เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
SENA รุกตลาดต่างชาติ ตั้ง SIC เป็น Exclusive Agent ขายคอนโดหรู ‘นิช ไพรด์ เอกมัย’
Real Estate SENA รุกตลาดต่างชาติ ตั้ง SIC เป็น Exclusive Agent ขายคอนโดหรู ‘นิช ไพรด์ เอกมัย’
ก.ล.ต. จ่อสรุปผลดำเนินคดี ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ยันไม่เพิกเฉย-ดำเนินการอย่างรัดกุม
Finance ก.ล.ต. จ่อสรุปผลดำเนินคดี ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ยันไม่เพิกเฉย-ดำเนินการอย่างรัดกุม
คปภ. ลงพื้นที่ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ตรวจพบตัวอาคารมีทำประกันไว้ เร่งประสานเจ้าของเช็กประกันรับผิดชอบ
Economic คปภ. ลงพื้นที่ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ตรวจพบตัวอาคารมีทำประกันไว้ เร่งประสานเจ้าของเช็กประกันรับผิดชอบ
‘ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม’ กลยุทธ์บริหารแฟรนไชส์สไตล์ ZEN 
Business ‘ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม’ กลยุทธ์บริหารแฟรนไชส์สไตล์ ZEN 
‘รุทธพล’ ลั่นรู้ตัวการใหญ่คดี ‘แอร์มีนา’ แล้ว สั่ง AOT คุมเข้มลูกเรือ ห้ามรับหิ้วของ-สุ่มตรวจกระเป๋า
Politics ‘รุทธพล’ ลั่นรู้ตัวการใหญ่คดี ‘แอร์มีนา’ แล้ว สั่ง AOT คุมเข้มลูกเรือ ห้ามรับหิ้วของ-สุ่มตรวจกระเป๋า
ราคาทองวันนี้ (13 ก.ค. 69) ร่วงลง 800 บาท ทองรูปพรรณ 65,000 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (13 ก.ค. 69) ร่วงลง 800 บาท ทองรูปพรรณ 65,000 บาท
บนท่วงทำนองของ Greenspan จาก DotCom สู่ AI Boom
World บนท่วงทำนองของ Greenspan จาก DotCom สู่ AI Boom
‘ชัชชาติ’ เผยไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว พบสิ่งกีดขวางทางหนีไฟ เล็งจัดระเบียบสุ่มตรวจกลางคืน
Economic ‘ชัชชาติ’ เผยไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว พบสิ่งกีดขวางทางหนีไฟ เล็งจัดระเบียบสุ่มตรวจกลางคืน
เวลเนสไทย-เมกะเทรนด์โลก ‘BDMS-ชีวาศรม’ ธุรกิจต้นแบบ
Biz Movement เวลเนสไทย-เมกะเทรนด์โลก ‘BDMS-ชีวาศรม’ ธุรกิจต้นแบบ
ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่านส่อแววไม่บานปลาย
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่านส่อแววไม่บานปลาย
ดูทั้งหมด

ร.๙ เสด็จฯเยือนต่างประเทศ พระราชภารกิจคุ้มเกล้าชาวไทย

09 ต.ค. 2560 | 12:22น.

ก่อนหน้านี้ประชาชนชาวไทยเคยได้เห็นภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ในหลวงรัชกาลที่ 9) และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยือนต่างประเทศ พร้อมกับได้รับรู้ข้อมูลว่าการที่ในหลวงและพระราชินีเสด็จฯเยือนต่างประเทศนั้น เป็นการเสด็จฯเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ เป็นภาพที่ดูยิ่งใหญ่ สวยงาม

แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไกรฤกษ์ นานา นักประวัติศาสตร์/นักวิชาการอิสระ กล่าวเปิดประเด็นใหม่เกี่ยวกับการเสด็จต่างประเทศ ในงานเสวนาหัวข้อ “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม : เบื้องหลังพระราชกรณียกิจรัชกาลที่ 9 ในนานาประเทศ” ว่า การที่ในหลวง ร.9 และสมเด็จพระราชินีเสด็จประพาสต่างประเทศนั้น ไม่ใช่การเสด็จฯเจริญสัมพันธไมตรีอันสวยหรูอย่างที่เข้าใจกัน แต่มีเบื้องหลังการเสด็จฯเป็นพระราชกรณียกิจทางการทูตที่สำคัญ และเป็นประโยชน์ยิ่งต่อประเทศไทย ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันกับการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.5 เสด็จประพาสยุโรป เมื่อปี พ.ศ. 2440

ในการเสด็จนั้น นอกจากไม่ได้สวยหรูอย่างที่เห็นในภาพแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคร่งเครียดกับพระราชภารกิจอันสำคัญนี้อย่างมาก เพื่อให้พระราชภารกิจสำเร็จลุล่วงวัตถุประสงค์ ทั้งหมดทั้งปวง มิใช่เพื่อพระองค์เอง แต่เพื่อประเทศชาติ

“ในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จฯเพื่อดำเนินนโยบายรัฐกันชน ส่วนในหลวงรัชกาลที่ 9เป็นการดำเนินนโยบายกันชนทางลัทธิความเชื่อ ระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์และลัทธิเสรีประชาธิปไตย” ไกรฤกษ์บอก ก่อนจะอธิบายต่อว่า เมื่อปี พ.ศ. 2439 อังกฤษและฝรั่งเศสได้เจรจาและมีข้อตกลงกันว่าจะจัดตั้งสยามเป็นรัฐกันชน และขีดพรมแดนของ “สยาม” ให้เหลือเพียงพื้นที่ลุ่มภาคกลาง ครอบคลุมแม่น้ำท่าจีนแม่กลอง บางปะกง เจ้าพระยา และเพชรบุรี

นอกเหนือจากนั้นถูกขีดแบ่งให้เป็นดินแดนในอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส ด้วยเหตุนี้ในหลวงรัชกาลที่ 5 จึงเสด็จประพาสยุโรปเพื่อทรงเจรจาแสดงเจตจำนงว่าสยามไม่ยอมรับในปฏิญญานี้ ในปี พ.ศ. 2440

เส้นทางการเสด็จประพาสยุโรปเริ่มจากประเทศรัสเซีย ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกันมาก่อนตั้งแต่เมื่อครั้ง พระจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ยังเป็นมกุฎราชกุมารได้เสด็จฯเยือนราชสำนักสยาม และผูกมิตรไมตรีกันเรื่อยมา

เมื่อปี พ.ศ. 2440 ที่ ร.5 เสด็จฯยุโรปนั้น พระจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ และรัสเซียเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่มีแสนยานุภาพที่ชาติอื่น ๆ เกรงใจ การที่ราชสำนักรัสเซียต้อนรับราชสำนักสยามอย่างมิตร จึงทำให้ยุโรปเกรงใจสยามซึ่งเป็นมิตรของรัสเซียด้วย ทำให้การเสด็จฯเยือนประเทศอื่น ๆ รวมทั้งการเจรจาเรื่องรัฐกันชนง่ายขึ้น

วิกฤตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ส่วนในสมัยตอนต้นรัชกาลที่ 9 เป็นช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเศรษฐกิจล่มสลาย ผู้คนสิ้นเนื้อประดาตัว จักรวรรดินิยมอังกฤษและฝรั่งเศสล่มสลาย แต่รัสเซียและจีนซึ่งยังมีเงินได้เผยแพร่ลัทธิการปกครองแบบคอมมิวนิสต์เข้ามาแทนจักรวรรดินิยม ขณะที่ประเทศในเอเชียที่เพิ่งพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของตะวันตกกำลังพะวงและยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะใช้ระบอบการปกครองแบบไหน ทำให้เกิดสงครามครั้งใหม่ คือสงครามเกาหลี ตามมาด้วยสงครามเวียดนาม

ยุคนั้นทั้งโลกตะวันตกและตะวันออกมีความพยายามป้องกันการแผ่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ เมื่อปี พ.ศ. 2497 มีการทำสนธิสัญญามะนิลา และในสนธิสัญญานั้นมีข้อตกลงข้อหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย คือการจัดตั้งองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ สปอ. (SEATO) มีสมาชิก 8 ประเทศ ได้แก่ อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และไทย โดยตั้งสำนักงานในเมืองไทย

ด้วยสถานการณ์ในปี พ.ศ. 2502-2503 คอมมิวนิสต์รุกคืบเข้ามาประชิดถึงชายแดนแม่น้ำโขงแล้ว รัฐบาลไทยเกรงว่าคอมมิวนิสต์จะเป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากก่อนนั้นมีตัวอย่างให้เห็นในประเทศรัสเซีย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา รัฐบาลไทยพยายามทุกวิถีทางป้องกันไม่ให้คอมมิวนิสต์เข้ามา จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นจึงกราบทูลให้ในหลวงเสด็จประพาสต่างประเทศ โดยรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการทางการทูตส่งจดหมายไปยังนานาประเทศ ให้แต่ละประเทศตอบรับก่อน

“การเสด็จประพาสต่างประเทศเริ่มในปี พ.ศ. 2502 เริ่มต้นที่เวียดนามใต้ ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐอเมริกา จากนั้นเสด็จฯอินโดนีเซียที่เคยเป็นอาณานิคมของฮอลแลนด์ ประเทศที่สามคือพม่า ซึ่งมีพรมแดนติดกับจีน และเคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษที่กำลังพะว้าพะวงว่าจะเอาลัทธิคอมมิวนิสต์หรือไม่ เป็นการเสด็จไปดูสถานการณ์ว่าเป็นอย่างไร”

ไกรฤกษ์ว่าพ.ศ. 2503 จึงเสด็จประพาสสหรัฐอเมริกาและยุโรป เรียงลำดับเส้นทางการเสด็จฯดังนี้ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนีตะวันตก โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน อิตาลี เบลเยียม ฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ สเปน

เสด็จฯอเมริกาเป็นประเทศแรก

เหตุผลที่เสด็จฯอเมริกาเป็นประเทศแรกคล้ายกับเหตุผลที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 ประพาสรัสเซียก่อนประเทศอื่น เนื่องจาก ณ เวลานั้นสหรัฐอเมริกาเป็นพี่ใหญ่ที่ประเทศในยุโรปต้องคล้อยตาม อีกทั้งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สยามไม่เคยประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา แต่เคยเข้าร่วมกับญี่ปุ่นประกาศสงครามกับอังกฤษและฝรั่งเศส ดังนั้นจะเสด็จไปยุโรปก่อนอเมริกาไม่ได้ ต้องเสด็จฯอเมริกาเพื่อให้ได้ใบเบิกทางก่อนไปยุโรป

ที่สหรัฐอเมริกา ในหลวงและสมเด็จพระราชินีได้รับการต้อนรับอย่างดีจากรัฐบาลสหรัฐ โดยการนำของประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ และมีแถลงการณ์ร่วมกันลงวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2503 ใจความตอนหนึ่งว่า

“…ขอทูลเกล้าฯถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Legion of Merit Chief Commander แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จอมทัพแห่งกองทัพไทย เนื่องจากพระราชกรณียกิจซึ่งทรงบำเพ็ญมาแล้วอย่างประเสริฐได้ทรงบำเพ็ญพระองค์เป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีและมิตรภาพที่มั่นคงในโลกเสรี…ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์เสด็จฯเยือนสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ ได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อเสรีภาพ เอกราช และสันติภาพถาวรของโลกใบนี้”

หลังจากพระราชกรณียกิจที่สหรัฐผ่านไปด้วยดีแล้ว ในหลวงและพระราชินีเสด็จประพาสอังกฤษ ซึ่งอังกฤษก็ดำเนินตามสหรัฐ คือให้การต้อนรับประมุขของไทยอย่างสมพระเกียรติ โดย ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ประมุขของสหราชอาณาจักร และเจ้าชายฟิลิป พระสวามีเสด็จฯต้อนรับ ณ สถานีรถไฟวิกตอเรียด้วยพระองค์เอง และทรงประทับบนรถม้าเข้าสู่พระราชวังบักกิ้งแฮมร่วมกัน

ท่ามกลางประชาชนที่มาเฝ้าฯรับเสด็จ

เมื่อมีภาพการเสด็จฯเยือนสหรัฐและอังกฤษเผยแพร่ออกไป จึงง่ายในการเสด็จฯประเทศอื่นในยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเสด็จฯตามเครือข่ายราชวงศ์ยุโรปที่รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จฯมาก่อน ที่สำคัญคือการที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษต้อนรับประมุขของไทย ทำให้ประเทศทั้งหลายในฝ่ายสัมพันธมิตรยอมรับสถานะของไทยว่าไม่ใช่ผู้แพ้สงคราม

ไกรฤกษ์เปิดเผยว่า คนที่ให้เบาะแสเรื่องวัตถุประสงค์ในการเสด็จฯต่างประเทศครั้งนั้นคือ ดร.ถนัด คอมันตร์ ซึ่งเป็นผู้ตามเสด็จในเวลานั้น

“ท่านถนัดบอกว่า ในตอนที่เสด็จฯกระทรวงต่างประเทศ คิดว่าสำนักพระราชวังจะบันทึกพระราชภารกิจไว้ แต่มารู้ตอนหลังว่าสำนักพระราชวังก็ไม่ได้บันทึก เพราะคิดว่ากระทรวงการต่างประเทศจะบันทึก เรื่องนี้จึงขาดหายไปและคลุมเครือว่าพระองค์ท่านเสด็จฯทำไม ท่านถนัดเล่าว่า ทุกคืนก่อนเข้าบรรทม พระองค์ทรงเรียกไปปรึกษาหารือว่าจะทำอย่างไรต่อ พรุ่งนี้จะเจอใคร จะคุยเรื่องอะไร เป็นบรรยากาศที่ค่อนข้างเครียด ท่านถนัดบอกอีกว่า การเสด็จฯครั้งนั้นเป็นการเสด็จฯเพื่อทำพระราชภารกิจที่สำคัญเท่ากับสมัยที่รัชกาลที่ 5 เสด็จเจรจาเรื่องรัฐกันชนเมื่อปี 2440” ไกรฤกษ์ยกคำบอกเล่าของ ดร.ถนัด มาเล่าต่อ

ต่อมา พ.ศ. 2505 ในหลวงเสด็จฯปากีสถาน มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศสมาชิก สปอ. ปี 2506 เสด็จฯญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ ปี 2507 เสด็จฯประเทศกรีซ เพื่อร่วมงานอภิเษกสมรสพระเจ้าคอนสแตนตินที่ 2 ปี 2509 เสด็จฯเยอรมนีตะวันตกและออสเตรีย ปี 2510 เสด็จฯอิหร่าน ซึ่งตอนนั้นยังมีราชวงศ์อยู่ ปี 2510 เสด็จฯสหรัฐอเมริกาและแคนาดา หลังปี 2510 ไม่ได้เสด็จฯต่างประเทศอีกเลย จนกระทั่งปี 2537 เสด็จฯทรงเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เป็นครั้งสุดท้ายในการเสด็จฯต่างประเทศ

ข้อมูลในด้านนี้ทำให้เห็นว่าในหลวง ร.9 ทรงงานหนักอย่างยิ่ง ทั้งทางกายและใจเพื่อประเทศชาติและ “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” อย่างแท้จริง ดังพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ดังก้องอยู่ในใจคนไทยมานานหลายทศวรรษ