ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คือ ญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 7 ฉบับ ซึ่งวันนี้เป็นวัน “นัดลงมติ” ที่จะเกิดขึ้นในช่วงบ่าย ภายหลังวานนี้ (17พฤศจิกายน 2563) เกิดการสลายการชุมนุม “มวลชนราษฎร” หน้ารัฐสภา ตั้งแต่บ่ายจรดค่ำ
กระทั่งมีการประกาศนัดชุมนุมใหญ่ ครั้งใหม่ ที่แยกราชประสงค์ช่วงเย็นวันนี้(18พ.ย.) ท่ามกลางสถานการณ์ที่แหลมคมทางการเมือง และตึงเครียด การโหวตรับ – ไม่รับญัตติรัฐธรรมนูญ จะเป็นการเติมเชื้อไฟม็อบในช่วงเย็นหรือไม่
ไอลอว์ไม่พอใจท่าที ส.ว.
“จอน อึ๊งภากรณ์” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการพิจารณาร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภา เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ว่า พอใจกับการทำหน้าที่ของ ส.ส.ส่วนใหญ่ แต่ไม่ค่อยพอใจกับการทำหน้าที่ของ ส.ว.บางคน ซึ่งมีลักษณะกล่าวหาใส่ร้ายองค์กรที่ภูมิใจนั้นก็คือไอลอว์ เพราะเราเป็นองค์กรที่ทำทุกอย่างถูกต้องโปร่งใส หากท่านไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของภาคประชนเรายินดี เพราะเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย แต่มาใส่ร้ายกล่าวหาว่าทุจริตบ้าง ได้เงินจากแหล่งทุนบ้าง โดยไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆ ถือว่าไม่แฟร์
ส่วนข้อครหาเรื่องรับเงินจากแหล่งทุนนั้นเป็นแหล่งทุนเดียวกับการให้ม็อบฮ่องกง นายจอน กล่าวว่า ไม่ทราบว่าแหล่งทุนใดให้ทุนกับม็อบฮ่องกง แต่ถ้าเป็นการให้ทุนกับองค์กรที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
อย่าให้ทหารผูกขาดเขียนรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ในห้องประชุมรัฐสภา “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ประเทศไทยเราใช้รัฐธรรมนูญเปลืองที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ของโลก รัฐธรรมนูญทั้ง 20 ฉบับของไทยส่วนใหญ่มาจากการรัฐประหาร ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าทหารจะเป็นคนกลุ่มเดียวที่สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ ประชาชนอยากจะแก้ รัฐสภาอยากจะแก้ แม้จะเป็นอำนาจของตัวเองแต่มันทำได้ยากเย็นเหลือเกิน อย่าให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของทหารอีกต่อไป พวกเรารัฐสภาต้องยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือสิ่งที่ทำได้ และอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญต้องเป็นของประชาชน
ยิ่งไปกว่านั้น ขอวิงวอนต่อทุกท่านให้รับร่างของภาคประชาชน ควบคู่ไปกับร่างญัตติ 1 และ 2 เพื่อให้เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีอิสระและไม่ผูกขาดกับชุดความคิดการเมืองใดการเมืองหนึ่ง ถึงแม้ว่าเราจะยังหาฉันทามติไปสู่อนาคตไม่เจอ แต่อย่างน้อยที่สุดเราสามารถถอดบทเรียนความสำเร็จในอดีต เฉกเช่นที่หลายๆ ท่านในสภาแห่งนี้เคยได้ทำมาแล้วครั้งหนึ่งในการหาทางออกให้กับประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา
“ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตัวแทนจากพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า หากให้ร่างไอลอว์ผ่านความเห็นชอบ จะมีการ ยกเลิก พ.ร.บ.กกต. ฝ่ายค้านได้ประโยชน์ เพราะคนที่โดนคดีใน กกต.อยู่คือหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ส่วนเลือก นายกฯ ให้มาจากการเลือกตั้ง เป็นการปลดนายกฯ ซึ่งสมประโยชน์ที่ฝ่ายค้านจะได้เป็นรัฐบาล ยอมได้อย่างไรในเมื่อพวกตนเลือก พล.อ.ประยุทธ์ มา เขียนเรื่อง ส.ว. ให้ ส.ว.พ้นจากตำแหน่ง ใครจะโหวตให้ในโหวตแล้วเป็นปฏิปักษ์กับตัวเอง
ทำให้ “ณัฐวุฒิ บัวประทุม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลต้องลุกขึ้นประท้วง เนื่องจากเป็นอดีต ส.ส.อนาคตใหม่ โดยยืนยันว่า อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย กกต. และยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ส.ว.ยันวิจารณ์ไอลอว์ไม่ได้อคติ
“เสรี สุวรรณภานนท์” ส.ว. กล่าวว่า ส.ว.ถูกกล่าวหาว่า สิ่งที่วิจารณ์ร่างไอลอว์นั้น กลายเป็นว่า มายาคติ เป็นเรื่องสร้างภาพหลอกลวง ใส่ร้ายให้ประชาชนเข้าใจผิด หรือ ทำหน้าที่ ส.ว.แล้วเป็นนั่งร้านให้ผู้มีอำนาจ เรามีความจำเป็นต้องให้ข้อมูลในสิ่งที่ถูกต้องว่า สิ่งที่เรานำเสนอข้อมูลที่ไอลอว์นำเสนอมา ไม่ได้เกิดจากอคติ จากความไม่ชอบ หรือ เป็นฝ่ายไหน แต่เป็นข้อมูลแท้ๆ ข้อมูลเนื้อๆ สิ่งที่ ส.ว.เสนอความเห็นไปแล้วถ้าผิดจากที่พูดอยากให้ตัวแทนไอลอว์อธิบาย เพราะข้อมูลก็ได้จากเว็บไซต์ของไอลอว์ มีหลายเรื่อง
เช่น ใส่เนื้อหาข้อความ 4 เหตุผลที่ต้องคว่ำข้อเสนอรัฐธรรมนูญของรัฐบาล ยืนยัน รัฐธรรมนูญแก้ได้ทุกหมวด ทุกมาตรา อดีตก็ไม่เคยห้ามและในเว็บไซต์ไอลอว์นำข้อมูล 10 ข้อ ของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมมาลงไว้ และมีข้อมูลอีกมากเกี่ยวกับเรื่องสถาบัน
ดังนั้น ส.ว.ไม่อคติ และไม่ใส่ร้าย แต่เรามีความจำเป็นที่ต้องสร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็ง บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า ไม่เกิดความขัดแย้ง แต่เรื่องที่เสนอมา นั้นเป็นความขัดแย้ง สิ่งที่แสดงออกทำร้ายชาติหรือไม่ แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ให้นายกฯ พ้นจากตำแหน่ง ให้ปฏิรูปสถาบัน การต่อสู้หาคนไปเป็น ส.ส.ร. มีความขัดแย้งกันอีก
“เราจะช่วยกันอย่างไรถ้าเรามีรัฐธรรมนูญที่แย่ๆ สักฉบับ แต่ผู้บริหารประเทศดี ประชาชนอยู่อย่างมีความสุข สงบ เศรษฐกิจดี มีรายได้ มีงานทำอยู่อย่างมีความสุข เราเรียกร้องรัฐธรรมนูญของคนที่ยังไม่ได้เกิด แต่ทำไมไม่รักษาชีวิตคนปัจจุบัน เราไม่ได้ปฏิเสธเราไม่ได้รังเกียจร่างรัฐธรรมนูญไอลอว์ แต่กำลังทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภาทำประโยชน์ให้ประเทศ”
ไอลอว์ ชี้ อย่าบิดเจตนารมณ์ 1 แสนคน
“ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้จัดการไอลอว์ ชี้แจงทันทีว่า เรานำเสนอเรื่องที่ชัดเจนอยู่ในเว็บไซต์ รัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่เคยห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้แต่หมวดเดียว เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญในอดีต ส่วนที่นำ 10 ข้อของผู้ชุมนุมมาอยู่บนเว็บไซต์ไอลอว์นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงว่า บางข้อสามารถนำมาพูดคุยกันได้ในระบบรัฐสภา ไม่ใช่ต่อสู้ลงบนถนนเสมอไป
ด้าน “จอน” อภิปรายสรุปว่า การอภิปรายจำนวนมากจะเป็นการตั้งคำถามกับเจตนาของไอลอว์ มากกว่าเนื้อหาของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การอภิปรายเจตนาอภิปรายง่ายเพื่อโจมตี แต่พิสูจน์ยาก ให้ตนพูดเท่าไหร่ก็ตามว่าเราเจตนาดี แต่คนเขาไม่เชื่อ ถ้าไม่เชื่อตั้งแต่แรกประเด็นอยู่ที่เนื้อหารัฐธรรมนูญ 1 แสน คนลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ขอให้ดูที่เนื้อหาและขอให้มองว่าการนำเสนอครั้งนี้เป็น
การนำเสนอของ 1 แสนคน โดยบางส่วนถูกตัดออกก็ตาม แต่เป็นคนไทยแสนกว่าคนที่มาลงชื่อใครอยากรู้เรื่องไอลอว์ติดต่อผม หากอยากตรวจสอบบัญชี รับรู้รายรับรายจ่าย แหล่งทุน ยินดีให้ข้อมูล ไอลอว์เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อสิทธิ
เสรีภาพของประชาชน รวมถึงสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ตามอนุสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี เราทำงานตามหลักวิชาการ ทุกเรื่องเราเห็นว่าเป็นสิทธิเสรีภาพที่แสดงความเห็นได้ เรามิอาจบอกว่าในการร่างรัฐธรรมนูญ ห้ามประชาชนแก้ข้อนั้น ข้อนี้ มิอาจทำตัวใหญ่กว่าประชาชน
ประเทศไทย กำลังเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ปัจจุบันไม่ใช่คนรุ่นใหม่ในอดีต ถ้ารัฐสภานี้ไม่ทำความรู้จักกับคนรุ่นใหม่ รัฐสภาจะไม่สามารถแก้วิกฤตของประเทศได้ เห็นว่าควรเชิญคนรุ่น ใหม่จากกลุ่มต่างๆ ที่เรียกร้องประชาธฺปไตยมานั่งคุยกับท่าน อาจมองเขาในแง่ดีขึ้น ท่านอาจเจอหลานของท่านเองมาคุยกับท่านก็ได้ และรัฐสภานี้ แย่กว่ารัฐสภาเก่าเยอะ
ที่แย่กว่าหมายถึง อาคารถูกล้อมโดยค่ายทหารหมด ความรู้สึกของประชาชนที่จะมาที่รู้สึกไม่ปลอดภัย หลายท่านรู้สึกว่า 3 คนของไอลอว์มาคุกคามท่านแล้ว แต่ประชาชนมาเจอค่ายทหาร เจอประตูปิด เจอคนฉีดน้ำ คุยกับอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งเห็นว่ายังเป็นการชุมนุมโดยสงบ
จึงอยากให้มีลาน หรือ ห้องประชุมใหญ่ ต้อนรับประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่มาคุยกัน ถ้ามีห้องจุคน 200 คน ส.ส. ส.ว. ไปพบได้ บรรยากาศจะ เปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง และท่านจะไม่รู้สึกถูกคุกคาม และจะเห็นว่าเขาเป็นมนุษย์และเป็นลูกหลาน
“หวังว่ารัฐสภาจะช่วยแก้วิกฤตของประเทศ สร้างความเข้าใจประชาชนที่เผชิญหน้ากัน ได้แลกเปลี่ยนกัน ถ้าทำให้ผิดหวังในเรื่องนี้ ประเทศเราจะแย่ ท่านมีภารกิจที่จะสร้างความเข้าใจและลดความตึงเครียดในสังคม ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าสิ่งที่เขาเรียกร้องได้รับความสนใจ” นายจอน กล่าว
เพื่อไทย โชว์ภาพรับร่างไอลอว์
อีกด้านหนึ่ง “นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เรียกประชุมด่วน ส.ส. เพื่อถามมติของ ส.ส.เพื่อไทยว่าเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนหรือไม่ ซึ่ง ส.ส.ทุกคนในห้องประชุม “ยกมือ” สนับสนุน
“สุทิน คลังแสง” ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในฐานประธานวิปฝ่ายค้าน ย้ำว่า สาเหตุที่พรรคโหวตให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เนื่องจาก พรรคมีทางออกโดยยึดเอาคำวินิจฉัยของ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่เคยบอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ประชาชนไม่มีส่วนไหนขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 และหากมีความผิดเรื่องขัดรัฐธรรมนูญคนที่จะผิดคนแรกคือนายชวน
ด้าน “วัน อยู่บำรุง” ส.ส.กทม. ขอให้เพื่อน ส.ส.ยกมือ ว่า เพื่อไทยจะไม่แก้ไขหมวด 1 หมวด 2 แน่นอน ทำให้บรรดา ส.ส.ยกมือเช่นกัน
ต่อมา “สุทิน” หารือนายชวนในห้องประชุมรัฐสภาว่า คำวินิจฉัยของประธานจะต้องเป็นข้อยุติ และมีคำวินิจฉัยที่สำคัญของเอกสารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ว่า ร่างที่ยื่นแก้ไขครั้งนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 ที่ระบุว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทํามิได้
แสดงให้เห็นว่า ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ดูแล้วสมาชิกไม่สนใจคำวินิจฉัยของประธาน จึงสงสัยว่าคำวินิจฉัยที่เป็นลายลักษณ์อักษรและได้โต้ แย้งคำวินิจฉัย ต่อไปคำวินิจฉัยของประธานรัฐสภาจะเป็นที่สุดได้อย่างไร สมาชิกอภิปรายโต้แย้งคำวินิจฉัยได้หรือไม่ และผูกพันอย่างไรกับสมาชิก
นายชวน กล่าวว่า การวินิจฉัยของประธานคือการบรรจุระเบียบวาระ เมื่อไม่มีข้อห้ามก็สามารถบรรจุวาระได้ เราไม่มีสิทธิไปห้ามคนที่คิดต่าง คนที่เห็นไม่เหมือน ก็มีสิทธิแสดงความคิดเห็น มีสิทธิคิดต่างอีกฝ่ายหนึ่งได้ มีสิทธิตัดสินใจด้วยความอิสระ
เช็คเสียงก่อนโหวต
ทั้งนี้ ตามขั้นตอนการโหวตวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ จะต้องได้เสียงเกินครึ่งของทั้ง 2 สภา ซึ่งขณะนี้มีสมาชิก 732 คน แบ่งออกเป็น ส.ส.487 คน และ ส.ว.245 คน ดังนั้น “เสียงเห็นชอบ” ในวาระที่ 1 หรือ “ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง” จึงเท่ากับ 366 เสียง และในจำนวนนี้ต้องมี ส.ว.เห็นชอบด้วย 84 เสียง
ทั้งนี้เช็คเสียง “พรรคร่วมรัฐบาล” รวมกันแล้ว 19 พรรค 276 เสียง ประกอบด้วย พลังประชารัฐ 120 เสียง ภูมิใจไทย 61 เสียง ประชาธิปัตย์ 52 เสียง ชาติไทยพัฒนา 12 เสียง รวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง พลังท้องถิ่นไท 5 เสียง ชาติพัฒนา 4 เสียง รักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 และเศรษฐกิจใหม่ 5 เสียง
10 พรรคเล็ก พรรคละ 1 เสียง ประกอบด้วย ประชาภิวัฒน์ พลังไทยรักไทย ครูไทยเพื่อประชาชน ประชานิยม พลเมืองไทย ประชาธิปไตยใหม่ พลังธรรมใหม่ ไทยศรีวิไลย์ ประชาธรรมไทย ไทรักธรรม
ส่วนพรรคร่วมฝ่ายค้าน 6 พรรค ประกอบด้วย เพื่อไทย 134 เสียง ก้าวไกล 54 เสียง เสรีรวมไทย 10 เสียง ประชาชาติ 7 เสียง เพื่อชาติ 5 เสียง และพลังปวงชนไทย 1 เสียง บวกกับอีก 1 เสียง ของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ (เศรษฐกิจใหม่)
