กองทุนมหิดลยั่งยืน ขับเคลื่อน 3 พันธกิจหลัก หนุนเศรษฐกิจไทยเติบโต

มหาวิทยาลัยมหิดล
เครดิตภาพ : มหาวิทยาลัยมหิดล

มหาวิทยาลัยมหิดลก่อตั้ง “กองทุนมหิดลยั่งยืน” เป็นกองทุนกลางของมหาวิทยาลัย ดำเนิน 3 พันธกิจหลัก “สร้างคน-สร้างปัญญา-สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต” หนุนเศรษฐกิจและสังคมไทยเติบโตอย่างยั่งยืน 

วันที่ 4 มีนาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพราะเรื่องความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสนใจ ไม่เว้นแม้แต่ภาคการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดตั้งกองทุนมหิดลยั่งยืน (Mahidol University Endowment Fund) ขึ้นมาเป็นกองทุนกลางของมหาวิทยาลัย ที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนเจตนารมณ์แห่ง “การสร้าง” ของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีบทบาทสำคัญ 3 ด้านหลัก ๆ ได้แก่ “สร้างคน สร้างปัญญา สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต”

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สรุปบทบาทและภารกิจภายใต้ “กองทุนมหิดลยั่งยืน” จากข้อมูลบนเว็บไซต์ของกองทุนฯ ดังต่อไปนี้

สร้างคน

เริ่มจากในเรื่องของการสร้างคน มหิดลให้ข้อมูลว่า การจะนำพาประเทศไทยของเราไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนได้นั้น “คน” คือปัจจัยสำคัญ ภายใต้กองทุนจึงมีความต้องการอยากจะสร้างบุคลากรที่มีความรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่มีทักษะความสามารถที่จำเป็นสำหรับอนาคตให้พร้อมในสาขาวิชาต่าง ๆ เพื่อนำไปพัฒนาความเป็นอยู่และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อทุกชีวิต ทั้งในระดับสังคม ประเทศ และลำหรับทุกชีวิตบนโลก ด้วยความร่วมมือระหว่างส่วนงานต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย และช่วยผลักดันสาขาอาชีพเฉพาะทางที่หายากและขาดแคลน ให้มีเพิ่มขึ้น เพื่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

ตัวอย่าง เช่น นักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ (Paramedic) เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยวิกฤตนอกโรงพยาบาล เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต หรือนักฟิสิกส์การแพทย์ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วย จากการใช้องค์ความรู้ทางฟิสิกส์ประยุกต์เพื่อทำให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากการได้รับการฉายรังสีในปริมาณที่ไม่เป็นอันตราย

หรือการพัฒนาหลักสูตรใหม่เพื่อสร้างวิศวกรหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์การแพทย์ เพื่อตอบสนองเทรนด์การใช้หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ เป็นต้น

ยกตัวอย่างโครงการ “สร้างพยาบาลเพื่อทุกชีวิต” เพราะประเทศไทยอยู่ในภาวะขาดแคลนทรัพยากรบุคลากรทางด้านการแพทย์ โดยเฉพาะพยาบาลวิชาชีพ ในขณะที่ภาครัฐมีนโยบายผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ หรือเรียกว่า Medical Hub ที่สามารถแข่งขันกับนานาประเทศ โดยใช้ศักยภาพความแข็งแกร่งด้านระบบบริการสุขภาพของประเทศ ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาเพื่อรับบริการ จนสามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ และเป็นฐานรากในการพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืน

หากแต่พยาบาลวิชาชีพเป็นสาขาวิชาชีพหนึ่งที่ขาดแคลนเป็นอันดับต้น ๆ ของเครือข่ายการให้บริการทางการแพทย์ จากที่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดสัดส่วนพยาบาลต่อจำนวนประชากรไว้ที่ 1 ต่อ 200 คน โดยในปี 2565 พบว่าสัดส่วนพยาบาลต่อจำนวนประชากรในประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 1 ต่อ 660 นั้น จึงหมายความว่า พยาบาล 1 คนในไทยต้องทำงานเท่ากับพยาบาล 3 คน ด้วยค่าแรงเท่าเดิม

ซึ่งตรงข้ามกับยุทธศาสตร์ของประเทศที่กำหนดไว้ ประกอบกับความต้องการในสังคมที่สูงขึ้นทุกวัน เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ที่ต้องการการดูแลมากเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม วิกฤตขาดแคลนพยาบาลวิชาชีพ เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น การบริหารและการดูแลบุคลากรขององค์กร ค่าตอบแทนหรือสิทธิประโยชน์ที่พยาบาลวิชาชีพควรได้รับ ระบบโครงสร้างและกระบวนการทำงานภายใน ซึ่งเป็นปัญหาที่ภาครัฐและหน่วยงานจำเป็นต้องบริหารจัดการต่อไป แต่อีกหนึ่งสาเหตุที่เกิดขึ้นคือ พบว่ายังมีนักเรียน นักศึกษาอีกจำนวนมากที่สนใจและมีศักยภาพในการศึกษาต่อในสาขาพยาบาล แต่ขาดโอกาสในการศึกษา เพราะขาดแคลนทุนทรัพย์

มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะของสถาบันการศึกษาที่มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่สร้างพยาบาลวิชาชีพเข้าสู่เครือข่ายการบริการด้านสุขภาพของไทย ได้แก่ คณะพยาบาลศาสตร์ และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และมีโรงพยาบาลรองรับเมื่อจบการศึกษาจำนวน 6 โรงพยาบาล ได้แก่

• โรงพยาบาลศิริราช
• โรงพยาบาลรามาธิบดี
• โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน
• ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
• ศูนย์การแพทย์จักรีนฤบดินทร์
• ศูนย์การแพทย์มหิดล
บำรุงรักษ์ จังหวัดนครสวรรค์

การสร้างปัญญา

การสร้างปัญญา เป็นหนึ่งสิ่งที่มหาวิทยาลัยมหิดลต้องการผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ การส่งต่อ การค้นหา การพัฒนา และการสร้างให้เกิดขึ้นจริงได้

การสร้างปัญญานำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ให้ทันกับยุคสมัย และมุ่งมั่นพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ ในสาขาต่าง ๆ เพื่อค้นพบหนทางแก้ปัญหา สร้าง Impact ที่ดี และสร้างประโยชน์ต่อสังคม ต่อคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อ ๆ ไป

ตัวอย่างเช่น เกษตรอัจฉริยะ การยกระดับการจัดการด้านเกษตรกรรมนับเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตของชาติด้วยองค์ความรู้จากการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศผ่าน “พลังแห่งชุมชน” แต่หลายครั้งที่องค์ความรู้เหล่านั้นไม่ได้ถูกต่อยอดเพื่อประยุกต์ใช้ให้เกิดผลลัพธ์จริง เป็นเพียงนวัตกรรมและงานวิจัยที่ขาดโอกาสและความต่อเนื่องในการสร้างประโยชน์เพื่อสร้างอาชีพและผลกำไรที่ยั่งยืนให้กับชุมชนอย่างแท้จริง

เกษตรอัจฉริยะ มีนวัตกรรมการผลิตพืชเพื่ออนาคต สู่การต่อยอดผลกำไรคืนสู่ชุมชน ด้วยการต่อยอดหลักสูตรเกษตรอัจฉริยะ “นวัตกรรมการผลิตพืชเพื่ออนาคต” ภายใต้การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี ที่ไม่ใช่แค่มุ่งส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ด้านการทำเกษตรด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม แต่ผลักดันหลักการแห่ง Precision Agriculture

หรือการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรอย่างแม่นยำและปลอดภัย ภายในระยะเวลาที่กำหนด สู่แพลตฟอร์ม Social Enterprise ที่พร้อมคืนกำไรสู่ชุมชนจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ด้วยการพัฒนา “ผลิตผลใหม่ทางการเกษตร” จากการปรับปรุงพันธุ์พืชให้ได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในตลาด เพื่อให้ชุมชนสามารถต่อยอดธุรกิจเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการระบบอาหารยั่งยืน

โครงการ Future Food-งานวิจัยสู่การสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน ในปี พ.ศ. 2565 ประเทศไทยเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อสูงที่สุดในรอบ 13 ปี ส่งผลให้ค่าวัตถุดิบเพื่อนำไปประกอบอาหารราคาสูงขึ้น รวมทั้งความไม่ปลอดภัยของผักผลไม้ที่มีสารเคมีตกค้าง และโรคระบาดต่าง ๆ เช่นโรคระบาดในสุกรที่ส่งผลให้ราคาเนื้อหมูพุ่งสูงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ สาเหตุเหล่านี้ยิ่งเป็นสิ่งที่กดทับทางเลือกของคนที่มีรายได้น้อยให้ยิ่งน้อยลงไป

เทรนด์อาหาร Future Food จึงเป็นแนวคิดที่จะต่อยอดกระบวนการผลิตอาหารให้ตอบโจทย์ความต้องการของโลกในปัจจุบันเพื่อสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน แนวคิดดังกล่าว เช่น Novel Foods, Functional Foods, Organic Food และ Zero Waste Cooking เป็นต้น

หรือหุ่นยนต์ทางการแพทย์ (Medical Robotics) มหาวิทยาลัยมหิดล นำร่องหลักสูตรวิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์การแพทย์ ปั้นวิศวกรพันธุ์ใหม่ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจประเทศ คาดทิศทางอุตสาหกรรมหุ่นยนต์อีก 5 ปีข้างหน้า หุ่นยนต์แพทย์อัจฉริยะ Doctosight สำหรับการวินิจฉัยและรักษาผ่านระบบโทรเวช ไทยเป็นหนึ่งในประเทศมีปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์

จากการกระจายตัวบุคลากรด้านการแพทย์ในหลายพื้นที่ ทำให้อัตราส่วนจำนวนบุคลากรทางด้านการแพทย์ต่อประชากรทั้งหมดค่อนข้างต่ำ เฉลี่ย 0.393 คนต่อประชากร 1,000 คน ทีมวิจัยคณะวิศวะมหิดลจึงพัฒนาหุ่นยนต์แพทย์อัจฉริยะ Doctosight สำหรับการวินิจฉัยและรักษาผ่านระบบโทรเวช (Telemedecine) ในช่วงโควิด ได้ช่วยให้แพทย์และบุคลากรไม่ต้องเข้าใกล้หรือสัมผัสผู้ป่วยโดยตรง ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

หุ่นยนต์ทำงานเป็นกิจวัตร ภายในช่วงระยะเวลาที่กำหนดได้ โดยไม่ต้องใช้คนควบคุม ระบบจะอาศัยแพทย์หรือพยาบาลเฉพาะตอนที่ให้คำปรึกษากับคนไข้ผ่านตัวหุ่นยนต์ ซึ่งช่วยในการลดภาระการทำงานของแพทย์ พยาบาล เช่น วัดชีพจร วัดความดันเลือด วัดอัตราการเต้นของหัวใจ เป็นต้น ส่วนกลางของตัวหุ่นยนต์ออกแบบเป็นช่องเก็บของ ทั้งช่วยลำเลียงยาและวัสดุไปยังคนไข้ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพที่โรงพยาบาลจะได้รับผ่านตัวหุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกัน

สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต

กองทุนมหิดลยั่งยืน พัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ ทั้งแหล่งเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตลอดจนศูนย์บ่มเพาะ ที่ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้แห่งอนาคตได้อย่างสะดวก และเป็นพื้นที่แห่งการสร้างความเป็นไปได้ให้กับนักศึกษา นักวิจัย และประชาชนทั่วไป

เพราะมหาวิทยาลัยมหิดลเชื่อว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต และในทุกวันมักมีเรื่องใหม่ ๆ ให้ได้เรียนรู้และเกิดการค้นพบใหม่ ๆ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์ใด ความพร้อมของการสร้างระบบนิเวศเพื่อการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่จะช่วยผลักดันให้การเรียนรู้นั้นเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ และการสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งนักศึกษา นักวิจัย และประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงองค์ความรู้
เพื่อพัฒนาองค์ความรู้เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้และเตรียมความพร้อมการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น

ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง

อย่างไรก็ตาม ผู้สนใจ ศิษย์เก่า ประชาชนทั่วไป ตลอดจนองค์กรต่าง ๆ สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างคน สร้างปัญญา สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วยการสมทบทุนบริจาคให้กองทุนมหิดลยั่งยืน ผ่านช่องทาง e-Donation หรือระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งระบบจะรองรับข้อมูลการรับบริจาคและอำนวยความสะดวกแก่ผู้บริจาคให้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ โดยไม่ต้องนำหลักฐานการบริจาคมาแสดงต่อกรมสรรพากร ผ่านเว็บไซต์ กองทุนมหิดลยั่งยืน