‘Work Life Balance’ Mega Trend ที่ผู้ประกอบการไทยต้องเข้าใจให้มากขึ้น เพื่อปรับสมดุลสอดรับพฤติกรรมคนทำงานยุคใหม่

‘Work Life Balance’ คือ Mega Trend ที่คนทำงานในปัจจุบันให้สนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงมีเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน ทำให้เกิดความสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน จึงเป็นสิ่งที่คนทำงานยุคนี้ถวิลหา และต้องการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน

SME Series ตอนนี้จึงขอนำประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ‘Work Life Balance’ มาให้ได้ศึกษา เพื่อที่ผู้ประกอบการและ SME จะได้หาจุดกึ่งกลางสร้างประโยชน์สำหรับองค์กรของตน Business Transformation ปรับรูปแบบการทำงานตามกระแสโลก Win – Win ทั้งภาคธุรกิจและตัวพนักงาน

เปิดเหตุผล ทำไม? ‘Work Life Balance’ จึงสำคัญ

เหตุผลก็เพราะ เนื่องจากคนทำงานต่างต้องการเวลาในแต่ละวันเพื่อทำสิ่งที่ตนเองชอบ ดังนั้น Work Life Balance จึงเป็นแนวคิดที่จะทำให้เกิดความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน ซึ่ง Mega Trend ‘Work Life Balance’ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพจิตและแม้แต่สุขภาพกาย ทั้งสำหรับคนทำงานออฟฟิศและคนทำอาชีพอิสระ การขาดสมดุลอาจนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ‘ภาวะหมดไฟในการทำงาน’ ที่องค์การอนามัยโลกได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า

อาการที่เป็นภาวะทางจิตใจอันเกิดจากความเครียดเรื้อรังในการทำงานซึ่งไม่ได้รับการจัดการให้เรียบร้อย ความรู้สึกสูญเสียพลังงานหรือมีภาวะอ่อนเพลีย มีความนึกคิดที่เหินห่างจากงานมากขึ้น หรือรู้สึกถึงงานของตนเองในทางลบหรือต่อต้านงาน และมีความเป็นมืออาชีพลดลง”

ภาวะหมดไฟในการทำงานกำลังเพิ่มมากขึ้น ทำให้คนทำงานสูญเสียแรงจูงใจและความสามารถในการทำงาน อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ ความดันโลหิต และโรคเบาหวานชนิดต่างๆ พูดง่ายๆ คือ การอยู่ในสภาวะเครียดต่อเนื่องไม่ดีต่อสุขภาพของทุกคนหรือธุรกิจใดๆ

ด้วยเหตุนี้คนหนุ่มคนสาวในปัจจุบันไม่ได้ไขว่คว้าความสำเร็จในหน้าที่การงานเป็นอันดับต้น ๆ เหมือนแต่ก่อน ความสุขในชีวิตและการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงกลับกลายเป็นสิ่งหลายคนให้ความสนใจ ได้ใช้ชีวิตในสิ่งที่อยากทำ ประมาณว่าเกิดมาแค่ครั้งเดียวอยากทำอะไรให้รีบทำ You Only Live Once นั่นคือเป้าหมายของใครหลาย ๆ คน คุณค่าของชีวิตไม่ได้มีแค่เรื่องงานอีกต่อไป

จากข้อมูลงานวิจัยของ McKinsey พบว่า 52% ของพนักงานในสหรัฐอเมริกา บอกว่าพวกเขาต้องการให้องค์กรนำรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid Work ซึ่งมีความยืดหยุ่นมากขึ้นมาใช้ เนื่องจากรูปแบบการทำงานก่อนการเผชิญกับโรคโควิด 19 บริษัทส่วนใหญ่ก็จะให้ทำงานที่ออฟฟิศ (Onsite) และทำงานแบบพบปะหน้าตากัน

Advertisement

ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบ Hybrid Work ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการทำงานแบบทางไกล (Remote Working) กับการทำงานแบบออฟฟิศนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การระบาดของโควิด 19 ทำให้พนักงานเริ่มคุ้นชินกับการทำงานแบบทางไกล ซึ่งพนักงานหลายคนได้ดื่มด่ำกับรสชาติอันหอมหวานของการทำงานแบบ Remote Working นี้มายาวนาน

ดังนั้น จึงมีพนักงานบางส่วนที่ไม่อยากกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ เพราะเห็นประโยชน์ของการทำงานแบบทางไกล ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดเวลา ประหยัดทรัพยากรต่าง ๆ จากการทำงานที่บ้าน โดย 33% ของพนักงาน ยังกล่าวว่า พวกเขามีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนงาน หากพวกเขาต้องกลับไปทำงานอย่างเต็มเวลา ตัวอย่างทำให้เห็นภาพชัดขึ้นก็คือจากคำบอกเล่าของ Adam D’Angelo ซีเอโอของ Quora กล่าวว่า “60% ของพนักงานของเรา เลือกที่จะไม่ทำงานจากสำนักงาน แม้ว่าโควิด 19 จะไม่เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป”

ขณะที่ REDPAPER รายงานข้อมูลและเทรนด์ด้านอสังหาริมทรัพย์ สนับสนุนโดย เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ร่วมกับ นัมเบอร์ส 10 รีเสิร์ช เผย 6 เทรนด์การทำงานที่มนุษย์เงินเดือนหลาก Gen ยุค Post-COVID ต้องการ ได้สะท้อนออกมาผ่าน 6 เทรนด์ความต้องการด้านทำงาน ได้แก่

  1. การทำงานที่ไม่เครียด
  2. การความก้าวหน้าในอาชีพ
  3. การใช้ชีวิตได้อย่างสมดุล (Work Life Balance)
  4. การพัฒนาฝึกฝนทักษะใหม่ (Upskill & Reskill)
  5. ความสะดวกในการเดินทางและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันในที่ทำงาน
  6. การมีเวลาให้กับครอบครัว

โดยทั้งหมดนี้ องค์กรต่าง ๆ สามารถปรับปรุงสภาพแวดล้อม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มคนทำงานในยุค Post-COVID ผ่านการเลือกอาคารสำนักงานที่มีคุณภาพ ตั้งอยู่ในโลเคชันที่สะดวกต่อการเดินทางหลายรูปแบบ มีสภาพแวดล้อมภายในออฟฟิศที่ดี รวมถึงมีพื้นที่ให้พนักงานได้ผ่อนคลาย เพื่อช่วยลดความเครียดจากการทำงาน นอกจากนี้ ยังควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ – ทักษะ และวิธีการทำงานใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพนักงานให้สามารถสร้างผลลัพธ์ในการทำงานได้ดี และสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข

นอกจากนี้ข้อมูลจาก Kisi บริษัทให้คำปรึกษาด้านการทำงาน ในปี 2022 ได้เก็บข้อมูลทั้งหมด 100 ประเทศทั่วโลก เพื่อสำรวจว่าเมืองใดที่มีความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตมากที่สุดพบว่า

อันดับที่ 1 คือ เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ ได้ 100 คะแนนเต็ม

อันดับที่ 2 คือ เมืองเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ 99.46 คะแนน

อันดับที่ 3 คือ เมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ได้ 99.24 คะแนน

ส่วนกรุงเทพฯ อันดับที่ 96 ได้ 70.73 คะแนน และท้ายสุดอันดับ 100 คือ เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ ได้ 50 คะแนน

เกณฑ์ในการให้คะแนนมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่

  1. ปริมาณงานเช่น สัดส่วนคนทำงานล่วงเวลา หรือสัดส่วนคนทำงานมากกว่า 1 งาน
  2. สังคมในการทำงานเช่น การช่วยเหลือจากผลกระทบโควิด หรือระบบสาธารณสุข
  3. สภาพแวดล้อมของเมืองเช่น ค่าใช้จ่ายในการกินอยู่ หรือความปลอดภัยของเมือง

จากการสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นคุณภาพชีวิตและการทำงานของบ้านเราว่ายังไม่สมดุลกันพอสมควร ทั้งปริมาณงาน สวัสดิการ หรือสภาพแวดล้อมในเมือง เป็นองค์ประกอบในการชี้วัดความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต

ด้วยเทรนด์ที่เปลี่ยนไป จึงไม่แปลกใจที่องค์กรไหนชูเรื่อง Work Life Balance จะเป็นที่ถูกตาต้องใจคนทำงานในยุคนี้เป็นพิเศษ แน่นอนว่าการทุ่มเทกับงานยังคงเป็นสิ่งที่ดี แต่การทำงานที่มีประสิทธิภาพอย่างมีสมดุลเป็นสิ่งที่ FulFill และถนอมหัวใจคนทำงานได้ในระยะยาวมากกว่า

สิ่งที่คนทำงานรุ่นใหม่ต้องการจากบริษัทยุคปัจจุบัน

จ๊อบส์ดีบี (JobsDB) แพลตฟอร์มหางานชั้นนำของเอเชีย จึงได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึก (Insight Data) ต่าง ๆ และสรุปเทรนด์ที่คนทำงานยุคใหม่ให้ความสำคัญและมีผลต่อการตัดสินใจเลือกสมัครงาน เพื่อให้องค์กรและผู้ประกอบการได้เห็นแนวโน้ม รวมถึงทัศนคติมุมมองที่เปลี่ยนไปของคนหางานยุคใหม่ในโลกหลังโควิด 19 และสามารถปรับตัวให้องค์กรสามารถดึงดูดผู้สมัครงานคุณภาพ รักษาพนักงานเก่าให้คงอยู่ และเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนก็คือ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง : Salaryman ยุคใหม่ ความท้าทายของธุรกิจแบบเดิมๆ

สวัสดิการ สิทธิประโยชน์ ตลอดจนคุณค่าในองค์การที่พนักงานต้องการ (Employer Value Proposition) ต้องได้รับการพัฒนาให้ตอบโจทย์กับโลกหลังวิกฤตโควิด 19 ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องตระหนักและพัฒนาสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ขององค์กรให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนทำงานที่เปลี่ยนไป และคำนึงถึงคุณค่าในองค์กรที่พนักงานต้องการ (EVP) โดยเน้นให้คุณค่าในด้านความรู้สึกมากขึ้น เพื่อรักษาพนักงานเดิมไว้ และดึงดูดผู้สมัครงานใหม่ในยุคปัจจุบัน เช่น

  1. ยืดหยุ่นเวลาเข้า – ออกงาน

การเข้าออกงานที่เป็นเวลานั้น บางครั้งก็สร้างความเดือดร้อนให้กับบางคนได้ หรือเป็นปัญหาต่อการบริหารเวลาชีวิต เพราะแต่ละคนก็ต่างมีเหตุผลชีวิตที่แตกต่างกัน หลายออฟฟิศแก้ปัญหานี้ด้วยการยืดหยุ่นเวลาเข้า – ออกงานให้กับพนักงาน โดยให้เลือกช่วงเวลาเข้าออกที่เหมาะสมกับตัวเอง เพื่อให้การบริหารเวลาของแต่ละคนมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยที่ทุกคนมีชั่วโมงการทำงานที่ครบถ้วนตามเวลาที่บริษัทกำหนด หรือบางบริษัทยุคใหม่ก็ไม่เคร่งเรื่องเวลาเข้าออก หรือไม่ยึดติดกับเวลาทำงาน ขอแค่ให้สามารถทำงานให้เสร็จได้ทันเวลา ได้ผลงานที่ดีเท่านั้นพอ ให้พนักงานบริหารเวลาของตนเองให้มีประสิทธิภาพ เรื่องเหล่านี้ก็สามารถช่วยสร้างความสมดุลให้กับชีวิตและการทำงานได้ดีเช่นกัน

  1. Work from Home / Remote Working

กลยุทธ์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในยุคนี้ก็คือการให้อิสระเรื่องเวลากับพนักงาน ให้พนักงานบริหารตนเอง แต่ต้องทำงานให้สำเร็จลุล่วงให้ได้ สามารถทำงานที่บ้านหรือที่ไหนก็ได้ ขอแค่ให้งานเสร็จทันเวลาและมีประสิทธิภาพ หรือบางองค์กรก็นำกลยุทธ์นี้มาผสมผสานกับการทำงานแบบปกติ (Routine Working) อย่างเช่น ให้โควตา Work from Home ทำงานจากบ้านหรือที่ไหนก็ได้ 1 วัน / สัปดาห์ หรือไม่ก็สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ แต่ต้องเข้าออฟฟิศอย่างน้อย อาทิตย์ละ 1 – 2 วัน เป็นต้น

โดยนายบัลเดอร์ ทอล ผู้จัดการทั่วไปประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย WeWork เปิดเผยว่า จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าเทรนด์นี้จะต่อเนื่องไปในปี 2023 ซึ่งในภาพรวมของรูปแบบการทำงานดังกล่าว เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งในภาคพื้นยุโรป เอเชียแปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อีกหนึ่งประเด็นของโลกทำงานยุคหลังโควิดที่องค์กรต่าง ๆ จะต้องตระหนักถึงก็คือ มากว่า 50% ของพนักงานออฟฟิศ จะเริ่มมองหาพื้นที่การทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่จำกัดแค่การทำงานในออฟฟิศเสมอไป

เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมโลกในด้านต่าง ๆ มีความไม่แน่นอนและผันผวนสูง หลายองค์กรไม่อาจคาดเดาได้ว่าโลกในอนาคตจะเปลี่ยนไปยังไงอีก การมอบความยืดหยุ่นด้านพื้นที่ทำงานให้แก่พนักงานออฟฟิศจึงเป็นสิ่งสำคัญ

  1. จัดคลาสออกกำลังกายให้เป็นสวัสดิการพนักงาน

หนึ่งในการจัดการขององค์กรที่ช่วยเรื่อง Work Life Balance ได้ดีก็คือการจัดสวัสดิการด้านการออกกำลังกายให้กับพนักงานในบริษัท อาจจัดคอร์สออกกำลังกายให้พนักงานสามารถมาเข้าร่วมได้ หรือจัดพื้นที่ตลอดจนเตรียมอุปกรณ์ออกกำลังกายให้พนักงานได้ผ่อนคลายอย่างอิสระ

  1. มีโซนพักผ่อนหย่อนใจ

องค์กรอาจจะจัดโซนสันทนาการหรือโซนพักผ่อนหย่อนใจเพื่อเป็นอีกหนึ่งสวัสดิการให้พนักงานได้พักผ่อนระหว่างวัน อาจจะเป็นสวนเล็ก ๆ หรือไม่ก็ห้องนั่งเล่น ห้องดูหนัง ห้องเล่นเกม หรือบางองค์กรก็เตรียมห้องนอนให้พนักงานได้เอนกายเลยก็มีเช่นกัน เพื่อช่วยให้คลายเครียดจากการทำงานได้

  1. ประชุมนอกสถานที่

การไม่อยู่กับอะไรเดิม ๆ ทำให้พนักงานได้ขยับบ้าง อาจกระตุ้นความกระปรี้กระเปร่าได้ดี องค์กรอาจส่งเสริมการประชุมนอกสถานที่บ้าง อย่างการประชุมในร้านกาแฟ (ที่กำลังเป็นเทรนด์นิยม) หรือการประชุมตาม Co-Working Space ที่สามารถเช่าห้องประชุมได้ เป็นต้น การเปลี่ยนบรรยากาศและสถานที่จะทำให้พนักงานไม่เบื่อ มีความกระปรี้กระเปร่า ได้ขยับปรับเปลี่ยน ได้เบรกจากสภาพแวดล้อมการทำงานเดิม ๆ สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยสร้างให้การทำงานกับการใช้ชีวิตผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว

  1. Outing ประจำปี

การจัดทริปท่องเที่ยวประจำปีขององค์กรก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้าง Work Life Balance ให้กับองค์กรได้ดีเช่นกัน โดยองค์กรเป็นตัวหลักในการจัดการพักผ่อนนี้ให้เลย เพื่อที่ให้ทุกคนได้ผ่อนคลายกับความเครียดในการทำงานมาตลอดทั้งปี และได้ฟื้นฟูชีวิตไปในตัวด้วย พร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์ในองค์กรได้อย่างดีเยี่ยม และส่งเสริมให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  1. บริการจิตแพทย์

ทุกวันนี้ปัญหาความเครียดยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งความเครียดในการทำงาน ตลอดจนความเครียดเรื่องส่วนตัว ครอบครัว การดำเนินชีวิต ความเครียดนี้ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ รวมถึงโรคซึมเศร้าที่กำลังเป็นโรคทางกายและจิตที่คนวัยทำงานเป็นกันมากขึ้นทุกวัน ในกรณีนี้องค์กรสามารถช่วยแบ่งเบา ลดอัตราความเครียด ตลอดจนช่วยเหลือให้สุขภาพจิตของพนักงานดีขึ้นได้ด้วยการจัดบริการจิตแพทย์ปรึกษาปัญหาชีวิตตลอดจนปัญหาต่าง ๆ ได้ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมสำหรับองค์กรในเมืองใหญ่ เมืองที่เต็มไปด้วยความเครียดและความกดดันในการใช้ชีวิตและทำงาน ซึ่งเรื่องนี้ช่วยเหลือพนักงานให้มี Work Life Balance ได้ดีด้วยเช่นกัน

  1. บริการให้คำปรึกษาทางการเงิน

องค์กรอย่ามองว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องการสร้างสมดุลให้กับชีวิตและการทำงาน นี่คือปัญหาอันดับต้น ๆ ของพนักงานเลยก็ว่าได้ และสร้างความเครียดให้กับคนยุคปัจจุบันได้มากที่สุดเรื่องหนึ่ง องค์กรที่ใส่ใจรอบด้านจะจัดบริการให้คำปรึกษาทางด้านการเงินให้กับพนักงาน ตั้งแต่ช่วยในเรื่องการวางแผนการเงินที่ดี ไปจนถึงช่วยหาแหล่งเงินกู้สำรอง เงินกู้ฉุกเฉินไว้ช่วยในยามจำเป็น ตลอดจนปรึกษาปัญหาการเงินต่าง ๆ เพื่อให้ผ่อนคลายความเครียด และดำเนินชีวิตได้อย่างไม่กังวล ไม่ทุกข์ ส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นได้

  1. กำหนดนโยบายองค์กรในเรื่อง Work Life Balance

บางคนอาจไม่มีวินัยในการบริหารการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวถ้าไม่ถูกบังคับ หรือไม่กล้าและเกรงใจหัวหน้างานตลอดจนผู้บริหารเพราะกลัวถูกมองว่าไม่ขยัน ทำงานไม่เต็มที่ ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำงานไม่ทุ่มเทให้กับองค์กร องค์กรที่มองการณ์ไกลอาจกำหนดเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นนโยบายของบริษัท เพื่อให้พนักงานได้ปฏิบัติร่วมกัน และทำอย่างไม่รู้สึกผิด เช่น หลังเวลาเลิกงานแล้วต้องไม่มีใครอยู่ที่โต๊ะทำงานเด็ดขาด หรือกำหนดชั่วโมงการทำงานให้เหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมในเรื่อง Work Life Balance ในองค์กรในเรื่องต่าง ๆ ด้วย

Work Life Balance กับการนำไปใช้จริงของภาคธุรกิจ

  1. ‘Apple’

ได้ประกาศให้พนักงานเตรียมกลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ 3 วันต่อสัปดาห์ คือ วันจันทร์ อังคาร และพฤหัสบดี ส่วนอีก 2 วันคือ วันพุธ และศุกร์ พนักงานสามารถทำงานรูปแบบ Remote Working คือ ทำงานจากที่ไหนก็ได้ ส่วนทีมที่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ เนื่องจากประเภทของงาน และรูปแบบการทำงาน ก็สามารถเข้ามาที่ออฟฟิศ 4 – 5 วันต่อสัปดาห์ได้

นอกจากนี้ พนักงานยังมีโอกาสทำงาน Remote Working ได้ถึง 2 สัปดาห์ต่อปี โดย Apple ให้เหตุผลว่าเพื่อให้พนักงานได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวหรือคนที่คุณรักมากขึ้น และเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการทำงาน หรือเหตุผลอื่น ๆ ของแต่ละบุคคล ซึ่งการใช้สิทธิ์นี้ พนักงานต้องขออนุมัติจากผู้จัดการก่อน

  1. Microsoft

Dawn Klinghoffer ซึ่งเป็น Head of People Analytics ของ Microsoft อยากหาคำถามให้ได้ว่า จะใช้วิธีไหนแก้ไขปัญหา Work-life balance ได้สำเร็จ? ทำให้พบสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Work Life Balance ของพนักงานส่วนใหญ่พัง ออกเป็น 3 ประเด็นใหญ่คือ

  1. ยิ่งทำงานประสานกันเยอะชีวิตยิ่งพัง
  2. ยิ่งทำงานมีสมาธิชีวิตยิ่งดี(ถูกรบกวนจากเพื่อนร่วมงานหรือคนในบ้านน้อยลงเท่าไร จะช่วยให้ Work Life Balance ดีมากขึ้นเท่านั้น)
  3. พนักงานต้องการการพัก(ช่วงแรกของการ Work From Home อัตราการลาพักร้อนลดลงถึง 83% ส่งผลอย่างมากต่อความรู้สึกขาด Work Life Balance เมื่อเทียบกับกลุ่มพนักงานที่ยังคงใช้วันลาอยู่ตามปกติ)

วิธีการแก้ปัญหาในแบบของ Microsoft ด้วยกลยุทธ์ 3 ขั้นตอนดังนี้

  1. ลำดับความสำคัญให้ดี

การทำแบบนี้คือการช่วยให้ทีมสามารถที่จะสร้างความมั่นคงได้ในเวลาที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย และเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้าง Work Life Balance เพราะการที่เราเลือกสิ่งสำคัญจริง ๆ และปฏิเสธสิ่งอื่น ๆ ได้จะนำมาซึ่งการประชุมที่น้อยลง เวลาการ Focus ที่มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือมีเวลาพักผ่อนเพิ่มขึ้น

  1. วางรูปแบบการประชุมใหม่

เมื่อจัดลำดับความสำคัญของงานได้แล้ว ขั้นถัดไปคือการจัดระเบียบการประชุมใหม่ โดยสิ่งที่ Microsoft ปรับตัวมีดังนี้ คือ 1. มีเวลาพักอยู่ในแผนการประชุม 2. เลี่ยงประชุมวันจันทร์ และวันศุกร์ 3. ตรวจสอบความจำเป็นในการประชุม

  1. กำหนดเวลา และขอบเขต

ขั้นต่อมาคือการกระตุ้นให้ทีมเห็นความสำคัญของการกำหนดเวลาที่อยากจะใช้ไปกับงาน และการกำหนดขอบเขตเพื่อที่จะเป็นตัวช่วยรักษาเวลานั้น โดยการสนับสนุนให้มี Focus Time เช่น วันนี้ 9 – 10 โมงจะโฟกัสกับงานเอกสาร และ 10 – 11 โมง โฟกัสกับการเตรียมนำเสนอ เป็นต้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีด้วยความเคารพเวลาส่วนตัว อีเมลนอกเวลางานจากหัวหน้ามีผลต่อพนักงาน Microsoft จึงสนับสนุนให้ Manager ใช้ฟังก์ชัน ‘ตั้งเวลาส่งอีเมล’ เพื่อให้แม้จะนึกงานได้สด ๆ ร้อน ๆ ก็ให้พิมพ์ทิ้งไว้แล้วตั้งเวลาส่ง

  1. LINE ประเทศไทย

มีการปรับรูปแบบการทำงานเป็น Hybrid Workplace คิดว่าสิ่งที่พนักงานและหัวหน้างานต้องมีก็คือเรื่องของ Mind Set โดยเฉพาะเรื่องของความเชื่อมั่นกันและเคารพซึ่งกันและกัน แต่ละฝ่ายไว้วางใจกันและไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายใจ ซึ่งรวมไปถึงเรื่อง Working Environment ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงแค่สิ่งแวดล้อมรอบตัวหรือรอบโต๊ะเท่านั้น แต่หมายถึงสภาพแวดล้อมที่ทำให้รู้สึกสะดวกสบายในการทำงาน

ด้วย Working Style ที่แตกต่างกันออกไป บางคนก็จะเน้นไปที่การ Concentrate กับงาน กับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง แต่บางคนก็อยากที่จะมีการ Co-Operate กับเพื่อนร่วมงาน แต่บางคนชอบที่อยู่ในห้องคนเดียว สะท้อนว่ามีความต้องการที่หลากหลาย ดังนั้น ออฟฟิศจึงปรับให้เป็น LINERS Connecting Space คือเป็นศูนย์รวมของพนักงานทุกคนในออฟฟิศ อยากให้เป็นที่ ๆ ทุกคน Connect หากันได้ ดังนั้น จึงมีการรีโนเวชันออฟฟิศกันขึ้นมา พร้อมกับสร้าง Facilities ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Focus Room, Meeting Room โดยยึดเอาความต้องการของพนักงานเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการให้ความสำคัญกับเรื่องของ Work – Life Revolution มีการคำนึงถึงเรื่องการทำงานของพนักงาน รวมถึงไลฟ์สไตล์ สุขภาพจิตใจ และสุขภาพร่างกายของพนักงานด้วย โดย ไลน์ประเทศไทยจะทำความเข้าใจกับพนักงาน มีการทำเซอร์เวย์ รวบรวมความต้องการต่าง ๆ ของพนักงาน แล้วนำมาพัฒนาปรับปรุงใช้งาน รวมถึงมีการทำห้องสำหรับการ LIVE ด้วย ที่ตอบโจทย์กับทีมที่ต้องการทำ LIVE Studio ด้วย

การสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตกับงานช่วยสร้างศักยภาพให้องค์กรได้มากกว่าที่คิด การทำงานหนักหน่วงอาจทำให้องค์กรมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ก็จริง แต่ระยะยาวแล้วศักยภาพจะลดลงตามประสิทธิภาพของร่างกายและจิตใจที่ย่ำแย่ลง หากสร้างสมดุลให้กับชีวิตส่วนตัวและการทำงานได้อย่างลงตัว นั่นคือวินัยในการทำงานที่ยอดเยี่ยม ส่งผลให้บุคลากรมีชีวิตที่สมดุล ประสบความสำเร็จทั้งหน้าที่การงาน การดูแลครอบครัว สุขภาพร่างกายดี สุขภาพจิตใจยอดเยี่ยม เมื่อทุกอย่างดีแล้วก็จะทำให้ชีวิตมีความสุข ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรก็มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ยิ่งขึ้น และมีพนักงานที่มีคุณภาพช่วยสร้างศักยภาพให้กับองค์กรได้ในระยะยาว

แหล่งอ้างอิง : JobsDB, Marketing Oops

แหล่งอ้างอิง : JobsDB, Marketing Oops
https://www.mckinsey.com/capabilities/people-and-organizational-performance/our-insights/what-employees-are-saying-about-the-future-of-remote-work?cid=other-eml-shl-mip-mck&hlkid=42394883125c4b86be8ba724d4e9e7df&hctky=10439215&hdpid=0ffa4915-1b11-41eb-a81f-8fb49d07bbc6
https://www.forbes.com/sites/lucianapaulise/2021/06/29/some-52-of-employees-prefer-hybrid-work-models-how-to-overcome-the-challenge/?sh=3f27ce5c4860
https://www.travelperk.com/blog/top-hybrid-work-trend-stats-from-global-companies/
https://www.lancaster.ac.uk/media/lancaster-university/content-assets/documents/lums/work-foundation/PolicyBrief.pdf
https://www.rd.go.th/fileadmin/eMagazines/online_092564.pdf
https://www.bbc.com/news/technology-57342768
https://bit.ly/3FGQzRt
https://www.getkisi.com/work-life-balance-2022#table
https://www.forbes.com/sites/heidilynnekurter/2021/12/30/is-thursday-the-new-friday-3-pros-and-cons-of-reducing-working-hours/?utm_source=pocket_mylist&sh=242b573e11c2
https://www.businessnewsdaily.com/5244-improve-work-life-balance-today.html

Hybrid Workplace มาแรง! Apple และเหล่า Big Tech ให้พนักงานเข้าออฟฟิศ สลับ Remote Working