เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มติสภาผ่าน พ.ร.บ. งบประมาณ 2570 จับตาแผนใช้งบกลาง 1.2 หมื่น ล. กระตุ้นเศรษฐกิจ
Politics มติสภาผ่าน พ.ร.บ. งบประมาณ 2570 จับตาแผนใช้งบกลาง 1.2 หมื่น ล. กระตุ้นเศรษฐกิจ
“โอสถสภา” ปั้นโมเดล Smart Factory สู้ตลาดฝืด
Business “โอสถสภา” ปั้นโมเดล Smart Factory สู้ตลาดฝืด
บอร์ด EV เคาะภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 3 เทียร์ นำเข้าเก็บแพงสุดมากกว่า 10% ผลิตในประเทศ-Local Content สูงเรตต่ำสุด
Uncategorized บอร์ด EV เคาะภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 3 เทียร์ นำเข้าเก็บแพงสุดมากกว่า 10% ผลิตในประเทศ-Local Content สูงเรตต่ำสุด
“เอกนัฏ” ระดมทีมงาน-เครื่องจักร ขุดสำรวจเพิ่มเติม 24 ชม. เร่งขยายผลทุกจุดเสี่ยงให้เร็วที่สุด
Economic “เอกนัฏ” ระดมทีมงาน-เครื่องจักร ขุดสำรวจเพิ่มเติม 24 ชม. เร่งขยายผลทุกจุดเสี่ยงให้เร็วที่สุด
รถไฟไม่รับ 4 เงื่อนไข บีบ CP รับเดินรถแอร์พอร์ดลิงก์ต่อ 1 ต.ค.นี้
Real Estate รถไฟไม่รับ 4 เงื่อนไข บีบ CP รับเดินรถแอร์พอร์ดลิงก์ต่อ 1 ต.ค.นี้
รามคำแหง 53 “จุดหมายใหม่” วัยรุ่น 3 จังหวัดชายแดนใต้
Columns รามคำแหง 53 “จุดหมายใหม่” วัยรุ่น 3 จังหวัดชายแดนใต้
บอร์ดอีวีเห็นชอบปรับโครงสร้างภาษี EV หนุนใช้ชิ้นส่วนไทย ดันฐานผลิตโลก
Economic บอร์ดอีวีเห็นชอบปรับโครงสร้างภาษี EV หนุนใช้ชิ้นส่วนไทย ดันฐานผลิตโลก
วิทยาศาสตร์มีคำอธิบาย “ทฤษฎีเหนือดวง” ไขปัจจัยแห่งโชค
News วิทยาศาสตร์มีคำอธิบาย “ทฤษฎีเหนือดวง” ไขปัจจัยแห่งโชค
ราคาทองวันนี้ (10 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 100 บาท รูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (10 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 100 บาท รูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
พันธบัตรออมพลัสคึกคัก! ยอดจองพุ่ง 6.56 พันล้าน จากวงเงินขาย 2 พันล้าน
Finance พันธบัตรออมพลัสคึกคัก! ยอดจองพุ่ง 6.56 พันล้าน จากวงเงินขาย 2 พันล้าน
ดูทั้งหมด

ศุภวุฒิ คาดการณ์ จีดีพีเพิ่ม แต่ความเป็นอยู่แย่ คนละครึ่ง อุ้มกำลังซื้อสั้น

13 ธ.ค. 2563 | 20:39น.

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ชี้ จีดีพีเพิ่มขึ้นแต่ความเป็นอยู่ไม่ดีขึ้น มาตรการกระตุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ใช่การพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

วันที่ 13 ธันวาคม 2563 ที่เพจเฟซบุ๊ก CARE คิด เคลื่อน ไทย ได้เผยแพร่ข้อความเรื่อง เศรษฐกิจไทย : อนาคตที่ “ขาดยุทธศาสตร์” และแรงขับเคลื่อน โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ดังนี้

เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปีนี้ติดลบ 6.4% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปี 2562 ดีกว่าการติดลบ 12.1% ในไตรมาส 2 ทำให้รัฐบาลไทยคาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะติดลบ “เพียง” 6% จากที่เดิมเคยคาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะติดลบประมาณ 7.5% นอกจากนั้นก็ยังคาดการณ์ว่าจีดีพีในปีหนน้าจะขยายตัวประมาณ 3.5-4.5%

1.จีดีพีเพิ่มขึ้นแต่ความเป็นอยู่ไม่ดีขึ้น

แต่ความเป็นอยู่ของคนไทยโดยเฉลี่ยในปีหน้านั้นจะยังไม่ฟื้นตัวหากดูจากรายได้ต่อหัวที่รัฐบาลคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 237,178.6 บาท ในปี 2564 ซึ่งยังต่ำกว่ารายได้ต่อหัวในปี 2562 (ก่อนการระบาดของ COVID-19) ที่ 243,466.9 บาท (รายได้ยังลดลงไป 2.5%) แต่หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ของปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ 78.4% ของรายได้มาเป็น 83.8% ในไตรมาส 2 ของปี 2563 และแนวโน้มของหนี้ครัวเรือนก็น่าจะยังเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคตที่ประชาชนขาดรายได้และต้องกู้ยืมเงินมากขึ้น

แม้ว่าธนาคารพาณิชย์จะระมัดระวังและพยายามจำกัดการขยายสินเชื่อ ทั้งนี้ในรายงานล่าสุดของสภาพัฒน์ฯ เกี่ยวกับสภาวะสังคมในไตรมาส 3 ของปี 2563 ได้ประเมินจากแบบสอบถามว่าในช่วงการระบาดของ COVID-19 นั้นกลุ่มตัวอย่าง 54% มีรายได้ลดลงและ 33% มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 14 มีการก่อหนี้ในระบบเพิ่มขึ้นและร้อยละ 9 ก่อหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น จึงอาจสรุปได้ว่าการ “ฟื้นตัวของเศรษฐกิจ” ในปีหน้านั้นไม่น่าจะแปลว่าความเป็นอยู่ของประชาชนจะฟื้นตัวดีขึ้นแต่อย่างใด

2.มาตรการกระตุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ใช่การพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

มาตรการที่รัฐบาลนำออกมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น “คนละครึ่ง” นั้นเป็นการเอาเงินภาษี (ในอนาคต) ของประชาชนมาให้ประชาชนใช้ซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นเดือนละไม่กี่พันบาท ใช้เงินครั้งละ 15,000-20,000 ล้านบาท ซึ่งช่วย “อุ้ม” กำลังซื้อในระยะสั้น แต่จะไม่สามารถส่งผลให้เกิดการพลิกฟื้นเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ไม่มีการปฏิรูปหรือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและดูเสมือนว่ารัฐบาลจะเลิกล้มความตั้งใจเดิมที่จะอนุมัติโครงสร้างฟื้นฟูและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ได้เคยตั้งงบประมาณเอาไว้ที่ 400,000 ล้านบาท ซึ่งตรงนี้พบว่ามีการอนุมัติโครงการต่างๆ มูลค่าเพียงไม่กี่หมื่นล้านบาท

การที่รัฐบาลมีแต่เพียงมาตรการเพิ่มเติมกำลังซื้อเพียงเล็กน้อย แต่ไม่มีนโยบายและเป้าหมายที่ชัดเจนในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศนั้น เป็นเรื่องที่จะปั่นทอนอนาคตของเศรษฐกิจไทยอย่างมากเพราะเศรษฐกิจไทยนั้นมีความอ่อนแอมาก่อนการระบาดของ COVID-19 แล้ว กล่าวคือจีดีพีของไทยในปี 2562 นั้นสามารถขยายตัวได้เพียง 2.4% และในไตรมาส 4 ของปี 2562 นั้นจีดีพีขยายตัวเพียง 1.4% ดังนั้นเมื่อหัวจักรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือการท่องเที่ยวดับสลายลงในปี 2563 ประเทศไทยจึงไม่มีหัวจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเหลืออยู่

ข่าวดีเกี่ยวกับการมีวัคซีนป้องกัน COVID-19 นั้นอาจทำให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวกลับมาได้บ้าง แต่คงจะต้องรอไปจนปลายปีหน้าประเทศไทยจึงจะสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวจำนวนเดือนละ 1 ล้านคน ซึ่งก็ยังต่ำกว่าปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดิมทีเข้ามาในประเทศไทยเดือนละ 3.3 ล้านคน ดังนั้นธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกหลายรายจะต้องปิดตัวลงและปลดคนงานเพิ่มขึ้นอีกในปีหน้า นอกจากนั้นปี 2564 จะเป็นปีที่ธนาคารซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะต้องทวงคืนเงินกู้หลังจากที่มาตรการผ่อนปรนให้ลูกหนี้ได้ปิดฉากลงในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

การที่รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่ได้มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ชัดเจน จะทำให้การปรับโครงสร้างหนี้และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจต้องตกเป็นภารกิจของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งย่อมจะต้องการปรับโครงสร้างเพื่อประโยชน์ของธนาคารพาณิชย์เองและไม่น่าจะสอดคล้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

ตัวอย่างเช่นธนาคารพาณิชย์อาจต้องการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นจำนวนมากเพราะไม่มั่นใจว่าลูกหนี้จะสามารถหารายได้เพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นได้ โดยคาดหวังว่าจะเก็บสินทรัพย์ดังกล่าวเอาไว้ก่อน (warehousing) แล้วค่อยๆ นำออกไปขายในอนาคตเพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการปล่อยกู้ แต่การนำเอาสินทรัพย์เก็บ “ดอง” เอาไว้เฉยๆ ไม่ได้นำออกไปทำประโยชน์ก็จะทำให้ไม่เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดรายได้และเกิดการจ้างงาน เศรษฐกิจจึงจะอยู่ในภาวะซึมตัว

3.การขาดทิศทางที่ชัดเจนจะนำไปสู่ความเสื่อมถอย

การที่ประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจนว่าจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปในทิศทางใดและไม่ทราบว่าภาคเศรษฐกิจใดจะเป็นหัวจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะขยายตัวในอัตราที่ลดลงต่อไปและขยายตัวช้ากว่าเศรษฐกิจโลกซึ่งได้เกิดขึ้นแล้วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เห็นได้จากการขยายตัวเฉลี่ยต่อปีของเศรษฐกิจไทยเทียบกับเศรษฐกิจโลกในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา (ดูจากตารางในภาพ)

ในช่วง 40 ปีที่ผ่ามานั้นสามารถสรุปได้ว่าประเทศไทยมีหัวจักรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีความชัดเจน เช่น

– 1980-1989 เป็นช่วงที่ประเทศไทยพลิกฟื้นจากความถดถอยทางเศรษฐกิจในปี 19980 และค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย จึงสามารถขุดก๊าซธรรมชาติออกมาสร้างอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและญี่ปุ่นก็ย้ายฐานการผลิตมาที่ประเทศไทยเพราะเงินเยนแข็งค่าอย่างมาก เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทย “โชติช่วงชัชวาล”

– 1990-1999 นักลงทุนมีความมั่นใจในประเทศไทยสูงและรัฐบาลส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินทำให้มีการลงทุนสูงเกินจริง เกิดภาวะฟองสบู่และในที่สุดก็นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจและการเงินในปี 1997

– 2000-2009 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากการลดค่าเงินบาท การขยายตัวที่ดีของเศรษฐกิจโลก การปรับโครงสร้างหนี้และการเพิ่มทุนของธุรกิจและธนาคาร ตลอดจนการเร่งฟื้นเศรษฐกิจในประเทศ ในช่วงนี้เศรษฐกิจไทยเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก กล่าวคือการส่งออกสินค้าและบริการคิดเป็นสัดส่วนของจีดีพีเพิ่มขึ้นจาก 48.24% ในปี 1997 มาสูงสุดที่ 71.42% ในปี 2008 อุตสาหกรรมที่โดดเด่นของไทยคืออุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิคส์

– 2010-2019 เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่ช้าลงเพราะความสามารถในการแข่งขันด้อยลงในหลายด้าน ยกเว้นการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหัวจักรหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 14.15 ล้านคนในปี 2009 มาเป็น 39.80 ล้านคนในปี 2019

ดังนั้นประเทศไทยจึงกำลังจะต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างยิ่งเพราะเศรษฐกิจไทยมีข้อจำกัดมากและจึงมีทางเลือกเหลืออยู่ไม่มากนัก กล่าวคือ

  • ประชากรไทยแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วและจำนวนประชากรที่อยู่ในวัยทำงานก็ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา ดังนั้นประเทศไทยจึงขาดปัจจัยการผลิตที่สำคัญคือแรงงาน ทั้งนี้สภาพัฒน์คาดการณ์ว่าประชากรในวัยทำงานของประเทศไทยจะลดลงจาก 43.26 ล้านคนในปี 2020 มาเป็น 36.5 ล้านคนในปี 2040
  • ในอนาคตต้นทุนด้านพลังงานน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเพราะปัจจุบันประเทศไทยต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากพม่าและนำเข้าพลังงานไฟฟ้าจากลาวเพิ่มขึ้น การขาดแคลนก๊าซธรรมชาติย่อมจะกระทบกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอีกด้วย
  • ประเทศไทยำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในเพราะรถยนต์ประเภทดังกล่าวกำลังถูกทดแทนด้วยรถไฟฟ้า นอกจากนั้นก็ยังเห็นการย้ายฐานการผลิตสินค้าประเภทเครื่องไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิคส์ไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนในการผลิตต่ำกว่าประเทศไทย
  • หากโจ ไบเดนประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐรื้อฟื้นความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคฟื้นแปซิฟิกหรือ TPP ประเทศไทยจะอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบอย่างมาก เพราะประเทศคู่แข่งของไทย เช่น มาเลเซียและเวียดนามเป็นสมาชิก TPP นอกจากนั้นเวียดนามก็ได้ทำความตกลงเขตการค้าเสรีกับยุโรปเสร็จสิ้นไปนานแล้ว ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่ได้เริ่มการเจรจาดังกล่าวกับยุโรปอย่างทางการเลย

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าในระยะหลังนี้เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จึงไหลเข้าประเทศไทยในสัดส่วนที่ลดลงอย่างมาก กล่าวคือในช่วง 2001-2005 เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในประเทศไทยนั้นคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 44.2% ของ FDI ทั้งหมดที่ไหลเข้ามาในกลุ่มอาเซียน แต่สัดส่วนนี้ลดลงเหลือ 25.1% ในช่วง 2006-2010 16.3% ในช่วง 2011-2015 และ 14.2% ในช่วง 2016-2018 ในขณะเดียวสัดส่วนของ FDI ที่ไหลเข้าไปในประเทศเวียดนามเพิ่มขึ้นจาก 12.3% ในปี 2001-2005 มาเป็น 24.8% ในปี 2016-2018

4.หากไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน อนาคตก็จะมีแต่ความถดถอย

ดังนั้นการฟื้นตัวของประเทศไทยจึงไม่ใช่การรอให้มีวัคซีนป้องกัน COVID-19 และหวังว่าเศรษฐกิจจะกลับไป “ดีเหมือนเดิม” เพราะเดิมทีนั้นก็มีปัจจัยพื้นฐานที่มีความเปราะบางอยู่ก่อนแล้ว แต่การระบาดของ COVID-19 ทำให้หัวจักรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตัวสุดท้ายคือการท่องเที่ยวถูกทำลายลงอย่างที่จะเรียกกลับคืนมาไม่ได้เพราะโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว

ตัวอย่างเช่นการท่องเที่ยวและการเดินทางเพื่อทำธุรกิจ คงจะไม่ฟื้นตัวกลับมาเหมือนเดิมเพราะเทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็วในการช่วยให้มนุษย์ปรับพฤติกรรมในการทำงานและการใช้ชีวิตโดยไม่ต้องเดินทางมากเหมือนเดิม ดังนั้นโครงสร้างและทรัพยากรทางเศรษฐกิจของไทยที่มีเอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวปีละ 40 ล้านคนนั้นจะไม่สามารถสร้างรายได้ที่คุ้มค่าได้เหมือนเดิม

ความจำเป็นในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเพื่อให้ประชาชนคนไทยมีโอกาสในการประกอบและขยายธุรกิจตลอดจนการสร้างงานที่มั่นคงและมีรายได้สูงนั้น จำเป็นจะต้องมีความชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวและปรับโครงสร้างไปในทิศทางใด ซึ่งในส่วนนี้ควรต้องระดมสมองและรวบรวมความรู้และความสามารถของทุกภาคส่วนมาหาข้อยุติร่วมกันในการกำหนดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีความชัดเจนและที่สำคัญคือต้องมีแนวนโยบายและการกำหนดงบประมาณและเป้าหมายที่ชัดเจนจากภาครัฐว่าจะต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางใด

ตัวอย่างเช่นยุทธศาสตร์ของชาติอาจตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าประเทศไทยยังต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลกในการพัฒนา จึงไม่สามารถ “ปิด” ประเทศได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าไทยไม่มีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมประเภทที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อย่างไรก็ดีคนไทยมีศักยภาพด้าน high-touch จึงมีความได้เปรียบในการทำธุรกิจบริการต้อนรับ (hospitality) ทำให้ต้องยึดโยงกับกิจกรรมด้านการให้บริการ แต่จะต้องเป็นการให้บริการที่มีส่วนของกำไรสูงและสามารถกำหนดค่าบริการได้ (pricing power)เช่นการให้บริการแบบ Medical Tourism และการเป็นที่พักผ่อนระยะยาวของผู้สูงอายุที่มีรายได้สูง (high-end semi-retirement home and services)เป็นต้น

นอกจากนั้นประเทศไทยก็ยังมีศักยภาพอย่างมากในการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารในเชิงปริมาณ (ไทยเป็นประเทศที่มีการส่งออกสินค้าเกษตรสุทธิมาโดยตลอด) แต่ในด้านคุณภาพนั้นยังมีข้อจำกัดอย่างมาก เช่นการค้นพบสารตกค้างที่เป็นพิษเป็นจำนวนมากในผักผลไม้ประเภทต่างๆ ดังนั้นจึงต้องรีบนำเอาเทคโนโลยีและความรู้มาพัฒนาเกษตรกรรมของประเทศให้มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตอาหารที่รับประกันว่า Organic

และ การใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาการเกษตรแม่นยำ (precision agriculture) เพื่อพัฒนาหน้าดินให้ปลูกผักผลไม้ให้ได้ผลผลิตคุณภาพสูงในปริมาณที่สูงและมีเสถียรภาพ โดยใช้ปุ๋ยเคมีและยากำจัดวัชพืชให้น้อยที่สุด เพื่อให้เป็นอาหารที่มีความปลอดภัยและได้รับความน่าเชื่อถือไปทั่วโลก การขับเคลื่อนทั้งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการผลิตอาหารที่ปราศจากสารเคมีเจือปนนั้นจึงอาจเป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่จะปฏิรูปประเทศไทยจากประเทศกำลังพัฒนาที่ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมราคาถูกไปเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงการขายบริการที่ครบถ้วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Wellness Economy)เป็นต้น