อสังหาหมื่นล้าน ASW ในภูเก็ต 2 ซูเปอร์ดีลนายหัว BOTANICA+TITLE

ASW-แอสเซทไวส์
คอลัมน์ : รายงาน
ผู้เขียน : เมตตา ทับทิม

เป็น CEO ต้องขยันต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจ องค์กรเติบโต พนักงานได้โบนัสเพิ่ม หุ้นส่วนร่วมกันเติบโตยั่งยืน

ทั้งหมดนี้สรุปจากทริปเยี่ยมชมโมเดลธุรกิจที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง BU-business unit ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์มหาชนดาวรุ่งแห่งวงการ “ASW-แอสเซทไวส์”

โดย “กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเทรนด์ของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และยั่งยืน ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต ในฐานะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับ world destination ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกใฝ่ฝันได้มาเยือน

จิ๊กซอว์แรกร่วมทุน “โบทานิก้า”

สถานะของ ASW แผนลงทุนปี 2566 ประกาศเป้าเปิดโครงการใหม่ทั้งบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม 12 โครงการ มูลค่ารวม 22,500 ล้านบาท โดยทำเลกระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลเป็นหลัก

จิ๊กซอว์ธุรกิจตัวแรกของการสร้างอาณาจักรอสังหาฯในภูเก็ต เริ่มต้นเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2565 ASW ประกาศข่าวครึกโครมว่าด้วยการปิดดีลร่วมทุนกับ “อรรถสิทธิ์ อินทรชูติ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โบทานิก้า ลักเซอรี่ ภูเก็ต จำกัด ในการร่วมพัฒนาบนแลนด์แบงก์ผืนใหญ่ 178 ไร่

งานนี้ ASW ถือหุ้น 30% ในการพัฒนาโครงการใหม่ “BGA-Botanica Grand Avenue” แบ่งพัฒนาอย่างน้อย 5 เฟส ทั้งโครงการมีโปรดักต์เป็นพูลวิลล่า ราคา 40-80 ล้านบาท จำนวน 200 กว่ายูนิต มูลค่าโครงการ 10,000 ล้านบาทบวกบวก

คีย์ซักเซสอยู่ที่ 1.โบทานิก้า ลักเซอรี่ ภูเก็ต เป็นหนึ่งในเจ้าตลาดพูลวิลล่าของเกาะภูเก็ต มีประสบการณ์พัฒนาโครงการไม่ต่ำกว่า 20 ปี สะสมทั้งชื่อเสียงและประสบการณ์ พัฒนาแล้ว 15 โครงการ

2.ทำเลเทียบเท่าย่านสุขุมวิทของหาดบางเทา อยู่ติดกับลากูน่า กอล์ฟ ภูเก็ต แวดล้อมด้วยลากูน่า พูลวิลล่าทั้งซ้าย-ขวา-หน้า-หลัง ใกล้แหล่งช็อปปิ้ง BOAT Avenue กับ Porto de Phuket ในเครือเซ็นทรัล ใกล้โรงเรียนนานาชาติหลายแห่ง

3.กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เน้นเจาะขายลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก กับรองรับลูกค้าคนไทยด้วย มีโมเดลการขายแบบลีสโฮลด์-leasehold หรือสิทธิการเช่า 30+30 ปี ทำให้ไร้ข้อจำกัดเพราะสามารถขายได้ทั้ง 100% ให้ลูกค้าต่างชาติ โดยถูกต้องตามกฎหมายไทยทุกอย่าง

4.เทอมการจ่ายเงินของลูกค้าต่างชาติ จะต้องจ่ายครบ 100% ของราคาซื้อขายก่อนสินค้าสร้างเสร็จ แบ่งเป็น 7 เพย์เมนต์ หรือ 7 งวด

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ โครงการ BGA-โบทานิก้า แกรนด์ อเวนิว กำลังเร่งก่อสร้าง mock up pool villa เพื่อจัดอีเวนต์เปิดพรีเซลภายในเดือนกันยายน 2566 นี้ เพราะมั่นใจชัวร์ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะทะลักเข้าภูเก็ตอีกรอบในช่วงไฮซีซั่นช่วงปลายปี

สำหรับจิ๊กซอว์ตัวแรกที่ร่วมทุนกับกลุ่มโบทานิก้า เป็นการปลั๊กอินการลงทุน ASW ในตลาดลักเซอรี่ วิลล่า ในภูเก็ต

กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์
กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์

จิ๊กซอว์ 2 ถือหุ้น 57% “TITLE”

กำลังกระปรี้กระเปร่าอยู่กับดีลแรกไม่ทันข้ามปี ล่าสุด ณ เดือนกรกฎาคม 2566 ASW ประกาศครึกโครมอีกครั้งด้วยการเข้าซื้อหุ้นข้างใหญ่ สัดส่วน 57% จาก “เด่นดนัย หุตะจุฑะ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็น 1 ใน 2 อสังหาฯภูเก็ต ที่เป็นบริษัท listed company จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai

ดีลนี้บอกได้คำเดียวว่าได้มาเพราะธรรมะจัดสรร ดูจากที่มาชื่อบริษัท “ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้” มีหลวงปู่แบน แห่งวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร ซึ่งท่านได้ละสังขารไปแล้ว เป็นผู้ตั้งชื่อให้ วงล้อของธรรมะจัดสรรทำให้ “พี่อ้อม-เด่นดนัย” ตัดสินใจขายหุ้นข้างใหญ่ให้ “กรมเชษฐ์” เพราะให้คำมั่นไว้แล้วว่าจะรักษาทั้งชื่อเสียง แบรนด์ และพนักงานทุกคนไว้อย่างครบถ้วน

รายละเอียดจิ๊กซอว์ธุรกิจตัวที่ 2 ในภูเก็ต ASW ซื้อหุ้น 57.79% เข้ากฎตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ผู้ถือหุ้นใหม่เกิน 25-50% ต้องทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ขอซื้อหุ้นที่เหลืออีก 42.21% จากผู้ถือหุ้นรายอื่นและรายย่อย เดดไลน์ภายในเดือนกันยายนนี้ ASW จะได้รู้ว่าได้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะถ้าผู้ถือหุ้นรายอื่นมีความเชื่อมั่น ก็จะอยู่ต่อรอเงินปันผลตามกติกาตลาดหุ้น

คำถามคือ ทำไม ASW ต้องตื่นเต้นกับดีลถือหุ้นใหญ่ใน TITILE ครั้งนี้

เปิดพอร์ตสะสม 6 พันล้าน

คำตอบต้องตามไปดูในยุทธจักรอสังหาริมทรัพย์เมืองภูเก็ต กลุ่มร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งพัฒนาโครงการภายใต้แบรนด์ “TITLE” เริ่มเปิดขายโครงการแรกในปี 2554 โดยมีพอร์ตพัฒนาโครงการหลักอยู่ 3 หาดสำคัญด้วยกัน คือ “ราไวย์-ในยาง-บางเทา”

ปัจจุบัน sold out ไปแล้ว 6 โครงการ ได้แก่ 1.ปี 2554 เดอะไทเทิล ราไวย์ 1 บนที่ดิน 4 ไร่ครึ่ง จำนวน 160 ยูนิต มูลค่าโครงการ 474 ล้านบาท เฉลี่ย 6.6 หมื่นบาท/ตารางเมตร 2.ปี 2555 เดอะไทเทิล ราไวย์ 2 บนที่ดินใกล้เคียงกัน 120 ยูนิต มูลค่า 437 ล้านบาท เฉลี่ย 8 หมื่น/ตารางเมตร

3.ปี 2555 เดอะไทเทิล ราไวย์ 3 บนที่ดิน 7 ไร่ครึ่ง 240 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,118 ล้านบาท เฉลี่ย 8.6 หมื่น/ตารางเมตร 4.ปี 2559 เดอะไทเทิล ในยาง 1 บนที่ดิน 4 ไร่ครึ่ง 252 ยูนิต มูลค่า 638 ล้านบาท เฉลี่ย 6.1 หมื่น/ตารางเมตร 5.ปี 2560 เดอะไทเทิล ในยาง 2 บนที่ดินเกือบ 5 ไร่ 220 ยูนิต มูลค่า 797 ล้านบาท เฉลี่ย 9 หมื่น/ตารางเมตร

โดย 5 โครงการแรก ขาย 100% และส่งมอบ 100%

เหลืออีก 2 โครงการอยู่ระหว่างขาย ก่อสร้าง และส่งมอบ ได้แก่ 6.ปี 2561 เดอะไทเทิล V ราไวย์ บนที่ดิน 5 ไร่เศษ 947 ยูนิต มูลค่า 638 ล้านบาท ขายแล้ว 100% ส่งมอบแล้ว 89% เฉลี่ย 1.1 แสน/ตารางเมตร และ 7.ปี 2565 เดอะไทเทิล HALO 1 ในยาง บนที่ดิน 8-9 ไร่ 329 ยูนิต มูลค่า 1,517 ล้านบาท เฉลี่ย 1 แสน/ตารางเมตร

โครงการล่าสุด เดอะไทเทิล HALO เฟส 1 ในยาง มียอดขายแล้ว 79% กำหนดสร้างเสร็จและส่งมอบไตรมาส 1/67

รวมยูนิตสะสมของ TITLE จำนวน 1,549 หน่วย มูลค่าสะสม 5,928 ล้านบาท

โฟกัส Leisure Condominium

โครงการในอนาคตร่วมกันของ ASW+TITLE จะเกิดขึ้นบนแลนด์แบงก์ 80 ไร่ ที่กระจายอยู่ใน 3 ทำเลเดิม
“ราไวย์-ในยาง-บางเทา” โดยวางจำนวน 9 โครงการ มูลค่ารวม 14,050 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ 3 ปี (2567-2569)

ประกอบด้วย 1.ที่ดินทำเลหาดราไวย์ 5 ไร่เศษ วางแผนพัฒนา 1 โครงการ มูลค่า 900 ล้านบาท 2.ที่ดินบนทำเลหาดในยาง 34 ไร่ครึ่ง วางแผนพัฒนา 5 โครงการ มูลค่า 4,600 ล้านบาท และ 3.ที่ดินบนทำเลหาดบางเทา 40-41 ไร่ วางแผนเปิดขาย 3 โครงการ มูลค่า 8,550 ล้านบาท

คีย์ซักเซสอยู่ที่ 1.กลุ่ม TITLE เป็นเจ้าตลาดคอนโดฯตากอากาศที่เรียกว่า เซ็กเมนต์ leisure condominium ราคาห้องละ 4 ล้านบาทบวกลบ เฉลี่ยเริ่มต้น 1 แสนบาท/ตารางเมตร

2.มีชื่อเสียง well khown เป็นอย่างมากในตลาดลูกค้ารัสเซีย ถึงขนาดสำนักงานขาย เดอะไทเทิล HALO 1 ในยาง ต้องมีพนักงานขายเป็นสตรีรัสเซีย 2 คน สัดส่วนลูกค้าที่เป็นฐานหลักเป็นรัสเซีย 90% เฉพาะที่ HALO เฟส 1 ยอดขายสัดส่วน 79% ของจำนวน 329 ยูนิตนั้น เป็นผู้ซื้อลูกค้ารัสเซียที่จองพรึ่บพรั่บ 99%

3.พันธมิตรเอเย่นต์ลูกค้าต่างชาติที่มี 200 กว่ารายบนเกาะภูเก็ต มีความเชื่อมั่นและผูกเป็นพันธมิตรกับ TITLE จำนวน 100 กว่าราย ดังนั้น กิจกรรมการตลาดจึงเปิดกว้างเป็นอย่างมาก เปิดกว้างเป็นอย่างยิ่ง

4.เทอมการจ่ายเงินของลูกค้าต่างชาติ จะต้องจ่ายครบ 100% ของราคาซื้อขายก่อนสินค้าสร้างเสร็จ แบ่งเป็น 4 เพย์เมนต์ หรือ 4 งวด

5.โมเดลซื้อเพื่อการลงทุน ก็มีดีมานด์ตลาดเช่าของลูกค้าต่างชาติเข้ามารองรับ ประเมินจากพฤติกรรมการเช่า คำนวณ ณ อัตราการเช่า 15,000 บาท/เดือน ถ้าหากเช่าระยะยาว 1 ปี หาเช่าได้ในราคา 12,000 บาท/เดือน ในขณะที่ลูกค้ารัสเซียยินดีจ่ายค่าเช่ายาว 1 ปี แลกกับการมาพักอาศัยเพียง 4 เดือน

6.ราคาขายห้องละ 4 ล้านบาท ในรูปแบบสิทธิการเช่าหรือลีสโฮลด์ อายุการเช่า 30+30 ปี เท่ากับ 60 ปี หรือ 720 เดือน เมื่อหารเฉลี่ยออกมาตกเดือนละ 5,500 บาทเท่านั้น ในระหว่างทาง หากเลือกซื้อแบบลีสโฮลด์ เจ้าของห้องสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ภายใน 60 ปีอีกต่างหาก

ดังนั้น จิ๊กซอว์ตัวที่ 2 ที่ร่วมทุนกับกลุ่ม TITLE จึงเป็นการปลั๊กอินการลงทุน ASW ในตลาด Leisure Condominium ในภูเก็ต

Good Timing ลงทุนภูเก็ต

สำหรับไฮไลต์ วิน-วินเกม ของดีลถือหุ้นใหญ่ในกลุ่ม TITLE นอกจาก ASW สามารถตั้งเป้ารับรู้รายได้จากพอร์ต TITLE 10,000 ล้านบาทในปีนี้ ถึงปี 2569 และเสริมใยเหล็กให้กับแผนสร้างการเติบโตของ ASW เฉลี่ยปีละ 20% อย่างต่อเนื่องแล้ว

ยังมีประเด็น ASW ปลั๊กอินตลาดคอนโดฯในภูเก็ตรวดเร็วเหมือนขึ้นลิฟต์, ได้ทีมผู้บริหาร และพนักงานประสบการณ์สูงในพื้นที่ภูเก็ต, มีฐานลูกค้า และเข้าใจ insight การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับชาวต่างชาติ และศักยภาพแลนด์แบงก์ของ TITLE เป็นโอกาสต่อยอดธุรกิจให้ ASW ขยายลงทุนฮอสพิทาลิตี้ในอนาคต

“กรมเชษฐ์” สรุปดีลซื้อหุ้น TITLE ครั้งนี้ ถือเป็น good timing (เวลาที่ดี) good deal (ข้อตกลงที่ดี) และ good company (บริษัทที่ดี) ที่จะหนุนทั้งคู่เติบโตอย่างแข็งแกร่งไปด้วยกัน


“ประเทศไทยมี world destination 3 ทำเลที่นักท่องเที่ยวต่างชาติอยากมาเช็กอิน คือ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต ในตลาดภูเก็ตเองก็มี 4 เซ็กเมนต์หลัก แบ่งเป็นเซ็กเมนต์บ้านและคอนโดฯ สำหรับคนไทยหรือคนท้องถิ่น เราเลือกโฟกัสเซ็กเมนต์วิลล่าลักเซอรี่ กับ leisure condominium ที่เน้นลูกค้าต่างชาติ เพราะมั่นใจว่ามีดีมานด์อีกมหาศาลที่จะเข้าสู่ภูเก็ต”