‘วรวงศ์’ ห่วง ไทยโดนภาษีสหรัฐ เพิ่ม จี้ ‘ศุภจี’ ตอบให้ชัด ปิดดีลหรือยัง
”วรวงศ์“ ห่วง ไทยโดนภาษีสหรัฐ เพิ่ม จี้ ”ศุภจี“ ตอบให้ชัด ปิดดีลแล้วหรือยัง ชี้ ไทยโดนอัตราภาษี 12.5% แต่ทำไมบอก 19%
นายวรวงศ์ รางมางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า มีข้อมูลจากฝ่ายรัฐบาลออกมาขัดกันในเวลาห่างกันสองวัน อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีพาณิชย์ จี้ รมว.พาณิชย์ ตอบให้ชัด ตกลงปิดดีลกับสหรัฐ แล้วหรือยัง และตัวเลข “ไม่เกิน 19%” ที่ประกาศเป็นผลการเจรจา เป็นภาษีคนละฐานกับ 12.5% ที่ไทยเสียอยู่หรือไม่
นายวรวงศ์กล่าวว่า สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ประเทศไทยได้ลงนามความตกลงการค้าเสรีกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือ EFTA เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 และลงนาม FTA ไทย-ภูฏาน เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ขณะที่การเจรจากับสหรัฐ ซึ่งนำไปสู่การปรับลดอัตราภาษีจาก 36% เหลือ 19% มีการประกาศเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568
อัตราภาษีสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ เปลี่ยนฐานทางกฎหมายมาแล้วหลายรอบในเวลาไม่ถึงปี เดิมไทยถูกเก็บภาษีต่างตอบแทนภายใต้กฎหมาย IEEPA ของสหรัฐอเมริกา ในอัตรา 36% ก่อนลดเหลือ 19% ซึ่งเป็นผลงานของทีมเจรจาชุดก่อนในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่มีนายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ทั้งนี้ นายวรวงศ์เห็นว่า ควรให้เครดิตทีมเศรษฐกิจและทีมเจรจาของรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเจรจากับฝ่ายสหรัฐ จนประเทศไทยสามารถลดอัตราภาษีจากระดับ 36% เหลือ 19% ได้สำเร็จ ถือเป็นอัตราที่ดีกว่าระดับที่หลายประเทศคู่แข่งในภูมิภาคได้รับในช่วงเดียวกัน
ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลสูงสุดสหรัฐ มีคำวินิจฉัยด้วยมติ 6 ต่อ 3 ว่ากฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีศุลกากร ทำให้ภาษีต่างตอบแทนทั้งชุดสิ้นผล สหรัฐจึงหันมาใช้มาตรา 122 เก็บภาษีชั่วคราว 10% จากทุกประเทศแทน ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีอายุจำกัด 150 วันและสิ้นสุดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569
วันเดียวกันนั้น สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ ประกาศใช้ภาษีตามมาตรา 301 กับคู่ค้า 60 ราย โดยไทยอยู่ในกลุ่มที่ถูกเก็บ 12.5% ขณะที่กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย อยู่ในกลุ่มที่ได้อัตรา 10% เท่ากับผู้ส่งออกไทยมีต้นทุนทางภาษีสูงกว่าราว 2.5 จุด
“ภายในสองวัน ประชาชนได้ยินสองเรื่องที่ขัดกัน ด้านหนึ่งบอกว่าปิดดีลสำเร็จแล้ว อีกด้านหนึ่งบอกว่ายังไม่ปิด คำถามคือเรามีข้อมูลชุดเดียวกันหรือไม่ และใครเป็นผู้รับผิดชอบในการสื่อสารกับประชาชนและตลาด เพราะนี่เป็นข้อมูลที่นักลงทุนและภาคธุรกิจใช้ตัดสินใจจริง” วรวงศ์กล่าว
เพจของพรรคภูมิใจไทยเผยแพร่ข้อความประกาศความสำเร็จในการปิดดีลการค้ากับสหรัฐ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ระบุว่า “36% เหลือ 19%! รองนายก! ศุภจี โชว์ฝีมือปิดดีลสหรัฐ จบสาระสำคัญ ART รักษาขีดแข่งขันสินค้าไทย” ก่อนที่วันที่ 7 กันยายน 2569 โฆษกกระทรวงพาณิชย์ จะออกมาชี้แจงว่ากระแสข่าวลักษณะ “ปิดดีล” อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่าการเจรจามีเพียงความคืบหน้ามากและมีสัญญาณที่ดีว่าจะสรุปได้ แต่ยังต้องรอความชัดเจนของอัตราภาษีขั้นสุดท้าย
ประเด็นที่วรวงศ์เห็นว่ารัฐบาลต้องอธิบายโดยเร็วที่สุด คือความต่างระหว่างอัตรา 12.5% ที่ไทยเสียอยู่ในปัจจุบัน กับตัวเลข “ไม่เกิน 19%” ที่ถูกสื่อสารออกมาในฐานะผลการเจรจา
“ถ้า 12.5% คืออัตราภาษีเพิ่มเติมที่ไทยถูกเรียกเก็บอยู่แล้ว และเป้าหมายเดิมคือการเจรจาลงไปที่ 10% คำถามคือเราไปเจรจาอะไรมา และเหตุใดจึงกลับมาพูดถึงตัวเลขไม่เกิน 19% ซึ่งสูงกว่าอัตราที่ไทยถูกเรียกเก็บอยู่แล้ว เหตุใดประเทศไทยถึงถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมอีก 6.5% หากเป็นคนละมาตรการ ก็ขอให้รัฐบาลอธิบายให้ชัด แต่ถ้าเป็นอัตราเดียวกันจริง ก็ต้องตอบประชาชนว่าทีมเจรจากันอย่างไรถึงได้อัตราภาษีที่สูงขึ้น”
อีกประเด็นที่อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีเห็นว่าถูกมองข้าม คือผลของข้อตกลงต่อดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด โดยเฉพาะหากเงื่อนไขที่ตกลงทำให้การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ โตเร็วกว่าการส่งออกของไทย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค
“เราไม่ควรมองแค่ว่าได้ลดภาษีเท่าไร แต่ต้องถามต่อว่าประเทศไทยได้อะไรกลับมา การนำเข้าจะเพิ่มขึ้นแค่ไหน เงินจะไหลออกเท่าไร และสุดท้ายกระทบดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างไร
ผมขอย้ำว่าไม่ได้คัดค้านการเจรจากับสหรัฐอเมริกา แต่รัฐบาลควรเปิดเผยรายละเอียดว่าไทยได้อะไร สหรัฐได้อะไร และไทยต้องแลกอะไร รวมถึงไทยเราต้องเร่งแก้ข้อกังวลเรื่อง Transshipment เพื่อให้สหรัฐเชื่อมั่นว่าไทยไม่ได้เป็นทางผ่านของสินค้าจากประเทศอื่น” นายวรวงศ์กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้จากข้อมูลไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ประเทศไทยขาดดุลการค้า 7 เดือนแรกของปี 35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.23 ล้านล้านบาท ขาดดุลหนักที่สุดในรอบกว่า 30 ปี ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาสที่ 2 ขาดดุลรวม 17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย 5.75 แสนล้านบาท ทำสถิติขาดดุลรายไตรมาสสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์