ดร.การดี แคนดิเดตนายกฯ ปชป. ชู 4 ความฝัน เปลี่ยนการเมืองไทย ข้อต่อซัพพลายเชนอาเซียน ทั้งด้านพลังงานสะอาด – แก้ปัญหาสภาพอากาศ – สร้างทุนมนุษย์ แหวกวงล้อมมหาอำนาจโลก
ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในงานสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย จัดโดยเครือมติชน ในหัวข้อ การเมืองไทยกับความหวังประเทศ ว่า ตนมองการเมืองในยุคนี้ว่า เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องอาสามาทำงานการเมือง เราอยู่บนความอึดอัดว่าประเทศควรน่าจะไปดีกว่านี้ หากเราสามารถเปลี่ยนปัจจุบันได้ สร้างโครงสร้างที่ดี สร้างรากฐานที่แข็งแรง ประเทศไทยก็สามารถกลับมาเป็นผู้นำในภูมิภาคได้
ส่วนอนาคตทางการเมืองที่ส่วนตัวมองว่าควรจะเป็นคือ รัฐต้องเป็นผู้ชี้ทางบอกว่าอนาคตมีโอกาสอย่างไรบ้าง และเปิดทางให้ประชาชนหรือเอกชนใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ โดยเฉพาะการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ รัฐต้องไม่ขวางทางด้วยกฎระเบียบที่ล้าหลังและทับซ้อน จนเกิดความยุ่งยากในการทำธุรกิจหรือธุรกรรม ซึ่งจะก่อให้เกิดการคอร์รัปชั่น ส่วนความฝันของตนนั้น ตนมี 4 ความฝันที่เราต้องร่วมกันเปลี่ยนแปลง คือ 1. การเมืองสุจริต 2. เศรษฐกิจต้องดี 3. ความยุติธรรม 4. ต้องนำประเทศไทยกลับไปเป็นผู้นำในเวทีโลก
ดร.การดี กล่าวว่า ส่วนปัญหาเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไขใน 4 ปี มองว่าต้องมีแนวทางปฏิรูปไปพร้อมกัน โดยมีรัฐเป็นผู้ผลักดัน ต้องจัดการสินทรัพย์ของรัฐให้มีประสิทธิภาพ และต้องผลักดันภาคการเกษตรไปสู่การทำอาหารคุณภาพสูงเพื่อป้อนสู่ตลาดโลก ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิดและกระบวนการให้มีความแม่นยำ เกษตรกรเหนื่อยน้อยลงแต่ได้มูลค่าสูงขึ้น ทำอาหารที่ได้ทั้งฟังก์ชั่นและความปลอดภัย
นอกจากนี้ ต้องส่งเสริมให้มีการเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสีเขียว ส่วนเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล ต้องมีการเตรียมพร้อมคนด้วยการเสริมสร้างการเรียนรู้และทักษะ และที่สำคัญ เราต้องเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ด้วยการเน้นใช้การทูตเชิงรุก การเจรจาการค้าเสรี เพราะคนที่รู้จักวิธีการเจรจาในเวทีต่างประเทศ ไปแล้วไม่อายใคร เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราแก้จุดดับที่ผ่านมาได้
ต่อมา ดร.การดี ได้ตอบคำถามของนายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา CEO บิทคับ ที่ขอ 3 เรื่องที่เป็นจุดเปลี่ยนที่ไทยต้องทำให้อยู่รอดในอนาคต ว่า เราอยู่ในโลกนี้เล่นคนเดียวไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่ไทยต้องยึดกลับมาคือความเป็นกลางทางภูมิภาค (ASEAN neutrality) เพราะการที่ประเทศไทยถูกบีบให้เลือกข้าง จึงคิดว่าไทยสามารถเล่นฉลาดได้มากกว่านั้น โดยใช้พลังที่เป็นหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนเป็นแรงต่อรองและเพื่อสร้างซัพพลายเชนร่วมกัน เพราะที่ผ่านมาในอดีตไทยประสบความสำเร็จในการเป็นตัวกลางที่ทรงพลังมากที่สุดในโลก ทั้ง อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว
การที่เป็นส่วนหนึ่งในซัพพลายเชนและเชื่อมต่อในภูมิภาค จึงเป็นหมุดหมายหนึ่งที่จะต้องเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการวางโครงสร้าง และทำให้ตรงนี้เป็นจุดศูนย์กลางให้ได้อย่างแท้จริง
ดร.การดี กล่าวว่า ในการประชุม The World Economic Forum มีการพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจเฉพาะหน้า รวมถึงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทุก ๆ ครั้งจะมองสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องความเสี่ยงอนาคตข้างหน้า 10 ปี แต่วันนี้ไม่ใช่เพราะเป็นความเสี่ยงทุกปี สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดยืนของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาให้กับตัวเอง และแก้ไขปัญหาให้กับโลกด้วย
ดังนั้น ควรจะสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เป็นพื้นที่ปลอดภัยในภาวะที่สภาพภูมิอากาศมีความเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าไม่สามารถจัดการปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศได้ อุตสาหกรรมทั้งหมดจะตกอยู่ในความเสี่ยง เช่น การเกษตร หากไม่สามารถจัดการได้ อุตสาหกรรมนี้จะมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถได้ผลผลิตที่ถูกต้อง ดังนั้น การสร้างความมั่นคงทางสภาพภูมิอากาศ รวมถึงเป็นจุดศูนย์กลางพลังงานทางเลือกที่ดี
นอกจากนี้ เราต้องไม่ละเลยทุนมนุษย์ ที่มีการสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่ถูกต้องในโลกอนาคต เพราะถ้าเราตั้งเป้าให้เกิดความเป็นกลางทางภูมิภาค เป็นตัวกลางของภูมิภาค เราต้องการสร้างทุนมนุษย์ที่มีความต่อเนื่อง และเชื่อมต่อไม่ใช่ระบบปิดอย่างเดียว เพราะงานวันนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น เมื่อไปคุยกับกลุ่มสตาร์ตอัพ เขาก็อยากได้คนเก่ง ๆ มาสร้างธุรกิจ แต่ก็ติดปัญหาว่ามาแย่งงานคนในประเทศหรือเปล่า ดังนั้น เราต้องสร้างทุนมนุษย์ที่เปิดกว้างในการรับทักษะ (Skill) ใหม่ และพัฒนาทุนมนุษย์ให้ตอบโจทย์กับการที่โลกเปิดมากขึ้นโดยเฉพาะในภูมิภาค
ส่วนคำถามคลิปวิดีโอจากคณะสภานักเรียนระดับประเทศ ประจำปี 2569 ถามถึงการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ว่าในยุคที่เราถูกสอนมาว่าโตไปไม่โกง แต่ยังมีผู้มีอำนาจหลายคนรอดจากความผิด จะสร้างบรรทัดฐานให้เห็นว่าความซื่อสัตย์ยังใช้ได้จริงในสังคมไทยอย่างไร ดร.การดี ตอบว่า วันนี้ผู้บริหารประเทศควรอายกันได้แล้ว
ใครที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต ก็ไม่ควรจะอยู่ในอำนาจรัฐตั้งแต่ต้น เพราะถือเป็นการขัดขวางการตรวจสอบที่พึงมี หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบก็ควรทำหน้าที่อย่างแท้จริง แต่วันนี้เราไม่เชื่อใจหน่วยงานเหล่านั้น และจะเป็นเรื่องที่ไร้สาระมาก หากเราต้องตั้งหน่วยงานขึ้นมาตรวจสอบอีกหน่วยงานหนึ่ง ขอร้องว่าอย่าทำ เพราะเป็นเงินภาษีของประชาชนทั้งนั้น ดังนั้น ควรมีการเปิดข้อมูลให้มีความโปร่งใส
“หัวใจของการปราบคอร์รัปชั่นไม่ใช่บทลงโทษ แต่ต้องสร้างความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเจ้าของประเทศร่วมการตรวจสอบ คนที่ทุจริต ไม่ซื่อตรง และไม่ซื่อสัตย์ ก็ไม่ควรอยู่ในอำนาจรัฐ ถ้าจะล้างประเทศ เราต้องล้างด้วยน้ำสะอาด” ดร.การดี กล่าวทิ้งท้าย