แสนสิริ ชี้เทรนด์บริการ Concierge Service ของจำเป็นสำหรับบ้านซูเปอร์ลักเซอรี่

นาราสิริ พหล - วัชรพล

แสนสิริส่องเทรนด์บริการหลังการขายแนวใหม่ “บริการ Concierge ServiceW จะเป็น 1 ใน Key Driver สำคัญของการบริการหลังการขาย (After-sales Service) ในโครงการบ้านแนวราบระดับซูเปอร์ลักเซอรี่ เผยต้นปีหน้าเตรียมเปิดตัว Sansiri Service ตอกย้ำเจ้าตลาดที่อยู่อาศัยซูเปอร์ลักเซอรี่เมืองไทย

วันที่ 6 ธันวาคม 2566 นางสาวศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากประสบการณ์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มาเกือบ 40 ปี

แสนสิริเข้าใจทุกความต้องการและไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของลูกค้ากลุ่มระดับลักเซอรี่อย่างแท้จริง ทั้งในด้านของงานดีไซน์ชั้นเยี่ยมที่เปี่ยมด้วยรสนิยม ความพิถีพิถันในการคัดสรรวัสดุคุณภาพชั้นยอด

ศรีอำไพ รัตนมยูร
ศรีอำไพ รัตนมยูร

ตลอดจนการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เหนือระดับ และเราได้ทำงานอย่างใกล้ชิด ร่วมกับพลัส พร็อพเพอร์ตี้ เพื่อส่งมอบบริการหลังการขายที่ดูแลลูกค้าตั้งแต่วันแรก และตลอดช่วงเวลาการอยู่อาศัย

ที่ผ่านมา แสนสิรินำเสนอประสบการณ์การอยู่อาศัยสุดเอ็กซ์คลูซีฟผ่านบริการพิเศษ กับบริการ Butler คอยอำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้าน เสมือนมีโฮเทลลิเยร์ (Hotelier) ในคอนโดมิเนียมในโครงการ 98 Wireless (ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส) และ THE MONUMENT THONG LO (เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ)

และบริการ Concierge ผู้ช่วยส่วนตัวในการแนะนำหรือจองสถานที่และบริการต่าง ๆ เช่น แม่บ้าน ซักรีด การรับ-ส่งของดีลิเวอรี่ ในโครงการ KHUN by YOO (คุณ บาย ยู)

ปัจจุบันภายใต้การบริการ Sansiri Service ที่มุ่งดูแลครอบครัวแสนสิริตลอดการอยู่อาศัย จึงเล็งเห็นไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของกลุ่มลูกค้าในโครงการบ้านเดี่ยวระดับลักเซอรี่และซูเปอร์ลักเซอรี่ มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มลูกค้าในโครงการคอนโดมิเนียมระดับบน

เช่น การจัดปาร์ตี้สุดเอ็กซ์คลูซีฟในบ้าน เพื่อต้อนรับแขกคนสำคัญระดับประเทศหรือระดับโลก การมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุด เพื่อสร้างความอุ่นใจ ปลอดภัยและสะดวกสบายในการอยู่อาศัยในโครงการแสนสิริ

ตัวอย่างล่าสุดคือ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (บริษัทในเครือของแสนสิริที่ดูแลบริการหลังการขาย) ได้ขยายธุรกิจใหม่ คือ Villa Management นำร่องที่จังหวัดภูเก็ต ครอบคลุมบริการ Property Care Elite ดูแลทรัพย์สินแบบครบวงจร

นอกจากนี้ยังมี Property Care On Demand ที่ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการตามความต้องการอีกด้วย

ทั้งนี้ แสนสิริเชื่อมั่นว่า บริการหลังการขายเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย ทั้งกลุ่มผู้อยู่อาศัยจริงและนักลงทุน เนื่องจากช่วยดูแล บำรุงรักษาอสังหาฯ ให้คงสภาพสวยงามเสมอและมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

อาทิ บ้านไข่มุกของแสนสิริ คอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ติดทะเลหัวหิน เปิดตัวในปี 2531 เป็นโครงการที่ได้รับการดูแลอย่างดี ยังคงความงดงามไม่เปลี่ยนแปลง และมีราคาปรับขึ้นมาอย่างน่าสนใจ จากราคาซื้อวันแรกที่ 7 ล้านบาท มาเป็นราคา 80 ล้านบาทในปัจจุบัน (เพิ่มกว่า 10 เท่าตัว)

ตลอดจนมอบความปลอดภัย ความอุ่นใจและความสะดวกสบาย เพื่อสร้าง Peace of Mind ตลอดการอยู่อาศัย สอดคล้องกับผลสำรวจจาก National Association of Realtors ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า 82% ของกลุ่มเป้าหมายให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายในช่วงการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์

“ดังนั้น บริการ Concierge Service ผู้ช่วยการอยู่อาศัยที่เป็นมากกว่าการบริหารโครงการ จะเป็น 1 ใน Key Driver สำคัญของการบริการหลังการขาย (After-sales Service) ในโครงการแนวราบระดับซูเปอร์ลักเซอรี่ ที่มีแนวโน้มเติบโต เพื่อรองรับความต้องการบ้านเดี่ยวระดับบนที่มีดีมานด์สูงขึ้น”

สอดคล้องการเปิดตัวโครงการบ้านแนวราบของแสนสิริในระดับลักเซอรี่และซูเปอร์ลักเซอรี่ปีนี้ (2566) รวม 15 โครงการ มูลค่า 34,770 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 117% จากปี 2565

เป้าหมายต่อไป แสนสิริวางแผนเปิดตัว Sansiri Service รูปแบบใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านบริการระดับลักเซอรี่และไลฟ์สไตล์

รองรับการอยู่อาศัยในโครงการบ้านแนวราบระดับซูเปอร์ลักเซอรี่ของแสนสิริในช่วงต้นปี 2567 เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลครอบครัวแสนสิริตั้งแต่วันนี้ พรุ่งนี้และตลอดไป

อนึ่ง ข้อมูลของบริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า การเติบโตของตลาดบ้านเดี่ยวระดับบนเป็นไปในทิศทางบวก โดยช่วง 6 เดือนแรก (มกราคม-มิถุนายน 2566) ภาพรวมตลาดบ้านเดี่ยวระดับลักเซอรี่ขึ้นไป มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยพบว่า อัตราการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มขึ้น 205% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก 2565 จากหลายปัจจัยหนุน อาทิ การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว การขยายตัวของการลงทุนภาครัฐและเอกชน

รวมถึงทิศทางการเมืองที่มีภาพชัดเจนมากขึ้น และสัญญาณเศรษฐกิจภาพรวมอยู่ในทิศทางฟื้นตัว โดยธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.8% และ 4.4% ในปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ

default