วาระใหญ่รอประธานใหม่ กสทช. จับตาประชุม 27 ก.ค.นี้
ฝุ่นยังตลบ ปมปลดประธาน กสทช. ยังไม่จบง่าย จับตาการตีความมติกรรมการสรรหาฯ มีอำนาจทางกฎหมายครอบคลุมแค่ไหน นายกรัฐมนตรี ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯเมื่อไหร่ แบบไหน ความไม่แน่นอน-ไม่ชัดเจน ก่อสุญญากาศในสำนักงาน คณะกรรมการอีก 6 คน ใครจะชิงนำประชุม เลือกผู้ทำหน้าที่ประธานก่อนทยอยหมดวาระอีก 1 ปีข้างหน้า
นพ.สรณ เปิดหน้าสู้-ไม่ยอมรับมติ
ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ออกมาเคลื่อนไหว หลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. ของวุฒิสภา มีมติเอกฉันท์ 4-0 ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตาม ม.8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 จึงถือว่าได้ “สละสิทธิ” เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช.
จากหลักฐานที่ชี้ว่า นพ.สรณ ยังคงมีสถานะผูกพันเป็นลูกจ้างชั่วคราว (แพทย์รายชั่วโมง) ในคลินิกพรีเมี่ยมพิเศษของโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ซึ่ง นพ.สรณ อัดคลิปชี้แจงต่อสาธารณชน-แก้ข้อกล่าวหาว่า “ผมขออนุญาตชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา การที่ถูกกล่าวหาและถูกวินิจฉัยว่าผมผิดคุณสมบัติ เพราะว่าผมเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐจากคณะกรรมการสรรหาฯ ในระหว่างผมรอโปรดเกล้าฯ นั้น ผมยังมีภาระหน้าที่ในฐานะเเพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดสวนหัวใจหรือการทำบอลลูนที่ได้นัดหมายล่วงหน้าไว้ รวมถึงผู้ป่วยนอก ซึ่งผมเองมีความจําเป็นในฐานะแพทย์ ซึ่งไม่สามารถทิ้งคนไข้ได้ ต้องทํางานให้เสร็จ ต้องพูดคุยนัดหมายกับคนไข้เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่จะมาดูแลต่อนั้นมีความรู้ความสามารถเช่นกัน”
“ผมทําทุกอย่างตามมาตรฐานวิชาชีพ และตามจริยธรรมแพทย์ เป็นการประกอบวิชาชีพอิสระ ผมไม่ได้เป็นพนักงาน ผมลาออกจากการเป็นพนักงานของรัฐ ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 2565 แล้วก็ไม่ได้เป็นลูกจ้าง ผมทําหน้าที่แพทย์ซึ่่งมีอิสระในการทํางาน แล้วก็เป็นการรักษามาตรฐานวิชาชีพ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คงต้องเป็น เรื่องของกฎหมายต่อไป”
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเพิ่มเติมไปยังทีมกฎหมายของ นพ.สรณ ได้รับคำตอบว่า “ยังอยู่ในช่วงเตรียมข้อมูล ด้วยตอนนี้กระแสสังคมเสมือนว่า นพ.สรณขาดคุณสมบัติเกรงว่าหากสื่อสารไม่ชัดเจนจะยิ่งกระพือกระแส จึงขอใช้เวลารวบรวมเอกสาร”
ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องรับไม้ต่อไปดำเนินการตามมติคณะกรรมการสรรหา ตอบคำถามในเรื่องนี้ว่า “ยังไม่ได้รับรายงานหนังสืออย่างเป็นทางการ เพียงแต่ทราบตอนที่อยู่ประเทศจีน ว่ามีมติให้พ้นจากตำแหน่ง ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย เพราะเราฝืนกฎหมายไม่ได้”
ส่วนข้อต่อสู้ในการอุทธรณ์ของ นพ.สรณนั้น นายกรัฐมนตรีย้ำว่า “เป็นสิทธิของทุกคน ส่วนผมก็ต้องทำตามขั้นตอนตามกฎหมายว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งรอให้ถึงตรงนั้นก่อน เพราะตอนนี้ยังมาไม่ถึง”
สุญญากาศ-รอประธานใหม่
ก่อนหน้านี้ “ประธาน” ซึ่งยังไม่รู้ชะตากรรมว่าจะอยู่-หรือไป ในตำแหน่งในฐานะประธาน กสทช. กำหนดให้มีการประชุมบอร์ด กสทช. ในวันที่ 27 ก.ค. 2569
แต่หากว่านายกรัฐมนตรีนำความขึ้นทูลเกล้าฯ และรับสนองฯ การพ้นจากตำแหน่งของ นพ.สรณ ก็จะทำให้ประธานบอร์ดว่างลง ส่งผลให้การประชุมจะต้อง “คัดเลือก” ประธานในที่ประชุมใหม่ และต้องมีการแต่งตั้ง “ผู้มีอำนาจ” ในการลงนามแทนประธาน กสทช. เพื่อขับเคลื่อนวาระสำคัญต่าง ๆ ขององค์กร
หากเป็นกรณีที่มีการคัดค้านมติการพ้นจากตำแหน่ง หรือมีช่องทางในการร้องศาลปกครอง เพื่อคุ้มครองคำสั่งชั่วคราวได้ การขับเคลื่อนใน กสทช.จะเกิดสุญญากาศทันที
เพราะบอร์ด กสทช.ที่เหลืออาจจะไม่กล้าพิจารณาวาระการประชุมต่าง ๆ ที่ค้างอยู่ ด้วยมติที่ระบุว่า “สละสิทธิิ”ในตำแหน่งยังคลุมเครือ และอาจหมายถึงการไม่เคยเป็น กสทช.มาก่อน การจัดประชุมและพิจารณาวาระต่าง ๆ อาจไม่ชอบกฎหมาย
สำหรับขั้นตอนการสรรหาประธาน กสทช.คนใหม่ นับจากนี้ต้องเริ่มจาก “สรรหากรรมการ กสทช. เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงภายใน 15 วัน” โดยเปิดรับสมัคร 30 วัน และคัดกรองผู้มีคุณสมบัติ โดยตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบประวัติ ลงมติเห็นชอบ แล้วนำเสนอรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งหากวุฒิสภาไม่เห็นชอบอาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก
สำหรับคณะกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ 6 คน ในปี 2570 จะมี 1 รายหมดวาระ คือ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย และปีถัดไปจะมีกรรมการอีก 3 รายพ้นวาระ จึงเป็นที่จับตาว่าหากกระบวนการการพ้นจากตำแหน่งของ นพ.สรณยืดเยื้อ จะส่งผลสะเทือนต่อการมีอยู่ของกรรมการในอนาคต และอาจส่งผลให้เกิดการล้างกระดาน กรรมการใหม่ทั้งหมด
ตีความมติ “สละสิทธิ”
การพ้นจากตำแหน่งด้วยมติกรรมการสรรหาฯ ที่ระบุว่า มีลักษณะต้องห้ามจึงถือว่าสละสิทธิ ในการรับตำแหน่ง ก่อให้เกิดความคลุมเครือ 2 ประการ คือ 1.มติของคณะกรรมการสรรหาฯมีอำนาจทางกฎหมายหรือไม่ เป็นคำสั่งทางปกครอง หรือเป็นการชี้มูลเพื่อให้หน่วยงานอื่นไปบังคับใช้กฎหมายต่อ เช่น การส่งต่อให้นายกรัฐมนตรีนำความขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อถอดถอนตําแหน่ง
2.คำว่าสละสิทธิ คือ การไม่ได้เป็นกรรมการ กสทช.แต่ต้น ซึ่งจะผูกพันกับการกระทำอื่น ๆ ระหว่างอยู่ในตำแหน่ง หรือว่าเป็นการพ้นตำแหน่งตามกฎหมาย ซึ่งจะไม่ผูกพันกับการกระทำระหว่างอยู่ในตำแหน่ง
ข้อสังเกตดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของ “นพ.ประวิทย์ สถาพรวงศา” อดีต กสทช. และอดีตที่ปรึกษา ประธาน กสทช. ที่ระบุว่า มติที่ระบุว่า “สละสิทธิ” เนื่องจากขาดคุณสมบัติก่อนดำรงตำแหน่งจะมีผลเสมือนไม่เคยเป็นกรรมการ กสทช.มาตั้งแต่ต้น จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมติในอดีตที่ นพ.สรณ ในฐานะ ประธาน กสทช. เป็นเสียงชี้ขาด
แต่หากเป็นการ “พ้นจากตำแหน่ง” กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองจะให้การคุ้มครองการกระทำที่ผ่านมา ทำให้มติเดิมยังคงมีผลสมบูรณ์
ด้าน “วิษณุ วรัญญู” ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสรรหา กสทช. ระบุว่า การกระทำที่ผ่านมาของ นพ.สรณ ในฐานะประธาน กสทช. เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหยิบยกแต่ละเรื่องไปพิจารณาว่าจะมีผลผูกพันอย่างไร
วาระใหญ่รอประธานใหม่
ระหว่างที่เกิดสุญญากาศ “ตำแหน่งประธาน” เกิดคำถามว่า นพ.สรณ มีสิทธิเป็นกรรมการมาตั้งแต่วันที่ถูกแต่งตั้งหรือไม่
ไม่ว่า นพ.สรณ จะอยู่-หรือไป แต่ภารกิจของ กสทช.มีเรื่องใหญ่รอพิจารณาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วน การขอขยายเวลาการใช้งานดาวเทียมไทยคม 4 ที่จะหมดอายุในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 หรือการเลื่อนส่งดาวเทียมไทยคม 9-10 ขึ้นวงโคจรในปี 2570-2571
รวมถึงการพิจารณาแผนที่นำทางของกิจการโทรทัศน์ให้เสร็จก่อนปี 2572 เพื่อให้เกิดการจัดสรรใบอนุญาตทีวี
และนำไปสู่การจัดสรรคลื่นความถี่ 3500MHz มาประมูลเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม 5G ที่ต้องเร่งนำมาใช้ให้ทันปี 2570-2571