้ต้องปรึกษาหารือกับผู้รับผิดชอบ เพราะที่ผ่านมาเงินเฟ้อต่ำกว่า 1% มาตลอด รวมกว่า 10 ปี ก็ 10%”

“เพราะฉะนั้น ความสามารถในการแข่งขันจึงด้อยกว่าต่างประเทศ โดยเฉพาะคู่แข่งในภูมิภาค ซึ่งตัวค่าเงินสำคัญมาก จึงอยากให้แต่ละฝ่ายช่วยกันดูแล เพราะค่าเงินบาทวันนี้แข็งเกินไปในรอบ 3 เดือนเงินบาทแข็งค่าขึ้น 7%”

แต่ไทยมีนโยบายใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว แบบมีการบริหารจัดการ (Managed Float) ใช้นโยบาย Exchange Rate Targeting จะต้องทำอย่างไร นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า “ตั้ง Policy ใหม่ที่ทำงานร่วมกัน หรือเปิดโอเพ่น ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยช่วยดูเรื่องค่าเงิน ถามว่ามีวิธีไหม …มี ไปถามอาจารย์ศุภวุฒิ สายเชื้อ บอกว่าปริมาณเงินที่มีอยู่ในตลาดน้อยเกินไป ดังนั้น ต้องเพิ่ม หรืออาจารย์สุชาติ ธาดาดำรงเวช ก็แนะนำว่าควรจะอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบมากขึ้น เพื่อจะให้มีเงินจับจ่ายใช้สอย”

“เมื่อเงินเยอะขึ้น และจะลดในเรื่องดอกเบี้ยด้วย วันนี้ดอกเบี้ยก็พยายามปรับอยู่แล้ว เพราะแบงก์มีกำไรตลอด แต่ SMEs กู้ไม่ได้ กลายเป็นว่าเงื่อนไขยากและยุ่งเหลือเกิน จนทำให้ SMEs ทำงานไม่ได้ ดังนั้น เครื่องจักรเศรษฐกิจเหล่านี้มันเคลื่อนไม่ออก”

“แม้จะอัดฉีดเงินเข้าระบบ แต่ส่วนหนึ่งที่ควรจะได้รับการดูแลขึ้นคือค่าเงิน เป็นคำเรียกร้องของภาคเอกชนซึ่งเป็นจักรกลสำคัญที่จะมาขับเคลื่อนประเทศ”

ชู 5 กลุ่มล้างหนี้

อดีตเลขาธิการนายกฯ พูดถึงนโยบายแก้หนี้ที่ต้องการทำถ้าได้เป็นรัฐบาลอีกครั้ง ว่าเราพยายามแก้หนี้ เพื่อให้ประชาชนมีกำลังใจในการต่อสู้ต่อไป จึงนำมาสู่นโยบายล้างหนี้ ซึ่งนโยบายต่าง ๆ เราคำนึงไม่ให้เกิด Moral Hazard

หนี้เกษตรกรคือคนที่เป็นหนี้เยอะที่สุด เพราะไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ เราต้องแก้เรื่องหนี้เกษตรกรให้ได้ จากเดิมพักต้นและดอก 3 ปี วงเงิน 500,000 บาท เป็นเสียงเรียกร้องของเกษตรกร

หนี้คนชรา หนี้เสียที่เกินกว่า 1 ปี ยอดต่ำกว่า 1 แสนบาท ในสถาบันการเงินรัฐไม่ต้องจ่าย ล้างหนี้ไม่ต้องมานั่งเป็นห่วง คนอื่นก็ดูแลเขาได้ง่ายขึ้น

ล้างหนี้ประชาชน โดยล้างหนี้ให้กับผู้ที่เป็น NPL ยอดต่ำกว่า 2 แสนบาท ให้เขาจ่าย 10% (2 หมื่นบาท) เพื่อให้เขารู้สึกว่ามีความรับผิดชอบ

หนี้นอกระบบ สถาบันการเงินของรัฐจะให้สินเชื่อเงินกู้ 5 หมื่นบาท ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อไปล้างหนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง

สุดท้าย ลูกค้าดี จ่ายดีมีคืน ผ่อนฟรี 1 งวด ไม่เกิน 5,000 บาท ยอดหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาท เป็นรางวัลให้ผู้ผ่อนดี

เป็น 5 กลุ่ม แต่แก้หนี้เฉย ๆ ไม่ได้ ต้องให้ประชาชนทำมาหากินได้ ถ้าไม่แก้ไขก็จะมืดมนไปเรื่อย ๆ เป็นทิศทางใหม่ ทั้งด้านอุตสาหกรรม และด้านการเกษตร ผลิตสินค้ามูลค่าสูง ซึ่งใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าช่วย

สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง

เกษตรต้องได้รับการดูแล นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% พรรคเพื่อไทยดูแลทั้งด้านต้นทุน ด้านการตลาด เช่น ข้าว เกษตรกรผลิตพันธุ์ข้าวที่ขายไม่ออก ทำให้ราคาตก ดังนั้น เราให้พันธุ์ข้าวที่ดี ปุ๋ยที่ดี ดึงเกษตรกรมาเข้าระบบ แล้วรัฐบาลจะดูแลด้านการตลาด เปลี่ยนจากเดิมที่มีการชดเชย 1 พันบาทต่อไร่

และเกษตรคืออาหาร ต้องยกระดับอุตสาหกรรมอาหารให้เชื่อมต่อกับการเกษตร เป็น Agrifood Industry “ซึ่งเรื่องนี้นโยบายใคร ๆ ก็พูดได้ แต่ใครทำเป็นต่างหาก” กุนซือนโยบายเพื่อไทยกล่าว

การท่องเที่ยว-ลงทุน

นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า ขณะที่เรื่องการท่องเที่ยว Tomorrow Land ที่จัดขึ้นในประเทศไทย เป็นฝีมือพรรคเพื่อไทย อุตสาหกรรม Medical and Wellness ไทยเป็นฐานที่ดีของการแพทย์ การนำพืชมาเป็นสมุนไพร เปลี่ยนเป็นยา ขมิ้นเป็นตัวอย่าง และมีอีกเยอะที่เรามีศักยภาพ นำการวิจัยที่อยู่บนหิ้งมาอยู่บนห้างให้ได้

การลงทุนของภาครัฐต้องลงทุนให้ถูกเรื่อง คือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เอกชนลงทุนตาม สิ่งสำคัญคือถนน บนฟ้า เรือโลจิสติกส์ เพราะเราได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเส้นทางเหล่านี้สำคัญต่อการค้าขาย Geopolitics ขณะนี้ยุ่งเหยิงมาก เราต้องดูแลเพื่อการค้าขายกันเองในภูมิภาค

ปั้นทุนมนุษย์

ขณะที่การลงทุนเรื่องของมนุษย์ เราจะสอนให้คนไทยใช้ AI คุ้นเคยกับเทคโนโลยี “Data Center จะต้องมี AI อยู่ข้างบน เราต้องพัฒนาคนของเราให้ได้ประโยชน์จากตรงนี้ เช่น เที่ยวนี้เราพูดชัดเรื่องการพัฒนาคน การศึกษาต้องเชื่อมกับฝั่งความต้องการของตลาด”

“การลงทุนในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ในรอบปีที่ผ่านมามียอดการลงทุน 1.3 ล้านล้านบาท ซึ่งเอกชนลงทุนจริงด้วย เพราะขทำดาต้าเซนเตอร์ และเซมิคอนดักเตอร์ ที่สำคัญคือ PCB มีคนมาลงทุนในไทย 26 บริษัท และเป็นท็อบ 7 ของโลก ขณะที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ได้ใช้กรมอาชีวศึกษา ไปเรียนและฝึกงานกับอุตสาหกรรมนี้ พร้อมทำงานได้ทันที คนของแรงงานก็ได้แรงงาน”

“ทั้งหมดต้องพยายามทำให้จีดีพีโต 5% ภายในรอบ 4 ปี เพราะเราเคยทำ 3% มาแล้ว และผลักขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าให้ความไว้วางใจกับพรรคเพื่อไทย และเราทำงานได้เต็มที่มันก็ไปได้”

แจกมากกว่าคนละครึ่ง 70 : 30

ส่วนโครงการคนละครึ่งที่ปรับให้เป็นรัฐจ่าย 70 ประชาชนจ่าย 30 นั้น นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า เราต้องทำต่อตรงนั้นไป เป็นข้อพิสูจน์ว่าอะไรที่ดีเราทำต่อ สิ่งไหนที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็ต้องดูจังหวะว่าจะกระตุ้นช่วงไหน 50 : 50 ยังใช้กันไม่หมดเลย ไม่รู้จะใช้อะไร เพราะประชาชนต้องเติมเงิน เราก็ให้ประชาชนเติมน้อยหน่อย รัฐจ่ายเพิ่มขึ้น

การประกาศสงครามกับความยากจนรอบนี้จะเอาให้จบ ตัวเลขคนจนโดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าผู้มีรายได้เดือนละ 3,078 บาท/เดือน จำนวน 3.4 ล้านคน ถ้าได้เป็นรัฐบาลเราจะเติมเงินผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน เราจะเติมให้เต็ม

โดยมีข้อมูลจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งขณะนี้มีประมาณ 14 ล้านคน ดังนั้น เราสามารถตรวจสอบได้ว่าใครจนจริง โดยมาลงทะเบียนกับรัฐ เราก็สามารถตรวจสอบได้ว่าใครจนจริงและรายได้ต่ำกว่า 3,000 ต่อเดือน