“ศักดิ์สยาม” ปลุกลงทุนฟื้นเศรษฐกิจไทย “เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย”

“ศักดิ์สยาม” เปิดแผนลงทุนคมนาคม รีวิววิสัยทัศน์ครบทั้ง บก-ราง-น้ำ-อากาศ ปั้น “ทางคู่-ไฮสปีดเทรน-MR-MAP” สั่งศึกษาท่าเรือน้ำลึกเชื่อมอ่าวไทย-อันดามันและแลนด์บริดจ์ “ขนานทางคู่สายใต้” รับโปรเจ็กต์อากาศสะดุดเพราะ “บินไทย” เชื่อได้อู่ตะเภาศักยภาพรับผู้โดยสารกระฉูดเป็น 180 ล้านน/ปี ยัน 3 รมต.ยูไนเต็ดพร้อมสานต่อฟื้นเศรษฐกิจไทย

วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 ที่โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวเปิดงาน “คมนาคมภูมิใจ รวมไทยสร้างชาติ” ว่า การดำเนินการลงทุนคมนาคมทั้ง 4 มิติ ได้แก่ บก ราง น้ำ อากาศ เป็นการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีวางแผนไว้ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วทำไว้ แต่มีการพยายามแก้ไขในสิ่งที่ทำไว้เดิมแต่ติดปัญหาอุปสรรค เพราะหลายโครงการทำผลการศึกษาไว้นานแล้ว ซึ่งการดำเนินการใหม่นี้อาจจะไม่ได้เดินตามแผนศึกษาเดิมทั้งหมด

ในส่วนงานด้านการขนส่งทางบก ที่ผ่านมาเจอปัญหาเรื่องการเวนคืนมอเตอร์เวย์บางใหญ่ – กาญจนบุรี และการก่อสร้างมอเตอร์เวย์บางปะอิน – นครราชสีมา ซึ่งทั้ง 2  โครงการได้ดำเนินการตามเป้าหมายเรียบร้อยและจะทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนแน่นอน ทั้งด้านการเดินทางและการขนส่งสินค้า อีกเรื่องที่ให้ความสำคัญคือ การเชื่อต่อการเดินทางลงไปในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นแผนที่นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เตรียมเอาไว้แล้ว

มุ่งทางคู่-ไฮสปีด-MR-MAP

ด้านทางราง เป็นเรื่องที่ท้าทาย ปัจจุบันมีรถไฟ 2 ระบบ คือ 1. ระบบรถไฟทางไกล ซึ่งเป็นกระดูกและเส้นเลือดให้กับประเทศไทยมายาวนานกว่า 100 ปี ขั้นตอนต่อไปจะต้องพัฒนาระบบรางให้เป็น”ทางคู่” เมื่อเป็นทางคู่ก็จะมีการพัฒนาเป็นรถไฟความเร็วสูงในลำดับถัดไป

แต่ทุกสายทางจะต้องเชื่อมโยงกับเส้นทางรถไฟของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค และทำให้ระบบรางของประเทศเรามีประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้าและให้บริการเดินทางกับประชาชน มีโครงกาสำคัญ เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เชื่อมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ตอนนี้กระบวนการเป็นไปตามขั้นตอนและโรดแมปที่วางไว้

ส่วนรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับผลกระทบจากภาวะแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่หลังจากสถานการณ์คลี่คลายมากขึ้น ก็ได้หากำหนดวันนัดประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน (Joint Committee หรือ JC) ได้แล้ว และเมื่อการประชุมเสร็จสิ้นคาดว่าจะมีการลงนามในสัญญา 2.3 การวางราง และระบบการเดินรถ ระบบอาณัติสัญญาณ พร้อมขบวนรถ วงเงิน 50,633.50 ล้านบาท ได้ในเดือน ต.ค.นี้

ขณะที่การพัฒนาระบบรางรถไฟฟ้าในกรุงเทพและปริมณฑลและตามภูมิภาคอื่นทั่วประเทศ ต้องยกเครดิตให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตนยอมรับว่าที่ผ่านมามีผลกระทบกับการใช้ชีวิตของประชาชนบ้าง แต่ถ้าโครงการต่างๆเริ่มแล้วเสร็จ คาดว่าประชาชนจะได้ประโยชน์สูงสุดแน่นอน

“เมื่อมีการพัฒนาระบบรางแล้ว ก็เห็นว่าควรจะมีการพัฒนาระบบมอเตอร์เวย์ให้บูรณาการร่วมกันไปด้วย หรือชื่อเรียกว่า MR-MAP โดยได้นำเรียนให้นายกรัฐมนตรีรับทราบถึงแผนงานดังกล่าวแล้ว โดยรวมมีระยะทางประมาณ 6,000 กม. แบ่ง 8 เส้นทาง เป็นเส้นทางเชื่อมเหนือ-ใต้ของประเทศ 3 เส้นทางและเส้นทางที่เชื่อมฝั่งตะวันออก-ตะวันตกอีก 5 เส้นทาง ซึ่งจะมีการศึกษาเพื่อจัดทำ Master Plan โดยกรมทางหลวง (ทล.) จะใช้งบจากกองทุนมอเตอร์เวย์มาใช้ในการศึกษาทำแผนแม่บทดังกล่าว คาดว่าจะดำเนินการในปี 2564 นี้”

นายกฯเคาะงบกลาง 75 ล้าน ผุดท่าเรือน้ำลึก

ขณะที่การพัฒนาการขนส่งทางน้ำ นอกจากแผนพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ท่าเทียบเรือ F วงเงินลงทุน 84,391 ล้านบาท ที่จะสรุปผลการเจรจาการจ่ายผลตอบแทนให้รัฐในเดือน ส.ค.นี้  ก็มีแผนเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางน้ำในพื้นที่ภาคใต้ โดยการเชื่อมต่อท่าเรือน้ำลึกระหว่างอ่าวไทย – อันดามัน โดยจะพัฒนาเป็นท่าเรือระบบอัตโนมัติ โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้รับอนุมัติงบกลางจำนวน 75 ล้านบาท เพื่อทำแผนศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินการแล้ว

และจะมีการศึกษารถไฟทางคู่ ชุมพร-ระนอง (แลนด์บริดจ์) ระยะทาง 123 กม. โดยนายกฯปรารภให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ทำเรื่องขึ้นมาเสนอขอใช้งบกลางในการศึกษาความเป็นไปได้โครงการดังกล่าว

“สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่ได้เห็นในชั่วชีวิตของผม แต่ถ้าวันนี้ไม่คิดไม่เริ่มต้นในการพัฒนาสิ่งเหล่านี้ จะเสียโอกาสอย่างมาก ในอดีตเราเคยเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งทวีปเอเชีย แต่หลายสิ่งหลายอย่างทำให้เราหยุดอยู่กับที่ วันนี้เราจะออกวิ่งแล้ว ไม่ใช่แค่เดินหน้า” นายศักดิ์สยามกล่าวและว่า

ยันไม่ปล่อย “การบินไทย”

ส่วนการขนส่งทางอากาศ เราสะดุดในเรื่องแผนฟื้นฟูบมจ.การบินไทย แต่เชื่อว่า เมื่อฟื้นฟูแล้วการบินไทยจะกลับมาเข้มแข็งและดีกว่าเดิม แม้การบินไทยจะไม่อยู่ภายใต้กระทรวงคมนาคมแล้ว แต่ทั้งตนและนายถาวรในฐานะเคยกำกับดูแลการบินไทย พร้อมจะติดตามและพัฒนาศักยภาพของการบินไทยต่อไป

ขณะที่การพัฒนาศักยภาพของสนามบินทั้งสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ของบมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) และสนามบินภูมิภาคของกรมท่าอากาศยาน (ทย.)ก็มีการวางแผนพัฒนาไว้แล้ว และในอนาคตจะมีสนามบินอู่ตะเภาเพิ่มมาอีก คาดว่าจะมีศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้เป็น 180 ล้านคน/ปี

ย้ำหมุดสานงานต่อฟื้นเศรษฐกิจไทย

“วันนี้ถือเป็นการทบทวนและตรวจสอบการทำงานตลอดเวลาที่ผ่านมา ทั้งตน และ 2 รัฐมนตรีช่วย นายถาวร และนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐในฐานะฝ่ายการเมือง ขอยืนัยันว่าจะพัฒนาเคียงข้างคนไทย เป็นฟันเฟืองฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ในโอกาสนี้ขอให้เชื่อใจทั้งฝ่ายการเมืองและพี่น้องข้าราชการกระทรวงคมนาคมที่จะดำเนินการทุกอย่างให้เป็นไปตามแผนต่อไป ”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ