พรรคภูมิใจไทย ปลุกเศรษฐกิจ 100 วันแรก ชู “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” กระตุ้นระยะสั้น ควบคู่การวางโครงสร้างเศรษฐกิจระยะกลาง-ยาว สร้างสมดุลการคลังใน 4 ปี
ประชาชาติธุรกิจ จัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ : ECONOMIC LEADERSHIP “เลือกผู้นำ เลือกอนาคตเศรษฐกิจ” เพื่อร่วมกันค้นหาทางรอดของประเทศ จาก 4 ขุนพลเศรษฐกิจของพรรคการเมือง ประกอบด้วย นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.), นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.), นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึง ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ผ่านโจทย์ 5 สมรภูมิเศรษฐกิจ
สำหรับประเด็น ปากท้องค่าครองชีพ โดยมีโจทย์ : ภายใน 100 วันแรก ถ้าคุณเป็นรัฐบาล คุณจะลดค่าครองชีพให้กับประชาชนอย่างไร ผ่าน 3 มาตรการเร่งด่วน
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน 100 วันแรก เป็นการแก้ปัญหาในระยะสั้นเท่านั้น อาจทำอะไรได้ไม่มาก ขณะเดียวกัน เรากำลังเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะด้านภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับนโยบายเศรษฐกิจใน 100 วันแรก พรรคภูมิใจไทยจะกระตุ้นระยะสั้นผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ซึ่งเป็นนโยบายที่ โดยในเฟสแรกที่ผ่านมา พบว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง และช่วย Upskill ให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ
นอกจากนี้ยังมีนโยบายเศรษฐกิจอื่น ๆ ทั้งโครงการ Thailand FastPass ซึ่งเป็นการปลดล็อกการลงทุนขนาดใหญ่ โดยปี 2568 ที่ผ่านมา มีการเร่งรัดการลงทุน 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4.8 แสนล้านบาท จนถึงเรื่องการค้าในต่างประเทศ การแก้ไขระเบียบและข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคในการลงทุน
นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นแล้ว นายสิริพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่เคยรองรับและมองไปข้างหน้า พรรคูมิใจไทย จะมุ่งเน้นการวางโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งในระยะกลางและระยะยาว เพื่อลดการขาดดุลในการจัดทำงบประมาณ และทำให้เกิดความสมดุลทางการคลัง ภายใน 4 ปี
ต่อมานายเผ่าภูมิตั้งข้อซักถามเพิ่มเติมใน 2 ประเด็น เกี่ยวกับการปรับลดการขาดดุลงบประมาณ เพื่อให้เกิดความสมดุลทางการคลังใน 4 ปี และประเด็นผลทางเศรษฐกิจจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่กระทรวงการคลัง ระบุว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.2%
นายสิริพงศ์อธิบายเพิ่มเติม ถึงการปรับการขาดดุลทางการคลัง ว่าจะมีการปรับงบประมาณในการชำระคืน จากแต่ละปีราว 150,000 แสนล้านบาท ลดลงมาเหลือ 50,000 ล้านบาท และนำเงินส่วนที่เหลือ 100,000 ล้านบาท มาใช้ในการลงทุน รวมถึงการใช้รูปแบบการลงทุนอื่น ๆ ควบคู่กัน ทั้งกองทุน Thailand Future Fund และการลงทุนร่วมลงทุนภาครัฐ-เอกชน หรือ PPP
ส่วนประเด็นเกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” นายสิริพงศ์กล่าวว่า โครงการดังกล่าวกระตุ้นได้ 0.2% ก็จริง แต่ในภาพรวมไตรมาสสุดท้าย เศรษฐกิจเติบโต 1.5% เพราะมีหลากหลายโครงการในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น เราเที่ยวด้วยกัน การเร่งรัดเบิกจ่ายงบฝึกอบรม (Front Load) แต่ยังมองว่าการกระตุ้นกำลังซื้อ ยังเป็นสิ่งที่สำคัญ จึงต้องมี “คนละครึ่งพลัส” ไม่ใช่ “มากกว่าครึ่ง”
นายสิริพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้สัดส่วนร่วมจ่าย 70:30 แม้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้จริง แต่คนละครึ่ง (50:50) ในความเป็นจริง ถูกออกแบบมาเพื่อให้ซื้อของที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน และคนที่ใช้ไม่หมด เหลือน้อย