‘อนุฯ แลนด์บริดจ์’ นัดถกประเมินความคุ้มค่า ดู 3 ประเด็นหลัก-กฎหมายรองรับ
'อนุฯ แลนด์บริดจ์' นัดถกประเมินความคุ้มค่า 3 ก.ค. ดูความจำเป็นกฎหมายรองรับ
เลขาธิการสภาพัฒน์เผยประชุมคณะอนุฯ ประเมินความคุ้มค่าแลนด์บริดจ์ ศุกร์นี้ เน้นดู 3 ประเด็นหลัก ย้ำรัฐบาลยังไม่ยึดร่างกฎหมายเดิม เปิดรับฟังความเห็น ปชช. ศึกษารอบด้านก่อนตัดสินใจเดินหน้า
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการประชุมคณะกรรมการโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งจะมีการประชุมติดตามความคืบหน้าในวันที่ 3 ก.ค. นี้ว่า หลังการประชุมคณะกรรมการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการนัดประชุมคณะอนุกรรมการประเมินความคุ้มค่าอีกครั้ง เพื่อพิจารณาความคุ้มค่าของโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยต่อยอดจากการประชุมครั้งก่อนที่ได้รายงานต่อคณะกรรมการชุดใหญ่
ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนสมมติฐานของโครงการ เนื่องจากมีหลายประเด็นที่คณะอนุกรรมการขอให้ผู้ศึกษาปรับปรุงข้อมูลและสมมติฐานให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ในการประชุมคณะอนุกรรมการจะพิจารณาข้อมูลที่ผู้ศึกษาได้ปรับปรุงเพิ่มเติม รวมถึงประเมินความเป็นไปได้ในการให้บริการขนส่งระหว่างสองฝั่งของโครงการ ว่าสมมติฐานที่กำหนดไว้สามารถดำเนินการได้จริงเพียงใดในทางปฏิบัติ โดยคณะอนุกรรมการมีผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารจากสายการเดินเรือรายใหญ่เข้าร่วมให้ข้อมูลและร่วมพิจารณา เพื่อให้การประเมินมีความรอบด้าน
นายดนุชากล่าวว่า ประเด็นที่คณะอนุกรรมการให้ความสำคัญในการประเมินความคุ้มค่ามี 3 เรื่องหลัก ได้แก่ ประเด็นแรก คือ ด้านพาณิชย์ (Commercial) โดยจะพิจารณาว่าสมมติฐานด้านปริมาณสินค้าและความต้องการใช้บริการมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากถือเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จของโครงการ
ประเด็นที่สอง คือ ความเป็นไปได้ในการดึงสายการเดินเรือเข้ามาใช้บริการท่าเรือของโครงการ รวมถึงการรองรับสินค้ารูปแบบทรานชิปเมนต์ เนื่องจากปัจจุบันในภูมิภาคมีท่าเรือขนาดใหญ่ที่เปิดให้บริการและมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว จึงต้องประเมินว่าหากดำเนินโครงการจะสามารถดึงปริมาณสินค้าทรานชิปเมนต์มาใช้บริการได้มากน้อยเพียงใด
ส่วนประเด็นที่สาม คือ ด้านการดำเนินงาน (Operation) โดยจะประเมินการขนส่งสินค้าจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ทั้งในด้านต้นทุน ระยะเวลา และการบริหารจัดการ ว่าสมมติฐานที่กำหนดไว้สามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่
สำหรับประเด็นที่สังคมจับตาเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างโครงการแลนด์บริดจ์กับร่างพระราชบัญญัติ EEC นายดนุชากล่าวว่า คณะอนุกรรมการจะพิจารณาประเด็นด้านกฎหมายควบคู่กันไป เพื่อประเมินว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดที่จะต้องมีกฎหมายฉบับดังกล่าว หรือสามารถใช้แนวทางอื่นได้ เช่น การพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ควบคู่กับการกำหนดแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่ และจะนำร่างกฎหมายดังกล่าวมาประเมินประกอบการพิจารณาด้วย
เมื่อถามว่า หมายความว่ารัฐบาลไม่ได้จะเดินหน้าโดยยึดร่างกฎหมายเดิมใช่หรือไม่ นายดนุชากล่าวว่า เมื่อวานนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้หารือกับประชาชนที่มาชุมนุม และเห็นพ้องว่าจะมีการพูดคุยในรายละเอียดถึงรูปแบบการพัฒนา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะสะท้อนว่ารัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ดังนั้น การทำงานของคณะอนุกรรมการจึงไม่ได้พิจารณาเฉพาะตัวโครงการแลนด์บริดจ์เท่านั้น แต่จะพิจารณาความคุ้มค่าและความเหมาะสมของร่างกฎหมายที่มีอยู่ด้วย
ส่วนกรณีที่มีคำถามว่าร่างกฎหมายของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อาจจะไม่ถูกนำมาใช้แล้วใช่หรือไม่ นายดนุชากล่าวว่า หากเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้การทำงานง่ายขึ้น เพราะคณะอนุกรรมการไม่ได้มีแนวคิดว่าจะต้องจัดทำกฎหมายเฉพาะขึ้นมาใหม่ หากกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถปรับใช้ได้ก็ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่ แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องหารือกับประชาชนในพื้นที่ก่อนว่าจะพัฒนาอุตสาหกรรมในรูปแบบใด จึงจะเป็นที่ยอมรับของคนในพื้นที่และสามารถสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
นายดนุชายังกล่าวด้วยว่า ประเด็นเรื่องกฎหมายและแนวทางการพัฒนาจะถูกรวมไว้ในรายงานที่จะเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม ตามที่คณะอนุกรรมการได้มอบหมายไว้ตั้งแต่การประชุมครั้งแรก
ส่วนกรณีหากผลการศึกษาสรุปว่าควรเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ จะยังไม่เห็นการดำเนินโครงการในระยะเวลาอันใกล้ใช่หรือไม่ นายดนุชากล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะเห็นโครงการเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องศึกษาด้วยความรอบคอบ ทั้งการพิจารณาความเหมาะสม ความคุ้มค่า
นายดนุชาย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการพิจารณาว่าโครงการมีความเหมาะสมและคุ้มค่าที่จะดำเนินการหรือไม่ ซึ่งเป็นเหตุผลที่รัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกพิจารณาเพิ่มเติม เปรียบเสมือนความเห็นอีกชุดหนึ่ง โดยรับฟังข้อมูลจากภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาชนอย่างรอบด้าน ก่อนนำผลการศึกษาไปใช้ประกอบการตัดสินใจของรัฐบาลต่อไป