ประชาธิปัตย์ กางสูตร “3 ลด 2 เพิ่ม” แก้ค่าครองชีพ ดัน “ASEAN Grid-ตั๋วร่วม 30 บาท” รื้อโครงสร้างภาษีขยับเพดานรายได้ 4 หมื่นไม่ต้องเสียภาษี
ประชาชาติธุรกิจ จัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ : ECONOMIC LEADERSHIP “เลือกผู้นำ เลือกอนาคตเศรษฐกิจ” เพื่อร่วมกันค้นหาทางรอดของประเทศ จาก 4 ขุนพลเศรษฐกิจของพรรคการเมือง ประกอบด้วย นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.), นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.), นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึง ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ผ่านโจทย์ 5 สมรภูมิเศรษฐกิจ
สำหรับประเด็น ปากท้องค่าครองชีพ โดยมีโจทย์ : ภายใน 100 วันแรก ถ้าคุณเป็นรัฐบาล คุณจะลดค่าครองชีพให้กับประชาชนอย่างไร ผ่าน 3 มาตรการเร่งด่วน
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเสนอกรอบความคิดเชิงระบบ โดยมองปัญหาค่าครองชีพไม่ใช่เพียงมาตรการระยะสั้น หากแต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ควบคู่ทั้งด้านรายจ่าย รายได้ และวินัยทางการคลัง เพื่อไม่ให้ประเทศต้องแลกผลประโยชน์ในปัจจุบันด้วยภาระหนี้ในอนาคต
ดร.การดี ระบุว่า การแก้ปัญหาค่าครองชีพจำเป็นต้อง “คิดเป็นสมการ” เพื่อให้การแก้ไขเป็นระบบและเป็นองค์รวม โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.การลดค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายโดยตรง 2.การลดค่าใช้จ่ายแฝงในชีวิตประจำวัน และ 3.การเพิ่มรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจ
“ถ้าหากมองในประเด็นเรื่องของการลดค่าครองชีพ ขอให้มองเป็นสมการ เพื่อที่เราจะได้แก้ปัญหานี้เป็นระบบและเป็นองค์รวม 1.คือต้องลดค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายโดยตรง 2.ลดค่าใช้จ่ายแฝงของพวกเราทุกคน และ 3.เพิ่มรายได้ เพิ่มโอกาส”
1.ลดค่าครองชีพฐานราก เริ่มจากสิ่งที่ทุกคนใช้ร่วมกัน
ดร.การดี ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์มองปัญหาค่าครองชีพในมิติที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มประชาชน เนื่องจากภาระและปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่จะเริ่มต้นจากสิ่งที่ทุกคนต้องใช้ประโยชน์ร่วมกันก่อน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายหลักของทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือผู้ประกอบการ SME
หนึ่งในต้นทุนสำคัญคือ ต้นทุนพลังงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพและราคาสินค้า พรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวทางลดต้นทุนพลังงานด้วยการเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าพลังงานสะอาด และลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า พร้อมเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ระบบ ASEAN Grid เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานในระดับภูมิภาค
“เรื่องที่ 1 ลดค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงาน เราจะนำเข้าพลังงานสะอาดมากขึ้น และทดแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงกว่า และในขณะเดียวกันก็เพิ่มรายได้จากอาเซียนกริด ในการนำเข้าพลังงานสะอาดในระดับภูมิภาค ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์จากการใช้พลังงานในราคาที่ถูกลง”
2.ค่าเดินทาง ภาระที่ลดได้ยาก ต้องแก้ด้วยตั๋วร่วม
อีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่ประชาชนหลีกเลี่ยงได้ยาก คือ ค่าเดินทาง โดยเฉพาะการเดินทางไปทำงานในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่สะสมสูงในระยะยาว และเป็นพื้นที่ที่ประชาชนมีทางเลือกจำกัด ดร.การดี ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ ผ่านนโยบายตั๋วร่วมระบบขนส่งสาธารณะ
แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้า โดยกำหนดโครงสร้างราคาแบบเป็นธรรมตามระยะทาง คือ ระยะใกล้มีราคาต่ำ ระยะไกลมีเพดานราคาไม่เกิน 30 บาท ทำให้ค่ารถต่อเที่ยวอยู่ในช่วง 5-30 บาท ซึ่งสามารถดำเนินการได้จริง และไม่สร้างภาระภาษีในระยะยาว
“นโยบายในการสร้างตั๋วร่วม รถเมล์ รถไฟฟ้า และมีการทำอย่างเป็นระบบ เช่น อยู่ในระยะใกล้ ราคาก็จะถูก อยู่ในระยะไกล ไม่เกิน 30 บาทเท่านั้น เพราะฉะนั้นช่วงของระยะราคาตัวนี้จะอยู่ที่แค่ 5 บาทถึง 30 บาทเท่านั้น ซึ่งสามารถทำได้จริง และไม่ส่งผลต่อภาระภาษีต่อพวกเราในระยะยาว”
3.ลดต้นทุนโลจิสติกส์ ปรับโครงสร้างระยะยาว
ในระดับโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค ดร.การดี ชี้ว่าต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศยังอยู่ในระดับสูง และเป็นต้นทุนแฝงที่สะท้อนกลับมาในราคาสินค้าและบริการ พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งในระยะยาว โดยเฉพาะโครงการรถไฟรางคู่ และการเชื่อมต่อระบบคมนาคมทางบกอย่างเป็นระบบ แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ทั้งภายในประเทศและการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มลดลง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย
โฟกัส “เดอะแบก” การศึกษา-ผู้สูงอายุ ภาระครัวเรือนต้องเบาลง
เมื่อขยับจากภาพใหญ่ลงสู่ระดับครัวเรือน ดร.การดี ระบุว่า กลุ่มที่แบกรับภาระค่าครองชีพสูงที่สุดในปัจจุบัน คือกลุ่มที่ต้องดูแลทั้งลูกและพ่อแม่ หรือที่เรียกกันว่า “เดอะแบก” โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในฐานะที่เป็นทั้งคุณแม่และคุณครู ดร.การดี กล่าวว่า นโยบายเรียนฟรีต้องฟรีจริง เป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เริ่มต้นมาแล้วกว่า 10 ปี แต่ในปัจจุบันความต้องการของทั้งโรงเรียนและผู้เรียนเพิ่มสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องขยายขอบเขตค่าใช้จ่ายที่รัฐสนับสนุน เพื่อให้การศึกษาเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่เข้าถึงคุณภาพได้จริง
“นโยบายเรียนฟรีต้องฟรีจริง คือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เริ่มไว้แล้วเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว วันนี้เราเข้าใจในภาคความต้องการของโรงเรียน ความต้องการของลูกนั้นมีมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราจะขยายขอบเขตเรื่องของค่าเก็บค่าใช้จ่ายทางการศึกษาให้มากขึ้น”
บ้านผู้สูงอายุ ลดภาระลูก เพิ่มคุณภาพชีวิตระยะยาว
อีกหนึ่งภาระสำคัญของครัวเรือน คือการดูแลผู้สูงอายุ พรรคประชาธิปัตย์เสนอการสนับสนุนงบประมาณ 50,000 บาทต่อครัวเรือน สำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุอายุเกิน 70 ปี เพื่อใช้ปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิต ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ และเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาว
“การสนับสนุนค่า 50,000 บาทของบ้านที่มีผู้สูงอายุเกิน 70 ปี จะทำให้ลูก ๆ สามารถไปปรับปรุงบ้านได้ ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความสบายใจ เพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาว”
เพิ่มรายได้ สร้างเศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่ประชานิยม
ดร.การดี เน้นย้ำว่า แม้การลดค่าใช้จ่ายจะช่วยบรรเทาภาระได้ส่วนหนึ่ง แต่ในระยะยาว การเพิ่มรายได้ คือหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาค่าครองชีพ พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอการสร้างงานใหม่และเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ควบคู่กับการสนับสนุนคุณภาพชีวิตในช่วงเปลี่ยนผ่านของครัวเรือน
หนึ่งในนโยบายสำคัญคือการสนับสนุนคุณแม่ที่มีบุตร 100,000 บาทในปีแรก เพื่อช่วยลดภาระการตัดสินใจระหว่างการทำงานและการดูแลลูก โดยย้ำว่าไม่ใช่เงินแจกแบบประชานิยม แต่เป็นการลงทุนด้านคุณภาพชีวิตและทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว
“คุณแม่เมื่อมีลูกได้รับ 100,000 บาท ในปีแรก เพราะคุณแม่บางท่านจะต้องมาคิดว่าเมื่อเรามีลูกแล้ว เราจะต้องออกจากงานมาดูแลลูกหรือเปล่า เราจะต้องเสียรายได้หรือเปล่า การสนับสนุนนี้ไม่ใช่เงินให้เปล่าเพื่อเป็นประชานิยม แต่เป็นการสนับสนุนให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี เมื่อลูกเติบโตที่ดี ก็จะสามารถขยับขยายเติบโตไปในเรื่องของการเรียนรู้ที่ดีได้”
ปรับโครงสร้างภาษี ลดภาระคนทำงาน
สำหรับกลุ่มคนทำงานประจำ ดร.การดีระบุว่า ประเทศไทยไม่ได้ปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาเป็นเวลานาน โดยปัจจุบันรายได้ 26,000 บาทแรกได้รับการยกเว้นภาษี พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ปรับเพิ่มเป็น 40,000 บาทแรกไม่ต้องเสียภาษี เพื่อเพิ่มรายได้สุทธิให้กับประชาชน และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจ
“เราจะมีการขยับขึ้นเป็น 40,000 บาทแรกไม่เสียภาษี เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะสามารถเอามาใช้ประโยชน์กับชีวิตประจำวันได้มากขึ้น”
วางโครงสร้างระยะยาว หายจนอย่างยั่งยืน
ดร.การดีสรุปว่า นโยบายด้านค่าครองชีพของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่เป็นการวางโครงสร้างเศรษฐกิจ วินัยการคลัง และวินัยการเงินในระยะยาว เพื่อให้ประเทศสามารถเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องก่อหนี้ในอนาคตเพื่อแลกกับประโยชน์เฉพาะหน้า
“พรรคประชาธิปัตย์เน้นย้ำในเรื่องของการลดค่าครองชีพ แต่ไม่ได้เป็นการลดเพื่อระยะสั้นเท่านั้น แต่เป็นการวางโครงสร้าง วางวินัยทางด้านการคลัง วางวินัยทางด้านการเงิน และวางโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อที่เราจะได้หายจนอย่างยั่งยืน และไม่ต้องมาเจ็บกับการที่เราจะต้องกู้เงินในอนาคตของลูกหลานมาเพื่อแลกกับประโยชน์ของปัจจุบันมากนัก” ดร.การดีกล่าว