เป็นอีกครั้งหนึ่งที่บิ๊กอีเวนต์แห่งปี Prachachat ESG Forum 2025 “The Turning Point #ตีแตก Sustainabilities” จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 ณ แกรนด์ฮอลล์ ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก (เพลินจิต)
หนึ่งในวิทยากรรับเชิญระดับประเทศ “อุทัย อุทัยแสงสุข” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติร่วมเสวนาในหัวข้อ “ถอดโมเดลธุรกิจยั่งยืน จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติจริง” ของแสนสิริ จุดเริ่มต้นทำตามโนว์เลจและความได้เปรียบที่มี ขยายผลโมเดลคนตัวใหญ่ช่วยคนตัวเล็ก จนถึงจุดยืน Good Citizen ทุกเรื่องภายในองค์กรล้วนมีความสัมพันธ์ที่มี ESG เป็นตัวจุดประกาย และทำให้แสนสิริเป็นเจ้าของรางวัลมากกว่า 50 รางวัลภายในเวลา 2 ปี (2567-2568)
“ประชาชาติธุรกิจ” นำเสนอแบบลงรายละเอียดคำต่อคำ ดังต่อไปนี้
ธุรกิจก่อสร้างกับความยั่งยืน
หลายคนเริ่มกลับมามองตัวเองในเรื่องของ ESG ความหมายของ ESG คือ Sustainabilities เชื่อว่าหลายองค์กรใช้แกนหลักความยั่งยืนในการทำธุกิจ
ตัวอย่างแสนสิริ เราอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมงานก่อสร้าง เรียกว่า กลุ่ม Build Economy คาร์บอนที่ปล่อยออกมาของกลุ่มบิลด์วัดได้สูงถึง 40% ของโลกที่กระจายออกมาสู่สิ่งแวดล้อม อสังหาฯก็อยู่ในกลุ่มบิลด์นี้ แสนสิริก็อยู่ในธุรกิจอสังหาฯ ทำธุรกิจที่อยู่อาศัย แต่ก็มีอสังหาฯในแง่ของคอมเมอร์เชียล ธุรกิจค้าปลีก อินดัสเตรียล อินฟราสตรักเจอร์ ซึ่งมันเกี่ยวกับบิลด์ทั้งนั้นเลย จะเห็นว่าตัวเลขใหญ่มาก
เวลานับบิลด์ เขาไม่ได้นับแค่เรื่องของการก่อสร้าง แต่นับไปถึงบ้านที่นับอายุการพักอาศัยในบ้านไปข้างหน้าอีก 60 ปี ที่ลูกบ้านมีการนำพลังงานไปใส่ในบ้าน หรือสร้างออฟฟิศบิลดิ้ง ไฟฟ้า น้ำประปา ที่พนักงานเข้าไปใช้สถานที่ทำงานและใช้พลังงานตรงนั้นนับอีก 60 ปี นั่นคือการนับที่ทำให้แต่ละปี ตัวเลขถึงออกมาเยอะ และเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของประชาชน
มีการแยกเป็นพาร์ตออกมา สัดส่วน 70% เกิดจากการที่เราไปใช้อาคารอีกหกสิบปี พลังงานที่เกิดขึ้น สัดส่วนอีก 30% เกิดขึ้นจากช่วงของการก่อสร้าง เป็นภาพรวมที่อธิบายว่า ทำไมธุรกิจการก่อสร้างถึงเป็นพาร์ตสำคัญที่เรามองเรื่องความยั่งยืน
แสนสิริเองอาจเป็นเรื่องเก่าแล้ว (ยิ้ม) เราได้ยินจากที่ทรัมป์ออกมาพูด และมีหลายองค์กรก็เริ่มกลับมามอง ถ้าเกิดไปทำอะไรที่ขัดนโยบายของทรัมป์ องค์กรใหญ่ ๆ หลายคนก็เริ่มมีการถอยชะงัก แต่ผมเชื่อว่าในช่วงระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา หลาย ๆ องค์กรได้เริ่มดำเนินการหลายอย่างภายในองค์กรตัวเอง ยกตัวอย่าง แสนสิริ ตั้งแต่ COP26 ในช่วง 4-5 ปีนี้ เราทำเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมานาน ทำเรื่องเกี่ยวกับสังคมมานาน เพราะฉะนั้น เรื่องเกี่ยวกับเน็ตซีโร่ เราก็ทำมา 4-5 ปี
เราก็มีการศึกษาตัวเราเอง องค์กรแสนสิริเป็นองค์กรเกี่ยวกับบิลด์อินดัสตรี้ แล้วตัวเราทำคาร์บอนอีมิสชั่นไปสู่บรรยากาศโลกมากน้อยขนาดไหน ก่อนหน้านี้เราไม่เคยรู้ เราเริ่มมาเรียนรู้ตัวเราเอง ปีหนึ่ง ๆ จากการดูการก่อสร้าง และดูลูกบ้านเข้าไปใช้พลังงานในบ้านอีก 60 ปี คำนวณออกมาแล้ว ปีหนึ่ง ๆ แสนสิริใช้ปริมาณคาร์บอน 2 ล้านตัน
แอ็กชั่นแพลนสั้น-กลาง-ยาว
เปรียบเทียบ 2 ล้านตัน เท่ากับปลูกต้นไม้ 10 ตันต่อต้นไม้ 1 ต้น ฉะนั้น 2 ล้านตันจึงเท่ากับปลูกต้นไม้ 2 แสนต้น การที่จะทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ถูกดูดซับได้ เราก็เลยเริ่มวางแผนธุรกิจเราในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว เราจะผันตัวเองยังไงเพื่อให้ในระยะยาว เน็ตซีโร่เป็น 0 ภายในปี 2050
วันนี้แผนระยะสั้นช่วงที่ผ่านมา เราก็ทำได้ตามแผน ตอนนี้อยู่แผนระยะกลาง เป้าหมายภายในปี 2030 ที่เราจะมีการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ลงมา 30% วิธีการทำของแสนสิริ เราพยายามนำกลยุทธ์ พอเรามีโกล มีวิธีการที่จะทำอย่างไร เราต้องจับใส่เข้าไปในกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของเรา ช่วงปี 2567 ต่อเนื่องถึงปีนี้ เรามีนโยบาย Year of Quality ขึ้นมา
เวลาเราพูดเรื่องควอลิตี้ เราพูดถึงเรื่อง 1.โปรดักต์ 2.เซอร์วิส 3.โปรเซส การคิดของเราคือทำยังไงแล้วให้มันยั่งยืน เพราะฉะนั้น การทำยั่งยืนจะเข้าไปอยู่ในกระบวนการ กลยุทธ์ แอ็กชั่นแพลน ที่สำคัญคือการที่เราแอพพลายหลายอย่าง เรามีการคอมมิวนิเคตเข้าไปในพนักงานแสนสิริ 5,000 คน ทุกคนจะต้องเรียนรู้และเข้าใจ เพราะไม่เช่นนั้น เราจะไม่สามารถแอพพลายกลยุทธ์นี้เข้าไปได้
ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แสนสิริเรามีการเรียนรู้ มีเป้าหมาย มีกระบวนการที่ต้องการทำ และก็เสริมสิ่งต่าง ๆ เข้าไป ให้พนักงานเรียนรู้เกี่ยวกับความยั่งยืนเข้าไป เสริมเข้าไปในโปรเซสของการทำงาน

“ร่วมทำ-แบ่งปัน” อีโคซิสเต็ม
ยกตัวอย่างเรื่องโปรดักต์ แสนสิริเป็นบริษัทที่ทำเรื่องโปรดักต์ เราทำเรื่องออกแบบ เราซื้อที่ดินมาออกแบบ สร้างบ้าน และส่งมอบให้กับลูกค้า เราพบเรื่องของกรีนโปรเซสคืออะไร ไม่ว่าเรื่องของการจัดซื้อ เราพยายามจัดซื้อกรีนแมทีเรียล หาพาร์ตเนอร์บริษัทผู้ผลิตที่จะมาเป็นพาร์ตเนอร์กับเรา แสนสิริเราไม่ได้ผลิตสินค้าเอง เราก็พยายามไปหาพาร์ตเนอร์ที่มีกรีนแมทีเรียลเข้ามา
ด้านการออกแบบ ทีมงานสถาปนิก ทีมงานอินทีเรียร์ ทีมงานวิศวกร ทีมงานแลนด์สเคป เอดูเคตให้เข้าใจว่า เน็ตซีโร่คืออะไร กระบวนการคืออะไร การออกแบบแสงแดด ความร้อน อุณหภูมิ พลังงาน สิ่งเหล่านี้ถูกแอพพลายเข้าไปในโปรเซสเรื่องของการออกแบบ
หรือแม้แต่เรื่องเซอร์วิสก็ตาม แสนสิริมีบริษัทในเครือ คือ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ บริหารพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมด ซึ่งพลังงานคาร์บอนใน 70% มันเกิดขึ้นระหว่างลูกบ้านเราเข้าไปอาศัยอยู่ในบ้าน ซึ่งเป็นปริมาณมหาศาล เราก็ต้องคิดในแง่โปรดักต์ว่าทำยังไงให้เกิดบ้านที่เรียกว่า บ้านประหยัดพลังงาน การเข้าไปอยู่ในบ้านแล้วทำให้เกิดคาร์บอนอีมิสชั่นไปสู่บรรยากาศโลกน้อยที่สุด รวมถึงเรื่อง Waste to Worth การแยกขยะ การรีไซเคิลขยะ การอัพไซคลิ่งขยะ พวกนี้แทรกอยู่ในกระบวนการ
ถัดมา พาร์ตเนอร์เรามี 4,000 ราย คนที่ขายสินค้าเรา ไม่ว่าอิฐ หิน ปูน ทราย วัสดุที่เรานำมาใช้ในบ้าน แผ่นพื้น ผนัง สี กระจก หลังคา สายไฟ ท่อน้ำ สุขภัณฑ์ เขาจัดหามาให้เรา และเราหยิบมาออกแบบและก่อสร้างเป็นบ้าน แล้วใส่งานบริการเข้าไป ดังนั้น อีโคซิสเต็มของแสนสิริจะใหญ่มาก ในด้านการทำงาน เราไม่สามารถทำคนเดียวได้ และไม่สามารถคิดคนเดียวได้ เราถึงได้สร้างอีโคซิสเต็มให้ทุกคนได้ประโยชน์ขึ้นมาตรงนี้
การทำงานของอีโคซิสเต็ม มีการแชร์อาร์แอนด์ดีคอสต์ ถ้าเราทำวิจัยและพัฒนาคนเดียว ผมคิดว่าด้วยเงินทุนเรา ด้วยความสามารถเรา ผมคิดว่าเราไปไม่ได้ เราต้องหยิบพาร์ตเนอร์เรา ไม่ว่าเอสซีจี ปตท.ก็ส่วนหนึ่งพาร์ตเนอร์ของเรา เฟอร์นิเจอร์ วัสดุ สายไฟอุปกรณ์ต่าง ๆ มีโจทย์ มี Pain point เราบอกโจทย์เขาไป มันก็จะมี Opportunities เขาก็จะสร้างธุรกิจใหม่ของเขาขึ้นมา
มีการทำ Knowledge Sharing ซัพพลายเออร์ 2-3 ราย ทำเวิร์กช็อปร่วมกับเรา แล้วเกิดเป็นสินค้าชนิดใหม่ สุดท้ายทำให้เกิดวิน-วิน Situation ซัพพลายเออร์เราได้สินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ทางด้านสิ่งแวดล้อม หรือทางด้านสังคม ในแง่อุตสาหกรรมมีสินค้าใหม่เกิดขึ้น สามารถต่อสู้เข้าไปในตลาดต่อไปได้ เรื่องของ Risk Situation ความเสี่ยงต่าง ๆ ก็ลดลง ฉะนั้น การที่แสนสิริสร้างอีโคซิสเต็มนี้ขึ้นมา เพื่อต้องการเก็บประโยชน์ที่เรียกว่าซินเนอร์ยีขึ้นมา
พันธมิตรลงเรือลำเดียวกัน
ถามว่าโมเดลอีเอสจี เรื่องไหนท้าทายที่สุด มองว่าเป็นเรื่องทำให้พาร์ตเนอร์เราเข้าใจในสิ่งที่เราคิดต่อไป ยกตัวอย่าง บางครั้งเราคุยแต่องค์กรเขาบางทียังไม่เข้าใจ เขายังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน จึงเกิดการจัดสัมมนา Sansiri Ecoleadership Forum ก่อนหน้านี้ก็มีสัมมนา Rethinking เป็นการจุดประกายเพื่อให้พาร์ตเนอร์ที่อยู่ในอีโคซิสเต็มเข้าใจว่า แสนสิริมีความตั้งใจจะทำอะไรที่เกี่ยวกับความยั่งยืน ความตั้งใจที่เกี่ยวข้องกับ E-environmental, เรื่องเกี่ยวกับ S-social เพราะสิ่งเหล่านี้ถ้าเราทำคนเดียว มันก็จะเป็นกลุ่มเล็ก ๆ อิมแพ็กต์จะไม่ใหญ่ แต่ถ้าจับหลาย ๆ คนมาร่วมกันก็จะเกิดอิมแพ็กต์ที่ใหญ่ขึ้น
จากการที่เราจัดสัมมนา 2 ครั้งที่ผ่านมา เราได้พาร์ตเนอร์ 18 ราย เราบอกเขาว่าแสนสิริอยากทำบ้านโปรโตไทป์ ทำมาเพื่ออะไร 1.บ้านโปรโตไทป์เราก็ไปเอาโจทย์จาก Pain Point ของลูกบ้านมา พบว่าบ้านปัจจุบันนี้คอนซูมพลังงานค่อนข้างเยอะ เพราะเราเป็นประเทศเมืองร้อน พอเมืองร้อน อุณหภูมิที่เราใช้ในบ้านที่มันรีเลตกับข้างนอก เราเปิดแอร์ทำให้มีการใช้พลังงานเกิดขึ้นในบ้าน 2.ช่วงหลังคนสนใจเรื่องเวลเนส เฮลท์ เรารวบรวมสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาทำเป็นบ้านโปรโตไทป์
นอกเหนือจากนั้น เราไปร่วมกับสถาบันการศึกษา โดยร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แสนสิริมีโรงงานผลิตพรีคาสต์ ก็เหมือน Lego เรานำโครงสร้างผนังแล้วยกเป็นแผ่น ๆ ไปตั้งที่หน้าไซต์งานก่อสร้าง สิ่งที่เราทำสมัยก่อนเราใช้คนงานก่อสร้าง สิ่งที่เกิดขึ้นมันเกิดขยะมหาศาล สมัยก่อนเราใช้อิฐมวลเบา สีขาว ๆ ผมเดินเข้าไซต์งานรองเท้าผมเป็นสีดำ เดินออกมารองเท้าผมเป็นสีขาวเลย ฝุ่นมันมหาศาล เราก็สร้างโรงงานพรีคาสต์ซึ่งเป็นระบบปิด ทุกวันนี้โรงงานพรีคาสต์ของแสนสิริเกิดเวสต์ (ความสูญเสีย) แค่ 0.01% เทียบกับสมัยก่อนที่เกิดเวสต์หน้าไซต์ก่อสร้าง อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง
พอเราสร้างโรงงานพรีคาสต์แล้ว เผอิญไปเจอทางลาดกระบัง เขามีสารเคมีตัวหนึ่งที่ผสมเข้าไปแล้วสามารถเป็นฉนวนกันความร้อนได้ เราก็เริ่มคิดว่า ให้ทีมงานไปคุยกับมหาวิทยาลัย นำมาทาผนังพรีคาสต์ของเรา สามารถลดการกระจายความร้อนได้ ทำให้อุณหภูมิลดได้ถึง 2-3 องศา เรื่องนี้ก็เป็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ Pain ที่บอกว่า เอ๊ะ ในบ้านเรามันร้อน ในอีก 2-3 ปีหน้าจะเห็นผนังพรีคาสต์ของเราเป็นฉนวนและกันความร้อนได้ด้วย นี่คืออีโคซิสเต็มที่เราไม่สามารถทำงานคนเดียวได้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อยากจะขอเรียนให้ทราบว่า สินค้าบางชนิดหรือเทคโนโลยีบางเรื่อง ต้นทุนยังไม่คุ้มที่จะทำ เราก็รอไปเรื่อย ๆ ยกตัวอย่าง โซลาร์เซลล์ เราศึกษา 15 ปี ตั้งแต่เพิ่งเริ่มเข้ามา สมัยนั้นเท่าที่ผมจำได้ การติดตั้งแล้วมีจุดคุ้มทุนต้องใช้เวลา 20 ปี เพราะยังแพงมาก ปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์เซลล์จุดคุ้มทุนอยู่แค่ 5 ปี พอเห็นว่าเทคโนโลยีเริ่มคุ้มทุน เราก็หยิบมาใช้ เทคโนโลยีอะไรต่าง ๆ เราก็ต้องมอนิเตอร์ต่อไปเรื่อย ๆ
บ้านนวัตกรรมเพื่ออนาคต
Sansiri Sustainable Home หรือบ้านโปรโตไทป์ แสนสิริเรามีความตั้งใจ เราดูเรื่องคูลลิ่งดีไซน์ ทำยังไงให้บ้านเย็น เราเลือกวัสดุที่ไม่เป็นพิษกับการอยู่อาศัย ดูเรื่องรีซอร์ซเอฟฟิเชียนซี มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เรื่องของแบตเตอรี่ สุดท้ายทำให้คนอยู่ในบ้านสุขภาพดีขึ้น เวลบีอิ้ง เรื่องการดีไซน์ตรงนี้เราเสริมเข้าไป
สำหรับรายละเอียดคูลลิ่งดีไซน์ หรือนวัตกรรมบ้านเย็น ปัจจุบันนี้มีสีทาอาคารที่ทำให้สะท้อน ทาแล้วบ้านเย็นลง ผนังพรีคาสต์เราใช้วัสดุบางอย่างทาทับเข้าไปทำให้ความร้อนไม่ผ่านเข้ามาในโครงสร้างบ้าน เราก็ทำให้บ้านเย็นลง กระจกเขียวตัดแสงที่เดี๋ยวนี้พัฒนาไปไกลมาก วัสดุอะลูมิเนียมต่าง ๆ เรื่องของแบตเตอรี่ที่ยังแพงอยู่ ต้องรออีก 2-3 ปี โซลาร์เซลล์ผมมองมา 10 กว่าปี จนกระทั่งจุดคุ้มทุนทำได้ เราก็นำมาใช้ ส่วนแบตเตอรี่ใกล้ (ถึงจุดคุ้มทุน) แล้ว ตอนนี้เบรกอีเวนต์ลงมาเหลือ 9-10 ปีแล้ว คิดว่าอีก 2-3 ปีถ้าจุดคุ้มทุนของแบตเตอรี่ลงมาเหลือ 4-5 ปี โซลาร์เซลล์เหลือสัก 4 ปี เบรกอีเวนต์ 8 ปี ผมคิดว่าน่าจะเวิร์กแล้ว
นอกจากนี้ แสนสิริร่วมกับเคแบงก์มีการทำกรีนโลน เราทำเรื่องความยั่งยืนเข้าไป มันก็ส่งเสริมกรีนเอ็นไวรอนเมนต์ ก็เข้าสู่กรีนโลนได้ ดอกเบี้ยก็ลดลงมานิดหนึ่ง เป็นประโยชน์กับลูกบ้านเพราะเป็นโพสต์ไฟแนนซ์ (สินเชื่อลูกค้ารายย่อย)
เรื่อง Upcycling มีการดีไซน์วัสดุที่เหลือใช้จากงานก่อสร้าง แม้เรามีพรีคาสต์ที่ลดเวสต์แล้ว แต่ก็ยังมีบางส่วนที่เป็นเวสต์ที่หน้าไซต์งาน ไม่ว่าจะเป็นสายไฟฟ้า ยิปซัม ฯลฯ เราก็พยายามให้ทีมงานเรียนรู้ว่า บางทีขยะก็มีมูลค่านะ แล้วก็เอามารีดีไซน์ขยะเหล่านี้แล้วเป็นของใช้เข้ามาในบ้าน หรือใช้ประโยชน์ต่าง ๆ และเราทำร่วมกับ กทม. (กรุงเทพมหานคร) โปรเจ็กต์ที่เราทำ Upcycling เข้าใจว่าลดปริมาณขยะในไซต์ได้ถึงเกือบ 50%
S-social คู่ขนานความยั่งยืน
ถัดมา S-social แสนสิริมีความเชื่อในเรื่องนี้ แสนสิริเราก็ถือว่าเป็นองค์กรระดับกลางแล้ว แต่ในธุรกิจเราก็ถือว่าเราใหญ่ระดับหนึ่ง เราก็อยากจะช่วยคนตัวเล็กก็เลยเกิดแคมเปญเกี่ยวกับ S ไม่ว่าจะเป็น Leave Economy เราทำแคมเปญตั้งแต่สมัยก่อนที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมจะออกมาบังคับใช้ เราคุยกับแบงก์ใหญ่ ๆ หลายเจ้า SCB KBANK ทำเรื่องผู้กู้ 2 คนที่เป็นเพศเดียวกันเข้ามากู้ได้ พอกฎหมายออกมาก็ทำให้โปรเซสต่าง ๆ แอพพลายได้ง่ายขึ้น
เราเชื่อเรื่องความเท่าเทียม Equality ในองค์กร เรื่อง Zero Drop Out การดึงเด็กนักเรียนประถม-มัธยมศึกษาที่หลุดออก กลับเข้ามาอยู่ในระบบการศึกษา เรามองเด็กเป็นอนาคตของชาติ มีการนำเงินเข้าไปช่วยเหลือ กศย. เราบริจาคเงินเกือบ 100 ล้านบาท ช่วยให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ถึง 10,000 กว่ารายแล้ว
โปรเจ็กต์ No One Left Behing พืชผลการเกษตรราคาตกต่ำในช่วงที่ผ่านมา เราก็ดึงพาร์ตเนอร์เข้ามาช่วยซื้อสินค้าเกษตรและกระจายไปให้กับลูกบ้านเรา, แสนสิริอะคาเดมี เราเชื่อในเรื่องการออกกำลังกาย มีการตั้งทีมฟุตบอลแล้วนำนักกีฬาทีมชาติเข้ามาสอนให้เด็ก ๆ เยาวชน อย่าง คุณเจ-ชนาธิป ก็อยู่ในโครงการของเรารุ่นแรก ๆ เลย ซึ่งแสนสิริทำมา 18 ปีแล้ว
ปัญหา Futur Harvest ฝุ่น PM 2.5 ปัญหาใหญ่มาก ทางภาคเหนือมีการปลูกพืชเลื่อนลอยเยอะ ข้าวโพด อ้อย ที่มีการเผาและเกิด PM 2.5 เราก็พยายามส่งเสริม คุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ส่งเสริมการปลูกกาแฟ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปปลูกพืชเลื่อนลอย สิ่งเหล่านี้มันอยู่ในองค์กรของแสนสิริที่เราทำมาตลอด
ทำยั่งยืน=ทำแบรนดิ้ง
คำถามถึงผลลัพธ์ที่จับต้องได้ระยะยาวคืออะไร… สุดท้ายกลับเข้ามาสู่องค์กรแสนสิริ ฮาร์วาร์ดบิสซิเนสรีวิว มององค์กรแสนสิริทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องอะไร เกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ช่วยเหลือสังคม มันก็เกิดเป็นแบรนดิ้งขึ้นมา
สิ่งเหล่านี้เราทำไม่ได้หวังรางวัล แต่สุดท้ายก็มีคนให้รางวัลเรา อย่าง SET Award 2024 เป็นรางวัลเกี่ยวกับซัพพลายเชนแมเนจเมนต์ ซึ่งแสนสิริเป็นรายแรกและรายเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ และมีอีกหลายรางวัลที่เป็นตัวอย่างที่เราได้รับมา
สำหรับตัวอย่างที่เราทำร่วมกับ เอสบี เฟอร์นิเจอร์ ทำในเรื่องเฟอร์นิเจอร์ที่ทำให้เวลเนสเกิดขึ้น วัสดุผ้าที่ใช้ไม่เกิดเชื้อรา ไม้ที่ใช้มาตรฐานไม่เกินกว่า E1 ทำให้ไม่เกิด VOC รวมถึงเรื่องของการดีไซน์อีโคโนมิก สรีระต่าง ๆ นอกจากนี้ แสนสิริยังได้คะแนนสูงสุดในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ AAA และได้หุ้นยั่งยืนจาก SET ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้เริ่มเกิดขึ้น องค์กรใหญ่ ๆ ก็เริ่มเห็นคุณค่าตรงนี้และให้รางวัลกับเรา
เรื่องของการออกแบบไม่ต้องพูดถึง ลูกค้ามองแสนสิริเป็นองค์กรที่ออกแบบสินค้าได้ค่อนข้างดี ทำให้ 2 ปีที่ผ่านมา รางวัลต่าง ๆ เราได้รับมากกว่า 50 รางวัลด้วยซ้ำไป
บ่มเพาะ DNA แสนสิริ
องค์กรอื่นอยากทำแบบแสนสิริ ทำยังไงดี… ผมว่าต้องเริ่มต้นทำทีละอย่าง เราสนใจเรื่องอะไร ถ้าในองค์กรเรามีโนว์เลจ มีแอดแวนเตจอะไรก็เริ่ม ๆ ทำไป สมัยก่อนแสนสิริเราเริ่มจากสนใจเรื่องเอนไวรอนเมนต์ แล้วก็มาค่อย ๆ ขยายตามความเติบโต เริ่มทำจากสิ่งเล็ก ๆ แล้วค่อยขยายให้มันโต หาพาร์ตเนอร์คนที่จะร่วมทำกับเราเพื่อให้เกิดอีโคซิสเต็ม คนหนึ่งคนทำได้หนึ่งอย่าง คนสอง-สามคนหลายคนมาร่วมกันทำจะเกิดคอมมิวนิตี้ขึ้นมาตรงนี้ได้
ที่สำคัญ การทำอะไรหลาย ๆ อย่างถ้าหากต้นทุนไม่ไหว หรือไม่เกิดประโยชน์ ลูกค้าไม่เห็นประโยชน์ตรงนั้น ก็พยายามหา Synergy ให้เกิดตรงนี้ให้ได้ และวัดผลให้ชัดเจน สำคัญอีกเรื่องต้องให้พนักงานในองค์กรเขาเห็นชอบ และเขาอินกับเรา ฉะนั้น การสื่อสารภายในองค์กรจะต้องสื่อสารอย่างทั่วถึง จะทำให้เกิดโนว์เลจภายในองค์กร และขยายใหญ่ออกไป พลังที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นในองค์กรเราเอง มันจะค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละจุด ๆ จนส่งเสริม Goal เดียวกัน อันนี้แหละที่สำคัญ
สิ่งสำคัญอีกเรื่อง แสนสิริมองว่าความยั่งยืนเราไม่ได้ทำเพราะสังคมบังคับ แต่เราทำเพราะเป็นสิ่งที่ควรทำ ผมก็สื่อสารกับพนักงานภายในองค์กรตลอดเวลา จนกลายเป็น DNA แสนสิริ ไม่ว่าเรื่องคนตัวใหญ่ช่วยคนตัวเล็ก No one left behind การช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เรารู้อยู่แล้วว่าเราเป็นองค์กรที่เป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมสร้างอีมิสชั่นออกมา เราก็พยายามทำให้ลดลง ๆ เรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้ต้องพยายามสื่อสารกัน
ฝากเรื่องสุดท้าย Good Citizen เรื่องโซเชียลก็สำคัญ ผมเชื่อว่าสังคมไทยวันนี้เปราะบาง ไม่ว่าเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ประชาชนทุกคนในองค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ถ้าหากเราทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ สังคมเราจะอยู่ได้ และทำให้สังคมเราเดินต่อไปได้