กองทุน FTA ปั้น 13 โครงการเกษตร รับมือการค้าเสรี
สศก.เดินหน้ากองทุน FTA จัดอบรมเข้ม “MOU-Driven Advanced Project” ใช้พลังเครือข่าย MOU 14 หน่วยงาน เป็นพี่เลี้ยงบ่มเพาะ 13 โครงการเกษตร ครอบคลุม 11 ชนิดสินค้า ตั้งแต่ไข่ผำอัจฉริยะ โคเนื้อคุณภาพสูง หอมหัวใหญ่ ปลานิลชีวภาพ ลำไยพรีเมียมคาร์บอนต่ำ ข้าวอินทรีย์ กาแฟ ถั่วเหลือง ผักปลอดภัย ถึงปาล์มน้ำมันลดก๊าซเรือนกระจก ยกระดับข้อเสนอโครงการให้พร้อมขอรับเงินสนับสนุนและแข่งขันในตลาดการค้าเสรี
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรฯ เปิดเผยว่า กองทุน FTA เป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ให้สามารถปรับโครงสร้างการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพสินค้า และสร้างมูลค่าเพิ่ม
เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเกษตรไทย ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการแข่งขันภายใต้ความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ที่ทำให้เกษตรกรต้องปรับตัวทั้งด้านการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการต้นทุน
ในปีงบประมาณ 2569 สศก.ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “การจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุน FTA (ขั้นสูง) ด้วยพลังขับเคลื่อน MOU : MOU-Driven Advanced Project” ระหว่างวันที่ 17-19 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี
การอบรมครั้งนี้มุ่งใช้องค์ความรู้จากหน่วยงานภาคีเครือข่าย MOU จำนวน 14 หน่วยงาน ร่วมบ่มเพาะและพัฒนาข้อเสนอโครงการทั้ง 13 โครงการ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา พัฒนาศักยภาพ หนุนเสริม และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดการค้าเสรี
ขณะเดียวกัน ยังเป็นการพัฒนาศักยภาพเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และหน่วยงานภาคีเครือข่าย ให้สามารถจัดทำข้อเสนอโครงการที่มีคุณภาพ และพร้อมเข้าสู่กระบวนการขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FTA โดยนายพีรพันธ์ได้มอบหมายให้นายครองศักดิ์ สงรักษา รองเลขาธิการ สศก. เป็นประธานในพิธีเปิด
นายครองศักดิ์กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการอบรมว่า การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวน 70 ราย ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาคีเครือข่าย MOU และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่ผ่านการอบรมหลักสูตรของกองทุน FTA แล้ว
ตลอดระยะเวลา 3 วัน ผู้เข้าร่วมจะได้รับการเสริมความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตั้งแต่หลักเกณฑ์และขั้นตอนการขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FTA บทบาทของภาคีเครือข่าย MOU ในฐานะ “พี่เลี้ยง” การวิเคราะห์ความคุ้มค่าโครงการ การบริหารความเสี่ยง การจัดทำแผนธุรกิจ การบริหารต้นทุน สภาพคล่อง และการทำความเข้าใจบริบทการค้าโลกภายใต้ FTA
ไฮไลต์สำคัญของการอบรม คือกิจกรรม Project Matching หรือการจับคู่โครงการที่มีศักยภาพ ระหว่างเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันให้ข้อคิดเห็น พัฒนา และปรับปรุงข้อเสนอโครงการให้มีความชัดเจน ครบถ้วน และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกองทุนมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติและนำเสนอโครงการ โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้ข้อเสนอแนะอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการมีความพร้อมในทางปฏิบัติ และสามารถต่อยอดเข้าสู่กระบวนการพิจารณาขอรับการสนับสนุนจากกองทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับโครงการที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพและจับคู่กับหน่วยงานภาคีเครือข่าย มีจำนวน 13 โครงการ ครอบคลุม 11 ชนิดสินค้าเกษตร ทั้งกลุ่มสินค้าอาหารและโปรตีน กลุ่มพืชเศรษฐกิจและพืชเฉพาะถิ่น กลุ่มข้าวและเกษตรอินทรีย์ รวมถึงกลุ่มเกษตรปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
สินค้าและโครงการที่เข้าร่วม อาทิ ไข่ผำอัจฉริยะ โคเนื้อคุณภาพสูง หอมหัวใหญ่ ปลานิลชีวภาพ ลำไยพรีเมียมคาร์บอนต่ำ ข้าวอินทรีย์ กาแฟ ถั่วเหลือง ผักปลอดภัย และปาล์มน้ำมันลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสะท้อนศักยภาพของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในการปรับตัวรับการแข่งขันทางการค้า และต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่ม
“การอบรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการให้ความรู้เรื่องการเขียนโครงการ แต่เป็นกระบวนการบ่มเพาะและยกระดับข้อเสนอโครงการของเกษตรกรให้มีข้อมูลรองรับ มีความคุ้มค่า มีแผนธุรกิจ และมีความพร้อมเข้าสู่การพิจารณาขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FTA อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเครือข่าย MOU ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงร่วมเติมเต็มองค์ความรู้ทั้งด้านการผลิต การตลาด การเงิน และการบริหารจัดการ เพื่อให้โครงการสามารถตอบโจทย์การแข่งขันทางการค้าและสร้างประโยชน์ให้แก่เกษตรกรได้จริง” นายครองศักดิ์กล่าว
ทั้งนี้ ผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังจากการอบรม คือผู้เข้าร่วมสามารถพัฒนาข้อเสนอโครงการให้มีความครบถ้วน สมบูรณ์ และมีความเป็นไปได้ในการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสให้โครงการที่มีศักยภาพได้รับการสนับสนุนจากกองทุน FTA
ขณะเดียวกัน ยังเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่าย และภาคเกษตร เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเกษตรไทย สร้างรายได้ ความมั่นคง และความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทยในระยะยาว
การขับเคลื่อนกองทุน FTA ผ่านหลักสูตรขั้นสูงและเครือข่าย MOU ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการเตรียมข้อเสนอโครงการให้พร้อมรับการสนับสนุนเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางฐานให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรไทยปรับตัวเชิงรุก ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปิดเสรีทางการค้าและการแข่งขันในตลาดโลกที่เข้มข้นมากขึ้น