เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 24 เมษายน 2563 ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบค. ภายในห้องโถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ประจำวัน ว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 15 ราย รวมมีผู้ป่วยติดเชื้อสะสม 2,854 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต รวมมีผู้เสียชีวิตสะสม 50 ราย หายป่วยแล้ว 2,490 ราย มีผู้ป่วยรักษาอยู่ 314 ราย
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ประเด็นที่น่าสนใจในต่างประเทศ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย กรุงจาการ์ตาขยายมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมออกไปจนถึง 22 พฤษภาคม หลังจากที่มีผู้ละเมิดกฎในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น การชุมนุม สำหรับร้านอาหารแบบซื้อกลับบ้าน และธุรกิจทั้งหมดต้องปิดยกเว้นบริการที่จำเป็น การละเมิดกฎดังกล่าวจะถูกปรับเป็นเงินสูงถึง 100 ล้านรูเปียห์ (9,000 ดอลลาร์สิงคโปร์) และจำคุกสูงถึง 1 ปี และยังขอให้ชาวมุสลิมทำการละหมาดที่บ้านแทนที่จะไปที่มัสยิด
ขณะที่ประเทศยูเครน ขยายมาตรการล็อกดาวน์จนถึง 11 พฤษภาคม 2563 ส่วนสหราชอาณาจักร อาจใช้มาตรการคุมเข้มทางสังคมยาวตลอดทั้งปี หรือ จนกว่าวัคซีนจะสำเร็จ เบื้องต้นได้ประกาศเพิ่มระยะเวลาล็อกดาวน์ไปจนถึง 7 พฤษภาคม และมีแนวโน้มจะขยายเวลาออกไปอีก หากสถานการณ์โดยรวมยังไม่ดีขึ้น
ด้านสหพันธรัฐมาเลเซีย ประกาศขยายเวลาเพิ่มเติมจากคำสั่งควบคุมการเคลื่อนไหวครั้งที่ 3 ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 28 เมษายน 2563 โดยจะออกคั่งควบคุมการเคลื่อนไหวครั้งที่ 4 ต่อไปอีก เพื่อให้ประชาชนเตรียมความพร้อมที่อยู่บ้านให้นานขึ้นในช่วงเดือนรอมฎอน
เยอรมนีออกกฎเข้าให้ประชาชนสวนหน้ากากทั้งประเทศ เยอรมนีที่ออกมาตรการให้ประชาชนสวมหน้ากากป้องกันเชื้อขณะที่โดยสารขนส่งสาธารณะหรือออกนอกเคหะสถาน อันเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พร้อมกันนี้เมื่อวันพุธ ยังเป็นวันแรกที่ภาคธุรกิจบางส่วนของเยอรมนีกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง หลังถูกปิดเนื่องจากมาตการล็อกดาวน์เป็นเวลาเกือบ 1 เดือน โดยภาคธุรกิจที่กลับมาเปิดให้บริการนี้จะต้องเป็นร้านค้าที่มีพื้นที่ไม่เกิน 800 ตารางเมตร ส่วนโรงเรียนคาดว่าจะกลับมาเปิดการเรียนการสอนได้อีกครั้งภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า
หลังจากนี้ รัฐบาลเบอร์ลินเผยว่า อาจต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 14 วัน เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าจะผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มทางสังคมในส่วนอื่น ๆ เพิ่มเติมหรือไม่ โดยเยอรมนีมียอดสะสมติดเชื้อที่ 145,694 ราย เสียชีวิต 4,879 รักษาหายแล้วกว่า 99,000 ราย
“ไม่อยากให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่สอง ระลอกที่สาม ระลอกที่สี่เลย เพราะทรัพยากรเรามีจำกัด เงินเราไม่พอ ถ้าเกิดการติดเชื้อแล้วต้องรักษากันเป็นจำนวนมากในโรงพยาบาลอีก เราไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย”
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า เรื่องการต่อหรือไม่ต่อการใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ที่จะครบกำหนดในวันที่ 30 เมษายนนั้น เป็นเรื่องต้องตัดสินใจในระดับสูงสุดของศบค. คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 28 เมษายน เพื่อประกาศการออกกฎใหญ่ของประเทศ ส่วนการผ่อนคลายเป็นเรื่องของจังหวัดที่จะตามมา
ทั้งนี้ ขณะนี้มีคณะที่ปรึกษาภาคธุรกิจ ที่มีนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เป็นประธานอยู่ระหว่างหารือถึงมาตาการต่าง ๆ เสนอ ศบค.และ ครม. เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นการจะผ่อนปรนหรือไม่ จะประกาศผ่อนคลายกิจการใดทำได้ ทำไม่ได้อย่างรอบได้และคนส่วนใหญ่ต้องเห็นด้วย และมาตรการที่ออกมาต้องไม่กระทบต่อการแพร่ระบาดของโรค
“มีคนบอกว่า เงินเรามีไม่พอหรอกครับ แค่ตอนนี้เรายังต้องกู้กันมา เราจะเกิดคลื่นภูเขาลูกที่ 2 ลูกที่ 3 ตามมาไม่ได้อีกแล้ว เพราะจะเกิดการสูญเสีย การเจ็บไข้ได้ป่วยและเสียชีวิต และการเสียเรื่องของงบประมาณลงไป เคยคำนวณกันว่า หากมีผู้ป่วย 1 ราย เราต้องเสียเงิน 1 ล้านบาท ตอนนี้เรามีคนป่วยไปแล้ว 2 พันกว่าราย นั่นหมายความว่า 2 พัน เกือบ 3 พันล้านบาทต้องเสียไปแล้ว เงินพวกเราทั้งนั้น และถ้ามีผู้ป่วยเป็นหลักหมื่น หลักแสน จะต้องใช้งบประมาณอีกเท่าไหร่
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ตอนนี้เรามีผู้ติดเชื้อไม่มาก แต่ยังมีผลกระทบทางเศรษฐกิจอยู่ เราต้องชั่งน้ำหนักว่ามันจะต้องเสียไปอีกแค่ไหน แต่เรื่องของเงินทองจะคิดมากก็ไม่ดี ถ้าจะต้องเสียบ้างก็ต้องเสีย แต่บางคนบอก ไม่ได้ เราเสียเงินดีกว่าเสียชีวิต เราไม่มีสิทธิ์ให้ใครอยู่ใครไป เพราะฉะนั้นต้องคิดหน้า คิดหลังอย่างรอบคอบ
“บางคนบอกว่าเบาใจได้แล้ว ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อวันละ 15 คน 13 คน ขายของกันเถอะ สบาย แต่มีตัวอย่างจากประเทศเพื่อนบ้านเรามาแล้ว เผลอนิดเดียวมีผู้ติดเชื้อพุ่งจากหลักพันไปเป็นหลักหมื่นกว่า ถ้า 1 คนเท่ากับ 1 ล้านบาท หมื่นคนก็เท่ากับหมื่นล้านบาท เยอะมาก”