ไทยพัฒน์ คาด 6 ทิศทางความยั่งยืนปี’67 มอง ESG คือ License to Earn

ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์
ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์

สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ คาดการณ์ทิศทางความยั่งยืนของภาคธุรกิจไทย ปี’67 ตอกย้ำเรื่อง ESG ที่กลายเป็นเงื่อนไขทางธุรกิจสู่อนาคต เสมือนเป็น License to Earn หรือใบอนุญาตรับผลตอบแทนของธุรกิจที่จำเป็นต้องมีในระยะยาว

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวแถลงทิศทางคงามยั่งยืน ปี 2567 ว่า กระแสเรื่อง ESG ที่แต่เดิม ถูกขับเคลื่อนอยู่ภายในแวดวงตลาดทุน โดยเป็นเครื่องมือที่ผู้ลงทุนสถาบันใช้ผลักดันให้บริษัทที่ตนเข้าไปลงทุนมีการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม เอาจริงเอาจังกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี มานับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 ได้ถูกหยิบมาใช้อย่างแพร่หลาย จนปัจจุบันได้กลายเป็นคำสามัญที่นำมาใช้สื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง นอกเหนือจากที่ใช้สื่อสารกับกลุ่มผู้ลงทุนแรกเริ่ม

จากมุมมองเดิมต่อเรื่อง ESG ที่กิจการส่วนใหญ่ เห็นว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้จัดการความเสี่ยง มาสู่การใช้เพื่อพัฒนาธุรกิจสำหรับรองรับโอกาสที่เกิดขึ้นจากปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยที่หลายกิจการเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และความสามารถในการทำกำไร (Profitability) จากการใช้ประโยชน์ในประเด็นด้าน ESG ที่สอดคล้องกับบริบทของกิจการ

สำหรับทิศทาง ESG ในปีนี้ จะเป็นการเดินหน้าดำเนินงานในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล สำหรับกิจการที่เห็นประโยชน์เป็นรูปธรรม ซึ่งเมื่อเห็นผลลัพธ์ที่ดี ก็จะมีความเชื่อมั่น และผลักดันการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นผลกระทบที่ดีทั้งกับกิจการและผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุนที่ให้น้ำหนักกับการลงทุนที่ยั่งยืน ในลักษณะ “Who cares earns” (ยิ่งใส่ใจ ยิ่งได้รับ)”

โดยกิจการที่คำนึงถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี ย่อมสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลายระดับ คือ

  • ในระดับแรก สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยรวม “ได้รับ” ประโยชน์จากการที่ธุรกิจใส่ใจดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นหรือที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการประกอบการ
  • ในระดับต่อมา กิจการจะมีโอกาส “ได้รับ” รายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้น จากการใช้ประเด็น ESG สร้างการเติบโตและเพิ่มผลิตภาพ
  • และในระดับท้ายสุด ผู้ลงทุนควรจะ “ได้รับ” ผลตอบแทนทั้งกำไรจากส่วนต่างของราคาหลักทรัพย์ (Capital Gain) และเงินปันผลที่สูงขึ้นจากการลงทุนในกิจการที่ ‘ใส่ใจ’ เรื่อง ESG

ในปีนี้ สถาบันไทยพัฒน์ ได้ประมวล 3 กลยุทธ์ ESG เพื่อให้กิจการใช้เป็นแนวทางการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน ประกอบด้วย 

  • Chance : หาโอกาสในมิติเศรษฐกิจ 
  • Choice : สร้างทางเลือกในมิติสังคม 
  • Change : เปลี่ยนแปลงในมิติสิ่งแวดล้อม 

6 ทิศทางความยั่งยืนปี’67

พร้อมกับการประเมินทิศทางความยั่งยืน ปี 2567 ใน 6 ทิศทางสำคัญ สำหรับองค์กรที่ต้องการใช้ประเด็นด้าน ESG ในการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับต่าง ๆ ได้แนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ตามบริบทของกิจการ เพื่อให้ทันกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิผล ดังต่อไปนี้ 

1. ESG-License to Earn 

ESG License to Earn คือ “ใช้ ESG เป็นใบอนุญาตรับผลตอบแทน” หมายถึงกิจการที่ใส่ใจดูแลผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม จะนำเรื่อง ESG มาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในลักษณะที่เสริมกับการสร้างการเติบโตและเพิ่มผลิตภาพของกิจการ โดยยังส่งผลต่อมูลค่าของกิจการในทิศทางที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุน เสมือนเป็น License to Earn หรือใบอนุญาตรับผลตอบแทนของกิจการที่ประกอบธุรกิจโดยใส่ใจเรื่อง ESG

2.One Report-Double Materiality

“แสดงทวิสารัตถภาพในรายงานเดียว” คือ กิจการที่มีการจัดทำแบบแสดงรายการข้อมูล One Report ที่ต้องการยกระดับการรายงานความยั่งยืนให้สอดรับกับมาตรฐานสากล เนื่องจากมีการดำเนินการค้าขายหรือมีสาขากิจการอยู่ในสหภาพยุโรปซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ จะต้องริเริ่มเตรียมการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนโดยมีการประเมินทวิสารัตถภาพที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ESRS (European Sustainability Reporting Standards)

3.Net Zero-Scope 3 Emissions

“รวมมลอากาศในขอบเขตที่ 3 สู่เป้าสุทธิเป็นศูนย์” กิจการที่มีการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จำเป็นต้องพัฒนาการจัดทำบัญชีรายการก๊าซเรือนกระจกที่สามารถรวบรวมปริมาณมลอากาศในขอบเขตที่ 3 เพื่อให้ทราบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แท้จริง โดยหากกิจการเลือกที่จะไม่รายงาน ต้องมีเหตุผลรองรับ

4.Weaker Governance-Greener Washing

“กำกับดูแลยิ่งอ่อน การฟอกเขียวยิ่งเข้ม” การฟอกเขียวมีแนวโน้มที่จะขยายวงเพิ่มสูงขึ้น ตราบที่การกำกับดูแลภาคธุรกิจต่อการเปิดเผยข้อมูลและการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนยังไม่เข้มแข็ง ทำให้ผู้บริโภคที่ต้องซื้อผลิตภัณฑ์ที่องค์กรจำหน่าย หรือผู้ลงทุนที่ต้องใช้ข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนในธุรกิจดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือภายนอก ที่มิใช่ข้อมูลความยั่งยืนที่กิจการเปิดเผยโดยลำพัง

5.Real Bottom Line-Nature Profit

“ให้ธรรมชาติกำไร เป็นจริงในบรรทัดสุดท้าย” จะมีกิจการที่เปิดเผยข้อมูลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ และออกรายงานตามกรอบ TNFD เพิ่มจำนวนขึ้น เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจซึ่งเป็นไปเพื่อการสร้างเสริมและดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ โดยสินทรัพย์ธรรมชาติที่เดิมมิได้ถูกบันทึกอยู่ในงบดุลของกิจการ จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการรายงานความยั่งยืนและการกำหนดมูลค่าของกิจการ

6.Sustainability Disclosure-External Assurance

“ให้ความเชื่อมั่นในข้อมูลความยั่งยืนที่เปิดเผย” จำนวนของกิจการที่มีการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน และดำเนินการให้ความเชื่อมั่นในข้อมูลที่เปิดเผย จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องความเชื่อถือได้และคุณภาพของข้อมูลที่เปิดเผยในด้านการดำเนินงานความยั่งยืนของกิจการ ที่ไปเสริมหนุนการกำกับดูแล การตัดสินใจ และการจัดการความเสี่ยงองค์กรให้เกิดประสิทธิผล