นฤมลเตือนระวังหนี้เสีย กลุ่มเปราะบางกระทบหนัก จี้รัฐออกมาตรการช่วย

หัวหน้าทีมนโยบายพลังประชารัฐ

นฤมลหัวหน้าทีมนโยบายพลังประชารัฐ ส่งสัญญาณเตือนระวังหนี้เสีย รัฐบาลเร่งออกมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ช่วยกลุ่มเปราะบาง

วันที่ 14 กรกฎาคม 2565 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ กรรมการบริหาร (กก.บห.) และหัวหน้าทีมนโยบายพลังประชารัฐ (พปชร.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่งสัญญาณเตือนถึงระวังสัญญาณหนี้เสียว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐ เดือนมิถุนายน 2565 พุ่งสูงถึง 9.1% สูงสุดในรอบ 40 ปี และสูงกว่าเงินเฟ้อคาดการณ์ที่ 8.8%

จึงกังวลกันว่า 27 กรกฎาคมนี้ธนาคารกลางของสหรัฐ อาจจะขึ้นดอกเบี้ยถึง 1% ซึ่งจะส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นไปอีก ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงอีก ธุรกิจที่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนจึงควรทำการป้องกันความเสี่ยงไว้ด้วย

ส่วนอัตราเงินเฟ้อของไทยเดือนมิถุนายน 65 เท่ากับ 7.66% พุ่งสูงสุดในรอบ 13 ปี ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากราคาสินค้ากลุ่มพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น เดือนหน้าจึงคาดกันว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงขึ้นดอกเบี้ยแน่ ทั้งเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท



ถึงแม้ระบบการเงินไทยจะมีเสถียรภาพ แต่เงินเฟ้อที่สูงขึ้นที่จะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต ภาคครัวเรือนยังเปราะบางมากจากหนี้ครัวเรือนที่สูงร่วม 90% ของ GDP โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยที่เปราะบางสุด

เดือนหน้าเมื่อ กนง.ขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจด้อยลงไปอีก และจะกระทบคุณภาพสินเชื่อรายย่อยแน่นอน ยกตัวอย่าง ถ้ามีหนี้ 10 ล้านบาทที่ยังค้างจ่ายอีก 20 ปี หรือ 240 เดือน อัตราดอกเบี้ยเดิมจ่ายอยู่เท่ากับ 6% ต่อปี เงินผ่อนชำระหนี้ต่อเดือนก็จะอยู่ที่ราว 71,643 บาท ถ้าอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1% เงินผ่อนจะเพิ่มเป็น 77,530 บาทต่อเดือน เท่ากับภาระเพิ่มขึ้น 5,887 บาทต่อเดือน

ข้อมูลจากแบบสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี 2564 สำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่ากว่า 2 ใน 3 ของครัวเรือนรายได้น้อยที่เป็นหนี้มีรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้

ล่าสุดรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มเห็นสัญญาณด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อบัตรเครดิตและส่วนบุคคลจากธนาคารพาณิชย์ ส่วนของ Nonbank คุณภาพสินเชื่อก็เริ่มมีแนวโน้มด้อยลงจากสัดส่วนของหนี้ค้างชำระเกิน 3 เดือนสูงขึ้น

โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน เพราะเป็นกลุ่มที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูง จึงอ่อนไหวกับภาระต้นทุนและค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้น รัฐบาลจึงต้องเตรียมมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ ควบคู่กับมาตรการเฉพาะจุดเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ใช้กลไกที่มีเร่งให้ความรู้ครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ถึงแนวทางการแก้หนี้ และต้องทำด้วยความเข้าใจ

ในขณะเดียวกัน เรื่องค่าเงินบาทรัฐบาลควรส่งสัญญาณให้เอกชนป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และร่วมกับ ธปท.ดูแลต้นทุนของการป้องกันความเสี่ยง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ