Skip to content

3 พรรคใหญ่ชูนโยบาย “คนละครึ่ง” กระตุ้นกำลังซื้อ ขยายสิทธิใครได้มากสุด

22 ม.ค. 2569 | 20:58น.
3 พรรคใหญ่ชูนโยบาย “คนละครึ่ง” กระตุ้นกำลังซื้อ ขยายสิทธิใครได้มากสุด

3 พรรคใหญ่แข่งชูนโยบาย ‘คนละครึ่ง’ อัดงบกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ใครให้มากสุด-ใครได้สิทธิกว้างสุด

ท่ามกลางแรงกดดันค่าครองชีพที่พุ่งต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ประชาชนยังฟื้นตัวไม่ทันค่าใช้จ่าย และมีสัญญาณว่าการบริโภคภายในประเทศปี 2569 อาจชะลอลงจากปีก่อน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากจึงกลับมาเป็นหัวใจสำคัญของสนามเลือกตั้งอีกครั้ง

ล่าสุด 3 พรรคการเมืองใหญ่ ต่างงัดนโยบายในตระกูล “คนละครึ่ง” ออกมาเป็นหมัดเด็ดเรียกคะแนนเสียง แต่ละพรรคเสนอรูปแบบการอุดหนุน วงเงิน และกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่การเพิ่มสัดส่วนรัฐจ่าย ขยายวงเงินต่อหัว ไปจนถึงผูกนโยบายกับการใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อย

เพื่อไทยชู ‘คนละครึ่ง ยิ่งกว่าพลัส 70:30’

พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายคนละครึ่งในชื่อ “ยิ่งกว่าพลัส 70:30” โดยเพิ่มสัดส่วนการอุดหนุนจากภาครัฐเป็น 70% ขณะที่ประชาชนสมทบเพียง 30% และเตรียมดำเนินโครงการผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ เป็นหลัก พรรคเพื่อไทยมองว่า ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน รายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะฝืดเคือง การให้ประชาชนร่วมจ่ายในสัดส่วนเท่าเดิมแบบที่ผ่านมา อาจไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนการช่วยเหลือจากรัฐ เพื่อเร่งให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและกระจายไปถึงร้านค้ารายย่อยมากขึ้น

นโยบายดังกล่าวกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นบุคคลสัญชาติไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป ครอบคลุมทั้งผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มผู้ยื่นแบบภาษี และกลุ่มผู้ไม่ยื่นแบบภาษี ซึ่งสะท้อนความพยายามขยายฐานผู้ได้รับประโยชน์ให้กว้างที่สุด เพื่อสร้างแรงกระตุ้นเชิงเศรษฐกิจในวงกว้าง

ภูมิใจไทยเดินหน้าต่อ ‘คนละครึ่ง พลัส เฟส 2’

ด้านพรรคภูมิใจไทย ยังคงยืนยันสานต่อนโยบาย “คนละครึ่ง พลัส” ด้วยการเตรียมผลักดันเฟส 2 โดย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ได้กล่าวในเวทีแถลงนโยบายเมื่อปลายปี 2568 ว่า ตนยังติดหนี้ประชาชนคนละ 2,400 บาท และต้องการขอโอกาสใช้หนี้ดังกล่าวผ่านโครงการนี้ พร้อมย้ำว่าโครงการจะกลับมาในรูปแบบที่เข้มข้นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พรรคภูมิใจไทยให้เหตุผลว่า ความสำเร็จของเฟสแรกเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนว่า นโยบายคนละครึ่งสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้จริง และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการในชุมชน โดยการเพิ่มวงเงินต่อหัวในเฟสใหม่ ถูกมองว่าเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนที่เผชิญค่าครองชีพสูงอย่างต่อเนื่อง

พรรคประชาชนเสนอ ‘คนละครึ่ง+หวยใบเสร็จ’

ขณะที่พรรคประชาชน เลือกใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป ด้วยการเสนอ “คนละครึ่ง” ควบคู่กับนโยบาย “หวยใบเสร็จ” โดยเตรียมเติมเงินให้ประชาชนคนละ 1,000 บาท สำหรับกลุ่มเป้าหมายเบื้องต้น 12 ล้านคน และกำหนดให้การใช้จ่ายต้องเกิดขึ้นกับร้านค้า SME ผ่านแอปพลิเคชันที่ร่วมโครงการ

ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายนโยบาย ระบุว่า การบริโภคในปีหน้าอาจเติบโตไม่ถึง 2% ทำให้มาตรการกระตุ้นระยะสั้นอย่างคนละครึ่งยังมีความจำเป็น เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจฝั่งอุปสงค์ในช่วงเวลาที่เปราะบาง อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนมองว่า การพึ่งพามาตรการลักษณะนี้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงต้องผูกเข้ากับหวยใบเสร็จ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นกลไกระยะยาวในการดึง SME เข้าสู่ระบบภาษี และเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างเศรษฐกิจในอนาคต

ศิริกัญญากล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคประชาชนยังเตรียมมาตรการเสริมอื่นๆ เพื่อสนับสนุน SME ในระยะยาว ทั้งการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การเพิ่มเพดานรายได้ที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และการปรับเพิ่มสิทธิหักค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยยกระดับธุรกิจรายย่อยให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คนละครึ่ง นโยบาย