ไกด์ไลน์ ปลดล็อก “ธุรกิจรายย่อย” ปลุกเศรษฐกิจฐานราก นำร่อง 4 จังหวัด
“ประยุทธ์” เช็กไกด์ไลน์เปิดธุรกิจทั่วประเทศ 4 พ.ค. เตรียมยืด-หยุด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ผ่อนปรนเคอร์ฟิว หมอ-ที่ปรึกษาชงรีสตาร์ตเฟสแรก ธุรกิจกลาง-ย่อม ตลาดชุมชน ร้านอาหาร ร้านตัดผม หมุนเงินสดฐานราก สธ.รอตัวเลขผู้ติดเชื้อนิ่ง ก่อนคลายล็อกเปิดห้างเปิดประเทศรับนักลงทุน “กลินท์” หนุนแผนฟื้นธุรกิจนำร่องแซนด์บอกซ์ 3-4 จังหวัด
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมาว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ประชุม ครม.ได้หารือมาตรการต่าง ๆ ที่จะรองรับวิกฤตโควิด-19 โดยเน้นย้ำทุกกระทรวงให้ขับเคลื่อนทุกมิติทั้งงานในหน้าที่ และงานที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) (ศบค.) ได้มีมติในการดำเนินการไปแล้ว จากนี้ให้กระทรวงนำแผนงานต่าง ๆ เสนอในครม.ให้ครบถ้วน และทันต่อสถานการณ์ ทั้งมาตรการสาธารณสุข การเยียวยา รับฟังความคิดเห็นรอบด้านจากประชาชนทุกภาคส่วน และมอบหมายให้หน่วยงานราชการนำไปพิจารณาให้ถูกต้องและเหมาะสม
หวั่นปลดล็อกเร็ว-ล้มเหลว
“สถานการณ์วิกฤตโควิดหลายอย่างดีขึ้น สถิติผู้ติดเชื้อลดลงตามลำดับหลายวัน แต่อย่าเพิ่งผลีผลาม หลายท่านเรียกร้องให้ปลดโน่นปลดนี่ในเวลานี้เราต้องระวังอย่างที่สุดต้องฟังข้อมูลด้านสาธารณสุขและทางการแพทย์ และมาตรการอื่นรองรับได้เพียงพอแล้วหรือไม่ ไม่ต้องการให้การตัดสินใจมาจากแรงกดดัน อยากให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ถ้าเริ่มอะไรไป หรือปลดอะไรเร็วเกินไป สิ่งที่ตามมาหากมีการแพร่ระบาดเกิดขึ้น ที่เราทำมาทั้งหมดในระยะเวลานานพอสมควรล้มเหลวทั้งหมดจะทำอย่างไร ผมให้ดูเป็นพิเศษ”
ส่วนการพิจารณาต่ออายุการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จะพิจารณาอีกครั้งในอังคารหน้า (28 เม.ย.) ว่าจะดำเนินการต่อไปหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ สถิติต่าง ๆ ในด้านสาธารณสุขจะเป็นเครื่องชี้วัด ส่วนการผ่อนปรนมาตรการต่าง ๆ วันนี้ให้ดูและเรื่องการใช้ดุลพินิจที่เกี่ยวกับขนส่งสินค้าของภาคประชาชน เพราะมีเรื่องร้องเรียนมาว่าบางครั้งไม่สามารถดำเนินการได้ ดังนั้น จึงสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยกับหน่วยงานความมั่นคงช่วยดูแล ซึ่งจริง ๆ แล้วมีข้อผ่อนปรนอยู่แล้ว แต่อาจไม่ทั่วถึงหรือไม่เข้าใจกัน จึงให้หน่วยงานในพื้นที่ได้พิจารณา
1 พ.ค.อาจไม่คลายล็อก
“เรื่องการผ่อนปรนจะมากขึ้นในอนาคต ผมไม่เคยพูดวันที่ 1 พ.ค. เพราะต้องดูสถิติต่าง ๆ ให้รอบคอบ การผ่อนปรนใด ๆ ก็ตาม ผู้ประกอบการต้องเสนอมาตรการของตนเองขึ้นมาให้รัฐบาลทราบว่า ได้เตรียมการอะไรบ้าง เช่น เตรียมการเรื่องสถานที่ เจ้าหน้าที่จะต้องปลอดภัย ตรวจเชื้อให้รัดกุม มีระยะห่างมีการกำหนดจำนวนคน กันพื้นที่ ต้องเปิดให้เป็นบางส่วน ต้องทยอยเปิดได้เป็นบางส่วนในระยะต่อไป แต่ยังไม่บอกว่าเมื่อไหร่ ถ้าพิจารณาแล้วไม่เหมาะสมก็ไม่เปิด ทราบดีว่าทุกคนเดือดร้อนแต่ที่มากกว่านั้นคือสุขภาพ ถ้าเราทำอะไรเร็วเกินไป มีแรงกดดันสูง โดยที่ไม่ใช่สาระสำคัญมาก ๆ นัก แต่ระดมให้ประชาชนวิตกกังวล สิ่งที่เราทำสูญเสียเป็นศูนย์ทันที เรียกกลับมาไม่ได้ นายกฯต้องตรวจสอบให้ชัดเจนเกิดขึ้นจึงจะมีมาตรการออกมาได้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบขยายจำนวนผู้มีสิทธิตามมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า2019 (โควิด-19) สำหรับแรงงานนอกระบบ-อาชีพอิสระ รายละ 5,000 บาท ระยะเวลา 3 เดือน จาก 9 ล้านคน เป็น 14 ล้านคน รวมวงเงิน 2.1 แสนล้านบาท
สาธารณสุขขอคุมเข้มผับ-บาร์
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้สถานการณ์ตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เริ่มนิ่ง แต่รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ตราบใดที่ยังไม่มี “วัคซีน” รักษา การใช้ชีวิตตามปกติเหมือนตอนที่ยังไม่มีโรคระบาดยังไม่ได้
สำหรับการคลายจากล็อกดาวน์ให้ธุรกิจกลับมาเปิดได้ส่วนไหนบ้างนั้น นายอนุทินตอบว่า “เมื่อเราอยู่ในสภาวะที่นิ่ง เราได้เตรียมการออกมาตรการคลี่คลายสถานการณ์ ต้องดูว่าทำอย่างไรให้หาจุดลงตัว ค่อย ๆ ผ่อนคลาย ต้องดูว่าธุรกิจไหนกิจกรรมไหนปล่อยได้ก่อน”
“ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะให้ประชาชนอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้เป็นระยะเวลานาน ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวก แต่เนื่องจากการระบาดได้ง่ายมากจริง ๆ แค่คนคนเดียวเป็น แล้วไปที่ชุมชนที่มีคนมาก ๆ เช่น สนามมวย ผับ บาร์ การชุมนุมของผู้คน ก็จะมีการติดเชื้อในลักษณะก้าวกระโดด เราจึงต้องใช้มาตรการเข้มข้น แต่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่นานก็ต้องผ่อนคลายลงไป แต่จะผ่อนคลายหรือไม่ผ่อนคลายอยู่ที่ความร่วมมือของประชาชน” รมว.สาธารณสุขกล่าว
ล็อกดาวน์ห้างแง้มร้านอาหาร
นายอนุทินกล่าวถึงการคลายล็อกห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารว่า “ถ้าสามารถปรับปรุงวิธีทำงาน วิถีการดำรงชีวิตได้ อีกระยะร้านอาหารและ การจ้างงานประเภทหาเช้ากินค่ำต้องเปิดแน่ แต่สิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ส่วนห้างสรรพสินค้า ต้องหามาตรการจำกัดผู้คนที่เข้าไปในห้าง อย่างน้อยการตรวจไข้ จำกัดจำนวน จำกัดเวลาเป็นรอบ ๆ ใส่หน้ากากอนามัย สิ่งที่สำคัญคือ social distancing ทิ้งไม่ได้ ถ้าทำได้ เปิดห้าง เปิดเลย”
ลุ้นหยุดโรค-เปิดประเทศ
รมว.สาธารณสุขคาดการณ์ว่า หลังจากมีวัคซีนรักษาโควิด ประเทศไทยต้องมีความหวังว่า มหาอำนาจตะวันตก ตะวันออกจะให้ความเชื่อถือประเทศไทยว่า มีระบบสุขภาพ สาธารณสุขที่ดี ไทยจะเป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยว สวยงาม ไม่มีมลพิษ
“อนาคตไม่ไกลจากนี้ไปก็จะมีแต่คนหลั่งไหลเข้ามา นักลงทุนก็ต้องเข้ามาลงทุนเพิ่ม เพราะยังมีพื้นที่ทางเศรษฐกิจมากมายมหาศาล ยังมีเขตเศรษฐกิจ EEC ที่ชักชวนให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน เราจะเป็นประเทศที่มีความแข็งแรง มีศักยภาพในทุก ๆ ด้าน”
เคอร์ฟิว-ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ภายหลังจากคณะนักธุรกิจซึ่งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (ศบค.) ได้เสนอแผนการรีสตาร์ตธุรกิจเมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมาแล้ว นายกรัฐมนตรีเห็นว่า จะต้องมีการทำไกด์ไลน์แต่ละธุรกิจให้ละเอียดรอบคอบ ก่อนจะกลับมาทยอยเปิดทีละส่วนในแต่ละกลุ่มธุรกิจ
“พร้อมกันนี้จะมีการพิจารณาควบคู่ผลกระทบ เรื่องการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปอีก 30 วันหรือไม่ หลังจากประกาศครั้งแรกจะสิ้นสุดวันที่ 30 เมษายน 2563 รวมทั้งการประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศตั้งแต่ 22.00-04.00 นาฬิกา ว่าจะยังดำเนินการต่อ หรือทยอยลดลงในบางพื้นที่ คาดว่าจะนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า” แหล่งข่าวกล่าว
ไกด์ไลน์เปิดธุรกิจทั่วประเทศ
สำหรับข้อเสนอจากคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชน ที่ส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระบุว่า “การเปิดห้าง เปิดกิจการธุรกิจ ในแต่ละจังหวัดจะต้องคำนึงถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุข และบุคลากรทางการแพทย์ของจังหวัดนั้น ๆ ว่ามีเพียงพอหรือไม่ หากมีผู้ติดเชื้อเพิ่ม การทำไกด์ไลน์จะต้องเป็นแบบเดียวใช้ทั้งประเทศ ภายใต้การตกลงร่วมกันระหว่างทีมหมอที่ปรึกษานายกฯ กับทีมที่ปรึกษาธุรกิจ ไกด์ไลน์จึงเป็นหัวใจสำคัญในการพิจารณาเปิดธุรกิจ คาดว่าจะทำให้เสร็จภายในวันที่ 4 พ.ค.นี้”
9 จังหวัดไม่อยากรีสตาร์ต
ความคิดเห็นที่แนบท้ายแผนการเปิดธุรกิจระบุด้วยว่า “ภาคเอกชนขอให้มีการเปิดธุรกิจในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น 9 จังหวัดที่ไม่มีผู้ติดเชื้อเลย แต่ผู้ว่าฯ 9 จังหวัดไม่ต้องการให้เร่งเปิด ต้องการรักษาจังหวัดสีขาวปลอดเชื้อต่อไป ส่วนอีก 19 จังหวัดต้องไม่มีผู้ติดเชื้อในรอบ 14 วันที่ผ่านมา”
ขณะที่ความเห็นของสาธารณสุขระบุข้อสังเกตว่า หากจะเปิดธุรกิจจะต้องจำกัดประเภท จำกัดพื้นที่ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนเท่านั้น หากเปิดห้างสรรพสินค้า จังหวัดหัวเมืองเกรงว่าจะมีการหลั่งไหลเดินทางจากจังหวัดใกล้เคียงเข้ามา ทำให้ควบคุมโรคยากขึ้น
ชงเปิดร้านอาหาร-ตัดผม-ตลาด
แหล่งข่าวจากคณะที่ปรึกษากล่าวว่า “นายกรัฐมนตรี และผู้นำหอการค้าฯ ต้องการให้เปิดกิจการประเภทขนาดกลาง-ย่อมก่อน เช่น กลุ่มร้านอาหาร ร้านตัดผม ตลาดชุมชน ตลาดที่มีการซื้อ-ขายสินค้าเกษตร เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินสดในระบบเศรษฐกิจฐานราก และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนผู้มีรายได้น้อย”
นอกจากนี้ นายกฯต้องการข้อเสนอเป็นรูปธรรมว่า มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจอะไรบ้างที่ต้องทำทันที และหากไม่ทำจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจรวมทั้งประเทศ และมีมาตรการที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการอะไรบ้างที่ออกไปแล้ว แต่ยังต้องปรับปรุงเพิ่มเติม เช่น มาตรการช่วยเหลือผู้ประกันสังคม
นำร่อง 3-4 จังหวัดแซนด์บอกซ์
นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะทำงานกลุ่มมาตรการสำหรับการกลับมาเปิดธุรกิจใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าขณะนี้ได้เสนอผลสรุปมาตรการต่อนายกฯเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบดำเนินมาตรการการเปลี่ยนผ่าน (transition strategy) โดยเสนอให้จัดทำระบบทดลองเปิดจังหวัดตัวอย่าง (sandbox) 3-4 จังหวัด ตัวอย่างจากกลุ่ม 1 สีเขียว และกลุ่ม 2สีเหลือง เพื่อทดลองเปิดภายใน 2 สัปดาห์ หรือ 4 พฤษภาคม 2563 จากนั้นให้เก็บข้อมูลแก้ไขข้อบกพร่อง ก่อนที่จะเปิดให้บริการทั้ง 3 กลุ่มหลังจากนั้น โดยกำหนดการทดลองเปิดบริการเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 1 เดือน
นับถอยหลัง “บิ๊กตู่” กดปุ่ม
“แนวทางในการกลับมาประกอบธุรกิจนั้น นายกฯจะเป็นผู้พิจารณาเลือกจังหวัดตัวอย่างทดลอง 2-3 จังหวัด จากประเภทจังหวัดสีเขียว-เหลือง และแดง และจะต้องแมตช์กับกลุ่มธุรกิจ ซึ่งเราได้แบ่งเป็นธุรกิจสีเขียว-เหลือง-แดง ตามระดับความเสี่ยง อาทิ ธุรกิจสีเขียวความเสี่ยงต่ำ เช่น ร้านอาหาร จะเปิดบริการได้ในพื้นที่ใดบ้าง อาจจะเปิดให้บริการพื้นที่สีแดงได้ แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง ซึ่งต้องกำหนดว่ามีมาตรการดูแลอย่างไรเพื่อป้องกันการระบาด ประเด็นนี้สมาคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจร้านอาหาร และกระทรวงสาธารณสุข จะจัดทำไกด์ไลน์สำหรับร้านอาหารขนาดเล็ก-กลาง-ใหญ่ออกมา
ส่วนจังหวัดที่จะเปิดได้ต้องมีระบบติดตามตัว โดยใช้โทรศัพท์ทุกรุ่นที่สามารถเข้าสู่ระบบออนไลน์ น่าจะประมาณ 40 ล้านคน ซึ่งผู้รับบริการต้องลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น “หมอชนะ” ติดตามการเดินทาง (track&trace) จะมีคิวอาร์โค้ดระบุสถานะว่าเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงหรือไม่ และเมื่อไปใช้บริการที่ร้านอาหาร หรือสถานประกอบการแต่ละร้าน ก็ต้องขึ้นทะเบียนคิวอาร์โค้ดแต่ละร้าน เพื่อให้ผู้ใช้สแกนทราบว่าในร้านมีความหนาแน่นของผู้มาใช้บริการที่เสี่ยง/ไม่เสี่ยงมาใช้บริการมากน้อยเพียงใด และร้านดังกล่าวมีมาตรการป้องกันการระบาดอย่างไร จะมีระบบสกอร์คะแนน เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกใช้บริการด้วย”
ไกด์ไลน์เข้มธุรกิจยุคโควิด
นายกลินท์กล่าวว่า สำหรับมาตรการหลักธุรกิจแยกตามความเสี่ยง ประกอบด้วย 1) ห้ามไม่ให้มีความหนาแน่น จะต้องตั้งโต๊ะห่างเว้นระยะอย่างน้อย 1 ตร.ม. ทั้งที่นั่ง และพื้นที่รอคิว 2) อากาศภายในร้านถ่ายเทได้ดี หากมีเครื่องปรับอากาศมากกว่า 10 ตัว หรือเป็นที่โล่ง 3) สามารถควบคุมการใช้เสียงดังได้หรือไม่ 4) ระยะเวลาในการใช้บริการ เช่น หากใช้บริการร้านอาหาร และรับประทานในร้าน แต่ต้องใช้เวลารวดเร็วไม่เกิน 1 ชม. ซึ่งประเด็นนี้ประเมินว่าทั้งร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ร้านอาหารทั่วไปประเภทที่มารับประทานเป็นลักษณะครอบครัว เช่น ร้านสุกี้เอ็มเค ก็สามารถเปิดได้ แต่ต้องปรับการให้บริการให้สอดคล้องกับหลักด้านสุขอนามัย
ส่วนธุรกิจกลุ่มสีเหลืองที่มีความเสี่ยงปานกลาง เช่น ฟิตเนส และศูนย์ประชุมก็อาจกลับมาเปิดได้ แต่ต้องมีการกำหนดมาตรการเข้มข้นกว่า หรือมีการใช้เทคโนโลยีมาช่วยเสริมการให้บริการจะต้องปรับปรุงสถานประกอบการให้มีมาตรการตามที่กำหนด และลงทะเบียนกับเทศบาลนคร เทศบาลเมือง องค์การบริหารส่วนตำบล โดย “ผู้ว่าราชการจังหวัด” จะต้องจัดให้มีกลไกในการตรวจสอบและอนุญาต
รัฐ/เอกชน WFH 50%
ขณะที่ธุรกิจประเภทสีแดงประเภทที่มีความเสี่ยงสูง ให้จังหวัดพิจารณาปิดดำเนินการจนกว่าจะมีมาตรการหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่ามีความปลอดภัย จึงจะเปิดให้บริการ โดยอาจจะใช้ระบบติดตามโดยให้ประเมินผลตัวเอง (self-assessment) และวางระบบติดตาม โดยมีการประสานงานกันภายในจังหวัดผ่านกลไก “กกร.จังหวัด” ซึ่งมีตัวแทนทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด สาธารณสุขจังหวัดร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าธุรกิจจะกลับมารีสตาร์ตได้แล้ว ทางภาคเอกชนเห็นว่ายังควรต้องคงมาตรการดูแลประชาชน ทั้งมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) การงดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มคนหมู่มาก การให้ใส่หน้ากากอนามัย รวมถึงมาตรการการ work from home อย่างน้อย 50% ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน เพื่อป้องกันการระบาดอีก