วีระยุทธ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน สร้างการเมืองที่ “แฟร์เกม” ใน 100 วัน อุดรูรั่วเศรษฐกิจ ชูยุทธศาสตร์โปรไทย ที่ทั่วโลกต้องง้อไทย
ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมเสวนาพิเศษในหัวข้อ “การเมืองไทยกับความหวังประเทศ” ในงานสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย จัดโดยเครือมติชน ตอนหนึ่งว่าถึงอนาคตที่ควรจะเป็นของการเมือง ควรจะเป็นอย่างไรว่า ความฝันและความหวังของคนในปัจจุบันมีความหลากหลายมาก แต่ละคน แต่ละเจเนอเรชั่นประสบการณ์ชีวิตไม่เหมือนกัน ทำให้ความคาดหวังของคนไทยมีความหลากหลาย
เช่น คนวัย 30 ปีเกิดมาก็เจอวิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อเศรษฐกิจฟื้นหลังวิกฤตต้มยำกุ้งก็เจอรัฐประหารในปี 2549 เหมือนจะดีแต่ก็มาเจอรัฐประหารในปี 2557 ซึ่งอยู่ยาว จนมาเจอวิกฤตโควิด เขาจึงรู้สึกไม่ได้ว่าประเทศไทยที่เคยรุ่งเรืองนั้นเป็นประมาณไหน ในขณะที่คนอายุ 40+ อย่างน้อยคือเคยผ่านช่วงเวลา 2530 ช่วงรุ่งโรจน์ ต่อให้จะฟองสบู่แตกแต่เราก็เคยรู้สึกว่าการที่เศรษฐกิจโตปีละ 6-7% ต่อเนื่องมันก็เป็นอีกแบบ
ยุคนั้นคนมีความหวังและอยากลงทุน อย่างน้อยเขาก็กล้าเสี่ยง เช่น ครูมัธยมที่โรงเรียนของตนได้ลาออกจากราชการเพื่อไปทำธุรกิจ แต่คนที่อายุมากกว่า 40 ก็อาจจะผ่านช่วงเวลาหลายช่วงมามากกว่านี้ เขาอาจจะให้ความสำคัญกับความยากลำบาก เก็บหอมรอมริบ
ดังนั้น แม้ว่าความทุกข์ของคนไทยจะคล้ายกัน แต่ความฝันนั้นหลากหลาย ฉะนั้นวิธีการที่รัฐจะไปช่วยคนต้องเปลี่ยน ที่ผ่านมาเวลารัฐไทยจะใช้งบประมาณ หรือเวลาที่จะช่วยใครมักจะคิดแทน เช่น อยากมีสกิลหรือ เดี๋ยวเราเอาคนมาอบรม ถือเป็นการรีสกิลแล้ว ซึ่งอย่างหนึ่งที่เราอยากทำคือเราต้องเปลี่ยนความสัมพันธ์ของรัฐกับประชาชนว่า หากคุณอยากมีสกิล รัฐอย่าทำเอง ให้เขาเลือกเอง รัฐถอยออกมา รัฐจ่ายคูปองไปให้ประชาชนมีสิทธิเลือกเองว่าปีนี้อยากมีสกิลอะไร เพราะเมื่อเปลี่ยนปีเขาอาจมีความฝันที่เปลี่ยนไปก็ได้
และตนไม่อยากให้คำว่ารีสกิลเป็นเพียงศัพท์เทคนิคหรือเป็นคำไกลตัว แต่อยากให้เป็นมหกรรมแห่งชาติที่คนไทยอยากเก่งขึ้น นี่เป็นความฝันและตนมองว่าจะทำให้การเมืองแห่งความหวังจริง ๆ ความทุกข์ของคนไทยอาจคล้ายกันเพราะมีการทับถมและไม่ได้รับการแก้ไข แต่ความฝันของคน มีความหลากหลายมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นปัจเจกขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น โมเดลที่รัฐที่จะเข้ามาช่วย ก็ควรที่เปลี่ยนไปเพื่อหล่อเลี้ยงให้ความหวังของแต่ละคนเติบโตไปได้
ส่วนสิ่งที่ต้องเร่งด่วนที่สุด ที่มองว่าต้องจัดการในอนาคตคืออะไรนั้น นายวีระยุทธ กล่าวว่า มองว่าการที่ต้องตีความโจทย์ด้านเศรษฐกิจให้ออกนั้นยังมีความสำคัญอยู่ และต้องลงมือทำ ซึ่งต้องมองว่าอะไรเป็นปัญหาที่มีความเร่งด่วน สำหรับเรา เรามองว่าเศรษฐกิจไทยมีรูรั่วเยอะ เป็นเสมือนถังน้ำที่มีรูรั่ว หากคุณเอาน้ำใส่ไปเรื่อย ๆ โดยไม่อุดรูรั่ว มันก็จะแก้ไม่ได้
และตนคิดว่าที่ผ่านมา 3-4 ปี เราพยายามใส่น้ำโดยไม่พยายามอุดรูรั่ว รูรั่วหมายความว่าเงินที่เราใช้อยู่ในเศรษฐกิจไทย มันไหลออกไปทุกวัน อีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มปีที่ผ่านมาคาดว่าน่าจะถึง 1 ล้านล้านบาท การขาดดุลการค้าที่การบริโภคเหมือนจะกลับมาแต่การผลิตกลับถดถอยลงเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งคือสินค้าที่เข้ามาทดแทน โดยเฉพาะจากประเทศจีน ที่ผ่านมาเราขาดดุลกับจีนเพียงแค่ 1 ล้านล้านบาท แต่ผ่านมา 5 ปี เราขาดดุลกับจีนเพิ่มเป็น 2 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าสัดส่วนมโหฬาร แต่ไม่ได้หมายความว่ามีปัญหาทุกส่วน แต่มีปัญหาเฉพาะส่วนคือส่วนที่เข้ามาโดยขาดมาตรฐาน มอก. ขาดมาตรฐาน อย. ต่าง ๆ แต่ผู้ผลิตไทยต้องทำ เพราะมีต้นทุน
ดังนั้น เมื่อมีความไม่เป็นธรรมตรงนี้เกิดขึ้นและมีรูรั่ว เราจึงมองว่าหาก 100 วันแรกเราไม่เริ่มจากการอุดรูรั่ว แต่เริ่มจากการใส่น้ำเข้าไป ก็จะไหลออกเช่นกัน นี่ถือเป็นบทเรียนหนึ่งจากการแจกเงิน 10,000 ซึ่งตัวเลขออกมาชัดแล้วว่าเมื่อแจกไปแล้วไม่ได้เกิดผล ปัจจัยหนึ่งคือเพราะเศรษฐกิจไทยไม่เหมือนกับ 20 ปีก่อนที่คุณใส่กองทุนหมู่บ้านเข้าไปแล้วเงินจะหมุน เนื่องจากไม่มีรูรั่ว
ฉะนั้น โจทย์แรกเลยหากจะถามความเร่งด่วนภายใน 100 วันนั้น เรามองว่าเราต้องอุดรูรั่วด้วยความแฟร์เกม เพิ่มการตรวจจับมาตรฐานต่าง ๆ ที่ศุลกากรเป็นอย่างไร ซึ่งจะโยงกับนอมินีด้วย นี่เป็นเหตุผลที่เราเสนอให้มีเดตาบูโรที่เช็กการไหลของเส้นเงินให้ได้ สรุปคือขออุดรูรั่วทางเศรษฐกิจ แล้วเงินจะหมุนมากขึ้น
ขณะที่คำถามของนายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา หรือท็อป ซีอีโอ Bitkub Capital Group Holdings ที่ถามว่า ในการประชุม The World Economics Forum มีการพูดถึงประเทศมหาอำนาจ ประเทศระดับรอง และผู้เล่นในภูมิภาค ขอ 3 อย่างที่ประเทศไทยต้องทำเพื่อให้อยู่รอดในอนาคต นายวีระยุทธ กล่าวว่า หลักการแรกที่ต้องยึดถือคือ
1.ยุทธศาสตร์ทางการต่างประเทศ ต้องมุ่งไปสู่โปรไทยแลนด์ หมายความว่าคุณไม่ต้องเลือกว่าจะโปรจีน โปรยุโรป หรือโปรอะไร และในความหมายรองลงมาคือ แทนที่จะมองว่าจีนหรืออเมริกาเป็นยักษ์ใหญ่ตัวหนึ่งที่เราต้องเลิฟ (Love) รัก หรือ เกลียด (Hate) แต่คุณต้องดูจุดย่อย ๆ ของเขาว่าเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเรื่องอะไร
ซึ่งหากเราสามารถโปรไทยแลนด์ได้แล้วก็จะสามารถต่อรองกับประเทศอื่น ๆ ในเชิงประเด็นได้ เช่น หากเราไม่คุยกับจีนหรือกับเมียนมา เราก็จะไม่สามารถจัดการมลพิษน้ำกกได้ ขณะเดียวกันเราก็สามารถร่วมมือกับจีนในเรื่องอื่นได้ โดยในแต่ละประเทศเราสามารถมีจุดที่ร่วมกับเขาได้ แต่หากจุดไหนที่กระทบกับผลประโยชน์ของประเทศไทย เราก็ต้องกล้ายืนหลังตรงเข้าไปคุยกับเขา
เช่น หากสหรัฐอเมริกาจะทำอะไรสักอย่าง ถามว่า เราประเทศไทยจะทำอย่างไรถือว่าถามผิด แต่ควรถามว่าเราต้องหันไปหาเพื่อนบ้านหรือพันธมิตรของเราแล้วทำอะไรร่วมกัน หากจะเดินดุ่ม ๆ เข้าไป ก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น ต้องหามิดเดิลพาวเวอร์ เช่น สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ว่าจะทำอย่างไร
2.ยุทธศาสตร์สำคัญสุดท้ายอยู่ที่เศรษฐกิจเช่นกัน ว่าเขาต้องง้อหรือไม่ เราเสนอว่าประเทศไทยต้องมีชิ้นส่วนสำคัญที่ทั่วโลกขาดไม่ได้ ไม่สามารถที่จะมีเพียงแค่คนที่จะไปต่อรองกับเขา สุดท้ายก็อาจจะต่อรองไม่ได้ แต่เราต้องมีอุปกรณ์ที่ทั่วโลกจะขาดไม่ได้
เราต้องเลือกส่วนที่ เราเก่งในซัพพลายเชน แล้วทั่วโลกจะต้องง้อเรา ให้เราเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ในซัพพลายเชนให้ได้ โดยมี 3 ส่วนในเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) คือ 1.เซ็นเซอร์ 2.เพาเวอร์บอร์ด และ 3.โฟโตนิกส์ ดังนั้น 3 ส่วนนี้ความเป็นชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ไทยมุ่ง และทำให้เราเก่งจนโลกขาดเราไม่ได้ รวมถึงใช้ 3 สิ่งนี้ในการต่อรองบนเวทีโลกในอนาคต และ 3.หาจุดร่วมกับประเทศต่าง ๆ ให้ลงตัว หรือ look not a go South คือเรายังใช้ประโยชน์จากพันธมิตรเอเชียตะวันออกไม่ค่อยเพียงพอ แต่เราควรจะมีส่วนร่วมกับพันธมิตรเอเชียตะวันออก จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวันในเชิงเทคโนโลยีให้มากขึ้น หาจุดที่จะลงทุนเทคโนโลยีร่วมกัน
ส่วนคำถามจากคณะสภานักเรียนระดับประเทศประจำปี 2569 ที่ถามว่า จะสร้างบรรทัดฐานทางความคิดให้พวกเราได้เห็นได้อย่างไร ว่าความซื่อสัตย์ยังใช้ได้จริงในสังคมไทย นายวีระยุทธ กล่าวว่า รากฐานในเชิงกฎระเบียบก็ยิ่งเห็นความสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขออย่าลืมไปโหวตเห็นชอบ ซึ่งเราเห็นมาหลายเรื่องแล้วตั้งแต่ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือการตรวจสอบองค์กรอิสระต่าง ๆ
หากตรงนี้ไม่ได้ถูกแก้ในเชิงกฎระเบียบก็ยากที่กลไกต่าง ๆ จะเปลี่ยน แต่เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีรายละเอียดอยู่ ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีหลายพรรคที่บอกว่าจะจับคนทุจริต คนโกง แต่อยากถามว่า เราจะจับเขาได้หรือไม่ บางครั้งเราไปเน้นแต่เรื่องลงโทษ แต่วิธีการที่จะจับคือจะทำอย่างไร จะทำอย่างไรให้ข้อมูลเปิดเผยได้ ในการก่อสร้างต้องมีการเปิดเผยซัพพลายเชนทั้งกระบวนการ
“หากจะพูดเพียงแค่ว่าจะต้องมีการปราบโกง ปราบทุจริต ไม่มีผลแน่นอน คุณต้องลงไปที่ลงรายละเอียดปีศาจ เพราะเขาไปแก้ไขสัญญาทีหลัง คุณต้องเปิดกระบวนการซัพพลายเชน หากมีการแก้ไขสัญญาเมื่อไหร่ต้องตรวจสอบได้” นายวีระยุทธ กล่าว