เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ส่องสเป็ก ‘HUAWEI WATCH GT 7 Pro’ อัดแน่นฟีเจอร์สุขภาพ จับความเสี่ยงเบาหวาน-หลอดเลือดหัวใจ
Tech ส่องสเป็ก ‘HUAWEI WATCH GT 7 Pro’ อัดแน่นฟีเจอร์สุขภาพ จับความเสี่ยงเบาหวาน-หลอดเลือดหัวใจ
TISCO ชี้โลกเผชิญภาวะ ‘แย่งเงินทุน’ ดันดอกเบี้ยสูงยาว
Finance TISCO ชี้โลกเผชิญภาวะ ‘แย่งเงินทุน’ ดันดอกเบี้ยสูงยาว
“โกเธอร์” มุ่งเชื่อมโยง Travel-Lifestyle รับเทรนด์ใหม่ ตั้งเป้ามูลค่าการจองพุ่ง 3.7 พันล.ในปี’70
Business “โกเธอร์” มุ่งเชื่อมโยง Travel-Lifestyle รับเทรนด์ใหม่ ตั้งเป้ามูลค่าการจองพุ่ง 3.7 พันล.ในปี’70
‘10 บิ๊กอสังหาฯ’ แข่งเดือด ชิงกำลังซื้อโค้งสุดท้ายไตรมาส 3 
Real Estate ‘10 บิ๊กอสังหาฯ’ แข่งเดือด ชิงกำลังซื้อโค้งสุดท้ายไตรมาส 3 
โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โปเอเชีย 2026 เชื่อมเกษตรไทยสู่ตลาดโลก
SD โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โปเอเชีย 2026 เชื่อมเกษตรไทยสู่ตลาดโลก
ตลท.จีบ 4 บริษัทใหญ่เข้าหุ้นไทย! LINE MAN Wongnai-CJ MORE-ThaiBev-รีทเซ็นทรัล
Finance ตลท.จีบ 4 บริษัทใหญ่เข้าหุ้นไทย! LINE MAN Wongnai-CJ MORE-ThaiBev-รีทเซ็นทรัล
‘ทีเส็บ’ ยกระดับ Platform เชื่อมเครือข่ายข้อมูลอุตฯ ไมซ์ 
Business ‘ทีเส็บ’ ยกระดับ Platform เชื่อมเครือข่ายข้อมูลอุตฯ ไมซ์ 
พระราชินี ทอดพระเนตรการแสดงเฉลิมพระเกียรติ Alice in Wonderland
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี ทอดพระเนตรการแสดงเฉลิมพระเกียรติ Alice in Wonderland
เปิดลิสต์รายชื่อ CEO บิ๊กเทคฯ ‘ทรัมป์’ หนีบร่วมโต๊ะดินเนอร์ ‘สี’
Tech เปิดลิสต์รายชื่อ CEO บิ๊กเทคฯ ‘ทรัมป์’ หนีบร่วมโต๊ะดินเนอร์ ‘สี’
BOI รับโจทย์หนุน 7 อุตฯ ดันเงินลงทุนเพิ่ม-ดีดจีดีพีโต 3%
Economic BOI รับโจทย์หนุน 7 อุตฯ ดันเงินลงทุนเพิ่ม-ดีดจีดีพีโต 3%
ดูทั้งหมด

ไกด์ไลน์ ปลดล็อก “ธุรกิจรายย่อย” ปลุกเศรษฐกิจฐานราก นำร่อง 4 จังหวัด

23 เม.ย. 2563 | 10:01น.

“ประยุทธ์” เช็กไกด์ไลน์เปิดธุรกิจทั่วประเทศ 4 พ.ค. เตรียมยืด-หยุด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ผ่อนปรนเคอร์ฟิว หมอ-ที่ปรึกษาชงรีสตาร์ตเฟสแรก ธุรกิจกลาง-ย่อม ตลาดชุมชน ร้านอาหาร ร้านตัดผม หมุนเงินสดฐานราก สธ.รอตัวเลขผู้ติดเชื้อนิ่ง ก่อนคลายล็อกเปิดห้างเปิดประเทศรับนักลงทุน “กลินท์” หนุนแผนฟื้นธุรกิจนำร่องแซนด์บอกซ์ 3-4 จังหวัด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมาว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ประชุม ครม.ได้หารือมาตรการต่าง ๆ ที่จะรองรับวิกฤตโควิด-19 โดยเน้นย้ำทุกกระทรวงให้ขับเคลื่อนทุกมิติทั้งงานในหน้าที่ และงานที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) (ศบค.) ได้มีมติในการดำเนินการไปแล้ว จากนี้ให้กระทรวงนำแผนงานต่าง ๆ เสนอในครม.ให้ครบถ้วน และทันต่อสถานการณ์ ทั้งมาตรการสาธารณสุข การเยียวยา รับฟังความคิดเห็นรอบด้านจากประชาชนทุกภาคส่วน และมอบหมายให้หน่วยงานราชการนำไปพิจารณาให้ถูกต้องและเหมาะสม

หวั่นปลดล็อกเร็ว-ล้มเหลว

“สถานการณ์วิกฤตโควิดหลายอย่างดีขึ้น สถิติผู้ติดเชื้อลดลงตามลำดับหลายวัน แต่อย่าเพิ่งผลีผลาม หลายท่านเรียกร้องให้ปลดโน่นปลดนี่ในเวลานี้เราต้องระวังอย่างที่สุดต้องฟังข้อมูลด้านสาธารณสุขและทางการแพทย์ และมาตรการอื่นรองรับได้เพียงพอแล้วหรือไม่ ไม่ต้องการให้การตัดสินใจมาจากแรงกดดัน อยากให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ถ้าเริ่มอะไรไป หรือปลดอะไรเร็วเกินไป สิ่งที่ตามมาหากมีการแพร่ระบาดเกิดขึ้น ที่เราทำมาทั้งหมดในระยะเวลานานพอสมควรล้มเหลวทั้งหมดจะทำอย่างไร ผมให้ดูเป็นพิเศษ”

ส่วนการพิจารณาต่ออายุการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จะพิจารณาอีกครั้งในอังคารหน้า (28 เม.ย.) ว่าจะดำเนินการต่อไปหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ สถิติต่าง ๆ ในด้านสาธารณสุขจะเป็นเครื่องชี้วัด ส่วนการผ่อนปรนมาตรการต่าง ๆ วันนี้ให้ดูและเรื่องการใช้ดุลพินิจที่เกี่ยวกับขนส่งสินค้าของภาคประชาชน เพราะมีเรื่องร้องเรียนมาว่าบางครั้งไม่สามารถดำเนินการได้ ดังนั้น จึงสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยกับหน่วยงานความมั่นคงช่วยดูแล ซึ่งจริง ๆ แล้วมีข้อผ่อนปรนอยู่แล้ว แต่อาจไม่ทั่วถึงหรือไม่เข้าใจกัน จึงให้หน่วยงานในพื้นที่ได้พิจารณา

1 พ.ค.อาจไม่คลายล็อก

“เรื่องการผ่อนปรนจะมากขึ้นในอนาคต ผมไม่เคยพูดวันที่ 1 พ.ค. เพราะต้องดูสถิติต่าง ๆ ให้รอบคอบ การผ่อนปรนใด ๆ ก็ตาม ผู้ประกอบการต้องเสนอมาตรการของตนเองขึ้นมาให้รัฐบาลทราบว่า ได้เตรียมการอะไรบ้าง เช่น เตรียมการเรื่องสถานที่ เจ้าหน้าที่จะต้องปลอดภัย ตรวจเชื้อให้รัดกุม มีระยะห่างมีการกำหนดจำนวนคน กันพื้นที่ ต้องเปิดให้เป็นบางส่วน ต้องทยอยเปิดได้เป็นบางส่วนในระยะต่อไป แต่ยังไม่บอกว่าเมื่อไหร่ ถ้าพิจารณาแล้วไม่เหมาะสมก็ไม่เปิด ทราบดีว่าทุกคนเดือดร้อนแต่ที่มากกว่านั้นคือสุขภาพ ถ้าเราทำอะไรเร็วเกินไป มีแรงกดดันสูง โดยที่ไม่ใช่สาระสำคัญมาก ๆ นัก แต่ระดมให้ประชาชนวิตกกังวล สิ่งที่เราทำสูญเสียเป็นศูนย์ทันที เรียกกลับมาไม่ได้ นายกฯต้องตรวจสอบให้ชัดเจนเกิดขึ้นจึงจะมีมาตรการออกมาได้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบขยายจำนวนผู้มีสิทธิตามมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า2019 (โควิด-19) สำหรับแรงงานนอกระบบ-อาชีพอิสระ รายละ 5,000 บาท ระยะเวลา 3 เดือน จาก 9 ล้านคน เป็น 14 ล้านคน รวมวงเงิน 2.1 แสนล้านบาท

สาธารณสุขขอคุมเข้มผับ-บาร์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้สถานการณ์ตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เริ่มนิ่ง แต่รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ตราบใดที่ยังไม่มี “วัคซีน” รักษา การใช้ชีวิตตามปกติเหมือนตอนที่ยังไม่มีโรคระบาดยังไม่ได้

สำหรับการคลายจากล็อกดาวน์ให้ธุรกิจกลับมาเปิดได้ส่วนไหนบ้างนั้น นายอนุทินตอบว่า “เมื่อเราอยู่ในสภาวะที่นิ่ง เราได้เตรียมการออกมาตรการคลี่คลายสถานการณ์ ต้องดูว่าทำอย่างไรให้หาจุดลงตัว ค่อย ๆ ผ่อนคลาย ต้องดูว่าธุรกิจไหนกิจกรรมไหนปล่อยได้ก่อน”

“ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะให้ประชาชนอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้เป็นระยะเวลานาน ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวก แต่เนื่องจากการระบาดได้ง่ายมากจริง ๆ แค่คนคนเดียวเป็น แล้วไปที่ชุมชนที่มีคนมาก ๆ เช่น สนามมวย ผับ บาร์ การชุมนุมของผู้คน ก็จะมีการติดเชื้อในลักษณะก้าวกระโดด เราจึงต้องใช้มาตรการเข้มข้น แต่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่นานก็ต้องผ่อนคลายลงไป แต่จะผ่อนคลายหรือไม่ผ่อนคลายอยู่ที่ความร่วมมือของประชาชน” รมว.สาธารณสุขกล่าว

ล็อกดาวน์ห้างแง้มร้านอาหาร

นายอนุทินกล่าวถึงการคลายล็อกห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารว่า “ถ้าสามารถปรับปรุงวิธีทำงาน วิถีการดำรงชีวิตได้ อีกระยะร้านอาหารและ การจ้างงานประเภทหาเช้ากินค่ำต้องเปิดแน่ แต่สิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ส่วนห้างสรรพสินค้า ต้องหามาตรการจำกัดผู้คนที่เข้าไปในห้าง อย่างน้อยการตรวจไข้ จำกัดจำนวน จำกัดเวลาเป็นรอบ ๆ ใส่หน้ากากอนามัย สิ่งที่สำคัญคือ social distancing ทิ้งไม่ได้ ถ้าทำได้ เปิดห้าง เปิดเลย”

ลุ้นหยุดโรค-เปิดประเทศ

รมว.สาธารณสุขคาดการณ์ว่า หลังจากมีวัคซีนรักษาโควิด ประเทศไทยต้องมีความหวังว่า มหาอำนาจตะวันตก ตะวันออกจะให้ความเชื่อถือประเทศไทยว่า มีระบบสุขภาพ สาธารณสุขที่ดี ไทยจะเป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยว สวยงาม ไม่มีมลพิษ

“อนาคตไม่ไกลจากนี้ไปก็จะมีแต่คนหลั่งไหลเข้ามา นักลงทุนก็ต้องเข้ามาลงทุนเพิ่ม เพราะยังมีพื้นที่ทางเศรษฐกิจมากมายมหาศาล ยังมีเขตเศรษฐกิจ EEC ที่ชักชวนให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน เราจะเป็นประเทศที่มีความแข็งแรง มีศักยภาพในทุก ๆ ด้าน”

เคอร์ฟิว-ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ภายหลังจากคณะนักธุรกิจซึ่งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (ศบค.) ได้เสนอแผนการรีสตาร์ตธุรกิจเมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมาแล้ว นายกรัฐมนตรีเห็นว่า จะต้องมีการทำไกด์ไลน์แต่ละธุรกิจให้ละเอียดรอบคอบ ก่อนจะกลับมาทยอยเปิดทีละส่วนในแต่ละกลุ่มธุรกิจ

“พร้อมกันนี้จะมีการพิจารณาควบคู่ผลกระทบ เรื่องการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปอีก 30 วันหรือไม่ หลังจากประกาศครั้งแรกจะสิ้นสุดวันที่ 30 เมษายน 2563 รวมทั้งการประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศตั้งแต่ 22.00-04.00 นาฬิกา ว่าจะยังดำเนินการต่อ หรือทยอยลดลงในบางพื้นที่ คาดว่าจะนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า” แหล่งข่าวกล่าว

ไกด์ไลน์เปิดธุรกิจทั่วประเทศ

สำหรับข้อเสนอจากคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชน ที่ส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระบุว่า “การเปิดห้าง เปิดกิจการธุรกิจ ในแต่ละจังหวัดจะต้องคำนึงถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุข และบุคลากรทางการแพทย์ของจังหวัดนั้น ๆ ว่ามีเพียงพอหรือไม่ หากมีผู้ติดเชื้อเพิ่ม การทำไกด์ไลน์จะต้องเป็นแบบเดียวใช้ทั้งประเทศ ภายใต้การตกลงร่วมกันระหว่างทีมหมอที่ปรึกษานายกฯ กับทีมที่ปรึกษาธุรกิจ ไกด์ไลน์จึงเป็นหัวใจสำคัญในการพิจารณาเปิดธุรกิจ คาดว่าจะทำให้เสร็จภายในวันที่ 4 พ.ค.นี้”

9 จังหวัดไม่อยากรีสตาร์ต

ความคิดเห็นที่แนบท้ายแผนการเปิดธุรกิจระบุด้วยว่า “ภาคเอกชนขอให้มีการเปิดธุรกิจในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น 9 จังหวัดที่ไม่มีผู้ติดเชื้อเลย แต่ผู้ว่าฯ 9 จังหวัดไม่ต้องการให้เร่งเปิด ต้องการรักษาจังหวัดสีขาวปลอดเชื้อต่อไป ส่วนอีก 19 จังหวัดต้องไม่มีผู้ติดเชื้อในรอบ 14 วันที่ผ่านมา”

ขณะที่ความเห็นของสาธารณสุขระบุข้อสังเกตว่า หากจะเปิดธุรกิจจะต้องจำกัดประเภท จำกัดพื้นที่ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนเท่านั้น หากเปิดห้างสรรพสินค้า จังหวัดหัวเมืองเกรงว่าจะมีการหลั่งไหลเดินทางจากจังหวัดใกล้เคียงเข้ามา ทำให้ควบคุมโรคยากขึ้น

ชงเปิดร้านอาหาร-ตัดผม-ตลาด

แหล่งข่าวจากคณะที่ปรึกษากล่าวว่า “นายกรัฐมนตรี และผู้นำหอการค้าฯ ต้องการให้เปิดกิจการประเภทขนาดกลาง-ย่อมก่อน เช่น กลุ่มร้านอาหาร ร้านตัดผม ตลาดชุมชน ตลาดที่มีการซื้อ-ขายสินค้าเกษตร เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินสดในระบบเศรษฐกิจฐานราก และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนผู้มีรายได้น้อย”

นอกจากนี้ นายกฯต้องการข้อเสนอเป็นรูปธรรมว่า มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจอะไรบ้างที่ต้องทำทันที และหากไม่ทำจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจรวมทั้งประเทศ และมีมาตรการที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการอะไรบ้างที่ออกไปแล้ว แต่ยังต้องปรับปรุงเพิ่มเติม เช่น มาตรการช่วยเหลือผู้ประกันสังคม

นำร่อง 3-4 จังหวัดแซนด์บอกซ์

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะทำงานกลุ่มมาตรการสำหรับการกลับมาเปิดธุรกิจใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าขณะนี้ได้เสนอผลสรุปมาตรการต่อนายกฯเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบดำเนินมาตรการการเปลี่ยนผ่าน (transition strategy) โดยเสนอให้จัดทำระบบทดลองเปิดจังหวัดตัวอย่าง (sandbox) 3-4 จังหวัด ตัวอย่างจากกลุ่ม 1 สีเขียว และกลุ่ม 2สีเหลือง เพื่อทดลองเปิดภายใน 2 สัปดาห์ หรือ 4 พฤษภาคม 2563 จากนั้นให้เก็บข้อมูลแก้ไขข้อบกพร่อง ก่อนที่จะเปิดให้บริการทั้ง 3 กลุ่มหลังจากนั้น โดยกำหนดการทดลองเปิดบริการเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 1 เดือน

นับถอยหลัง “บิ๊กตู่” กดปุ่ม

“แนวทางในการกลับมาประกอบธุรกิจนั้น นายกฯจะเป็นผู้พิจารณาเลือกจังหวัดตัวอย่างทดลอง 2-3 จังหวัด จากประเภทจังหวัดสีเขียว-เหลือง และแดง และจะต้องแมตช์กับกลุ่มธุรกิจ ซึ่งเราได้แบ่งเป็นธุรกิจสีเขียว-เหลือง-แดง ตามระดับความเสี่ยง อาทิ ธุรกิจสีเขียวความเสี่ยงต่ำ เช่น ร้านอาหาร จะเปิดบริการได้ในพื้นที่ใดบ้าง อาจจะเปิดให้บริการพื้นที่สีแดงได้ แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง ซึ่งต้องกำหนดว่ามีมาตรการดูแลอย่างไรเพื่อป้องกันการระบาด ประเด็นนี้สมาคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจร้านอาหาร และกระทรวงสาธารณสุข จะจัดทำไกด์ไลน์สำหรับร้านอาหารขนาดเล็ก-กลาง-ใหญ่ออกมา

ส่วนจังหวัดที่จะเปิดได้ต้องมีระบบติดตามตัว โดยใช้โทรศัพท์ทุกรุ่นที่สามารถเข้าสู่ระบบออนไลน์ น่าจะประมาณ 40 ล้านคน ซึ่งผู้รับบริการต้องลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น “หมอชนะ” ติดตามการเดินทาง (track&trace) จะมีคิวอาร์โค้ดระบุสถานะว่าเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงหรือไม่ และเมื่อไปใช้บริการที่ร้านอาหาร หรือสถานประกอบการแต่ละร้าน ก็ต้องขึ้นทะเบียนคิวอาร์โค้ดแต่ละร้าน เพื่อให้ผู้ใช้สแกนทราบว่าในร้านมีความหนาแน่นของผู้มาใช้บริการที่เสี่ยง/ไม่เสี่ยงมาใช้บริการมากน้อยเพียงใด และร้านดังกล่าวมีมาตรการป้องกันการระบาดอย่างไร จะมีระบบสกอร์คะแนน เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกใช้บริการด้วย”

ไกด์ไลน์เข้มธุรกิจยุคโควิด

นายกลินท์กล่าวว่า สำหรับมาตรการหลักธุรกิจแยกตามความเสี่ยง ประกอบด้วย 1) ห้ามไม่ให้มีความหนาแน่น จะต้องตั้งโต๊ะห่างเว้นระยะอย่างน้อย 1 ตร.ม. ทั้งที่นั่ง และพื้นที่รอคิว 2) อากาศภายในร้านถ่ายเทได้ดี หากมีเครื่องปรับอากาศมากกว่า 10 ตัว หรือเป็นที่โล่ง 3) สามารถควบคุมการใช้เสียงดังได้หรือไม่ 4) ระยะเวลาในการใช้บริการ เช่น หากใช้บริการร้านอาหาร และรับประทานในร้าน แต่ต้องใช้เวลารวดเร็วไม่เกิน 1 ชม. ซึ่งประเด็นนี้ประเมินว่าทั้งร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ร้านอาหารทั่วไปประเภทที่มารับประทานเป็นลักษณะครอบครัว เช่น ร้านสุกี้เอ็มเค ก็สามารถเปิดได้ แต่ต้องปรับการให้บริการให้สอดคล้องกับหลักด้านสุขอนามัย

ส่วนธุรกิจกลุ่มสีเหลืองที่มีความเสี่ยงปานกลาง เช่น ฟิตเนส และศูนย์ประชุมก็อาจกลับมาเปิดได้ แต่ต้องมีการกำหนดมาตรการเข้มข้นกว่า หรือมีการใช้เทคโนโลยีมาช่วยเสริมการให้บริการจะต้องปรับปรุงสถานประกอบการให้มีมาตรการตามที่กำหนด และลงทะเบียนกับเทศบาลนคร เทศบาลเมือง องค์การบริหารส่วนตำบล โดย “ผู้ว่าราชการจังหวัด” จะต้องจัดให้มีกลไกในการตรวจสอบและอนุญาต

รัฐ/เอกชน WFH 50%

ขณะที่ธุรกิจประเภทสีแดงประเภทที่มีความเสี่ยงสูง ให้จังหวัดพิจารณาปิดดำเนินการจนกว่าจะมีมาตรการหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่ามีความปลอดภัย จึงจะเปิดให้บริการ โดยอาจจะใช้ระบบติดตามโดยให้ประเมินผลตัวเอง (self-assessment) และวางระบบติดตาม โดยมีการประสานงานกันภายในจังหวัดผ่านกลไก “กกร.จังหวัด” ซึ่งมีตัวแทนทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด สาธารณสุขจังหวัดร่วมด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าธุรกิจจะกลับมารีสตาร์ตได้แล้ว ทางภาคเอกชนเห็นว่ายังควรต้องคงมาตรการดูแลประชาชน ทั้งมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) การงดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มคนหมู่มาก การให้ใส่หน้ากากอนามัย รวมถึงมาตรการการ work from home อย่างน้อย 50% ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน เพื่อป้องกันการระบาดอีก

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19