ผู้ว่าการฯ รฟม. กางหลัก “กฤษฎีกา” เปิดทางใช้ที่ดินเวนคืนเชื่อมทางเข้า-ออก
ผู้ว่าการฯ รฟม. เผยหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เกี่ยวกับการอนุญาตให้เอกชนและประชาชนใช้ประโยชน์ในที่ดิน รฟม. ที่ได้มาจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเป็นทางผ่านหรือเข้า-ออก มุ่งขอแนวทางปฏิบัติทั่วไป ใช้ประกอบการพิจารณาว่าที่ดินลักษณะใดสามารถอนุญาตได้ และต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขใดบ้าง
นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) เปิดเผยถึงกรณีการหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เกี่ยวกับการอนุญาตให้เอกชนและประชาชนใช้ประโยชน์ในที่ดิน รฟม. ที่ได้มาจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเป็นทางผ่านหรือเข้า-ออก ว่า การหารือครั้งนี้เป็นการขอแนวทางปฏิบัติในภาพรวม เพื่อให้การพิจารณาคำขอใช้พื้นที่ของประชาชนและเอกชนเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ลดความสุ่มเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กร เพราะที่ผ่านมา รฟม. เคยมีกรณีอนุญาตให้ใช้พื้นที่ แต่ภายหลังเกิดปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับอาคารบริเวณแยกอโศก ทำให้หลังจากนั้น รฟม.ไม่กล้าพิจารณาอนุญาตในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากกังวลว่าจะสุ่มเสี่ยงต่อการปฏิบัติผิดกฎหมาย
“ปัจจุบันมีประชาชนและเอกชนได้ยื่นคำขอใช้พื้นที่ของ รฟม. เพื่อเชื่อมต่อทางเข้า-ออกกับถนนสาธารณะ รวมถึงการขอใช้ทางร่วมและทางผ่านลอดพื้นที่โครงการรถไฟฟ้า เนื่องจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าบางแห่งมีความจำเป็นต้องเวนคืนที่ดินของเอกชน เพื่อสร้างสถานีหรือทางขึ้น-ลง ส่งผลให้ที่ดินบางแปลงซึ่งเดิมอยู่ติดกับถนนสาธารณะ กลับไม่สามารถเชื่อมต่อกับถนนได้โดยตรง รฟม.จึงจำเป็นต้องมีแนวทางพิจารณาที่ชัดเจนตามกฎหมาย จึงได้กลับมาหารือกับกฤษฎีกา” นายกาจผจญ กล่าว
สำหรับความเห็นของกฤษฎีกานี้ใช้เฉพาะโครงการใหม่ หรือครอบคลุมถึงโครงการเดิมด้วย นายกาจผจญ ชี้แจงว่า หลักการที่คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ไว้ คือต้องพิจารณาก่อนว่าที่ดินที่เวนคืนมาได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของกิจการรถไฟฟ้าอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่ หากมีประชาชนหรือเอกชนยื่นคำขอใช้พื้นที่เชื่อมทางเข้า-ออกหรือใช้ทางร่วม รฟม. สามารถนำมาพิจารณาได้ แต่การอนุญาตจะต้องไม่ทำให้วัตถุประสงค์ของการเวนคืนเสียไป ต้องไม่กระทบต่อข้อจำกัดทางเทคนิคและความปลอดภัยในการให้บริการรถไฟฟ้า และต้องไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่เอกชนเพียงฝ่ายเดียว
แนวทางดังกล่าวเป็นการวางหลักเกณฑ์ในภาพรวม ไม่ได้จำกัดเฉพาะโครงการใหม่ แต่ครอบคลุมถึงโครงการเดิมและคำขอที่อยู่ระหว่างการพิจารณาด้วย โดยมีคำขอหลายลักษณะ ทั้งโครงการรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้ว และกรณีเอกชนที่มีพื้นที่ติดกับถนนบริการของ รฟม. หรือเซอร์วิสโรด (Service Road) ซึ่งประสงค์จะขอเชื่อมต่อทางเข้า-ออก
เมื่อถามว่าความเห็นของกฤษฎีกาเทียบเคียงกับกรณี “แอชตัน อโศก” ได้อย่างไร ผู้ว่าการ รฟม. ระบุว่า การหารือครั้งนี้ รฟม.นำประเด็นดังกล่าวให้คณะกรรมการกฤษฎีกาทราบประกอบการพิจารณาด้วย พร้อมย้ำว่าการหารือครั้งนี้มุ่งขอแนวทางปฏิบัติทั่วไป เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ให้ รฟม. ใช้ประกอบการพิจารณาว่าการใช้ประโยชน์ในที่ดินลักษณะใดสามารถอนุญาตได้ และต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขใดบ้าง ไม่ได้มุ่งขอคำวินิจฉัยเฉพาะกรณีใดกรณีหนึ่ง
เมื่อถามว่าขั้นตอนการพิจารณาหลังจากนี้จะดำเนินการอย่างไร นายกาจผจญ กล่าวว่า ปัจจุบัน รฟม. มีข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2566 รองรับการดำเนินการอยู่แล้ว โดยคำขอจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะทำงานหรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ก่อนเสนอคณะอนุกรรมการและคณะกรรมการตามลำดับ โดยพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ ข้อจำกัดทางวิศวกรรม และความปลอดภัยเป็นสำคัญ