Skip to content

เล้ง ศิริวัฒน์ MFEC ต้องรักษาและดึงดูดคนเก่ง

28 พ.ย. 2567 | 17:13น.
เล้ง ศิริวัฒน์ MFEC ต้องรักษาและดึงดูดคนเก่ง

จากงานสัมมนา “Prachachat Thailand 2025 : โอกาส ความหวัง ความจริง” ซึ่งจัดขึ้นโดย “หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ” และ “ประชาชาติธุรกิจออนไลน์” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้บริหาร นักคิด และบิ๊กธุรกิจ ต่างขึ้นเวทีสะท้อนวิสัยทัศน์และมุมมองความคิดที่จะนำพาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าในทุกมิติ

หนึ่งในนั้นคือ “เล้ง-ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอ็ม เอฟ อี ซี (MFEC) ในหัวข้อ “How to stay ahead of Future” โอกาส ความหวัง ความจริง ของอุตสาหกรรมไอทีและซอฟต์แวร์ไทย โดยมี “ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท สคูลดิโอ จํากัด ร่วมเสวนา

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมา มีการขับเคลื่อนเรื่อง “ดิจิทัล” กันเป็นวงกว้าง ทุกธุรกิจพยายามที่จะทำสิ่งที่เรียกว่า “ดิจิทัล ทรานฟอร์เมชั่น” เริ่มเกิดธุรกิจในรูปแบบแพลตฟอร์มที่ขยายตัวมากขึ้น และที่ทุกคนกำลังพูดถึงกันอยู่ในทุกวันนี้คือ “เอไอ” เทคโนโลยีที่หลายคนเชื่อว่าจะเข้ามาเปลี่ยนการทำธุรกิจหลาย ๆ อย่าง

เล้ง ศิริวัฒน์ ได้แชร์ทรรศนะในเรื่องนี้ไว้ได้อย่างน่าสนใจ กับประโยคทองที่ว่า “วัตถุดิบของธุรกิจไอที คือคนคุณภาพ” ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแค่ธุรกิจนี้เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงและประยุกต์เข้ากับอีกหลายภาคส่วนในประเทศได้

เล้ง ศิริวัฒน์ กล่าวว่า ต้องเริ่มต้นที่คน อันที่จริงคนไทยเก่ง ธุรกิจไอทีวัตถุดิบก็คือคน ถ้าอยากทำธุรกิจน้ำมันดีก็ต้องใกล้แหล่งน้ำมันที่ดี ถ้าอยากทำธุรกิจเหล็กก็ต้องใกล้แหล่งวัตถุดิบเหล็กกล้า แต่ถ้าอยากทำธุรกิจไอทีก็ต้องใกล้แหล่งวัตถุดิบ นั่นคือคนที่มีคุณภาพ

แม้ว่าค่าเฉลี่ยคะแนน PISA ของประเทศไทยจะลดลงเรื่อย ๆ แต่ถ้าพิจารณาจากคะแนนในระดับท็อป คนไทยก็ยังเก่ง หรือในทุก ๆ ปีคนไทยสามารถเข้า Ivy League University (กลุ่มของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับแนวหน้าของสหรัฐอเมริกา) ได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และคนไทยก็ยังได้เหรียญทองในการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ

ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องโฟกัส ถ้าสร้างคนที่เป็นวัตถุดิบที่ดีที่สุดขึ้นมา แต่เมื่อจบการศึกษาออกมาและให้ชาติอื่นก็คงไม่ไหว คนที่เก่งจากสถาบันต่าง ๆ จบออกมาก็ไปอยู่บริษัทต่างประเทศ ไม่อยู่ไทยเลย ดังนั้น ต้องเริ่มคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง

พร้อมยกตัวอย่างว่า ทำไมสิงคโปร์ถึงเจริญกว่าไทยเยอะ คำตอบคือ เพราะสิงคโปร์โฟกัสที่คน ถึงขนาดว่ามีทุนให้กับระดับมัธยมฯ ไม่ต้องรอให้ถึงมหาวิทยาลัย สิงคโปร์สรรหาคนตั้งแต่ระดับมัธยมฯ เพื่อให้เรียนมหา’ลัย และจบออกมาทำงานอยู่ด้วยกัน

“ตอนนี้เป็น Global Citizen คนของเราเก่ง แต่ถ้าไม่มีความสามารถในการดึงดูดคนให้อยู่กับประเทศไทย ก็ตาย”

ไม่ใช่เฉพาะธุรกิจไอทีอย่างเดียว เช่น ธุรกิจเฮลท์แคร์ของประเทศไทยก็โดดเด่น แม้ทุกคนรู้ว่าพยาบาลกำลังขาดแคลน แต่มีการตั้งใจหาพยาบาลไทยประมาณ 400-600 คนต่อปี เพื่อไปทำงานที่ยุโรป โดยเฉพาะที่เยอรมนี ซึ่งคนที่จะได้สิทธิเป็นพลเมืองของเยอรมนีหรือในยุโรปอย่างรวดเร็วกลับไม่ใช่สายงานไอทีแต่เป็นพยาบาล

“ถ้าเราบอกว่าเราเจ๋ง แต่ไม่รักษา การสร้างคนขึ้นมาใหม่นั้นชดเชยไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทุกคนมองว่าเป็น Global Citizen เราก็ต้องมีกลไกที่จะรักษาคนเก่ง”

ผมเคยไปเวียดนามเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นเวียดนามกำลังออกกฎหมายเร่งทำเรื่องการบริการด้านไอที นักพัฒนาซอฟต์แวร์ในเวียดนามไม่ต้องเสียภาษีบุคคล ปัจจุบันเวียดนามผลิตนักพัฒนาซอฟต์แวร์มากกว่าไทยเป็นเท่าตัว

ดังนั้น ไม่ต้องพูดถึงการบริโภคในท้องถิ่นของเวียดนาม เอาแค่เฉพาะการบริการด้านไอทีที่ส่งออกอย่างเดียวก็เกินแสนล้านบาท ไทยต้องปลูกข้าว ปลูกทุเรียน ขนาดไหนถึงจะได้แสนล้าน ที่เวียดนามตราบใดที่เป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งชีวิตก็ไม่ต้องเสียภาษี

ในขณะที่ประเทศจีนต้องการนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ก็ดึงคนเหล่านี้กลับมา ถ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่เมืองจีนก็มีบ้านมีรถได้ ทุกประเทศต้องการดึงคนเก่ง ๆ เข้ามาเพื่อสร้างสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยต้องเอาจริงเอาจัง ถ้าไม่มีงานที่มีคุณค่า ไม่มีงานที่แชลเลนจ์ ไม่มีการจ่ายที่สมเหตุสมผล คนเก่งก็ไม่อยู่

“ย้อนหลังไป 3 ปี เกียรตินิยมวิศวะจุฬาฯ จบมายังไม่มีประสบการณ์ เงินเดือนเริ่มต้น 50,000 บาท ต่อมา 2 ปีที่แล้วเริ่มต้นที่ 75,000 บาท และปีที่แล้วเริ่มต้นที่ 100,000 บาท… แปลว่าขอให้โชว์ว่าเป็นหัวกะทิ จะมีคนดึงตัวเสมอ เพราะฉะนั้น เราผลิตคนเก่ง ๆ ออกมา แล้วส่งให้กับบริษัทต่างชาติหมด เราจะไหวหรอ”

เล้ง ศิริวัฒน์ ยังกล่าวถึงเรื่องเอไอด้วยว่า หลังจากที่ได้ไปเรียนและศึกษาเรื่องเอไอ ก็กลับมาบอกที่บริษัทเลยว่า นับแต่นี้เป็นต้นไปจะไม่รับพนักงานที่ไม่รู้เอไอ เพราะเอไอนั้นทรงพลังอย่างแท้จริง มีหลายตำแหน่งงานในบริษัท MFEC เช่น Presale ต่อไปนี้จะไม่มีแล้ว แต่ให้ไปเป็น Consult เพราะหากลองนำเอไอเข้ามาผนวกก็สามารถเป็น Consult ได้เลย

พร้อมกันนี้ ยังได้แชร์เรื่องราวจากการอ่านหนังสือ “พลิกฟ้า ฝ่าวิกฤต การบินไทย” ของสำนักพิมพ์มติชน ว่าการบินไทยเคยขาดทุนปีละ 2 พันล้าน เงินหมด เจอโควิด-19 เข้าแผนฟื้นฟูล้มละลาย มีการเลย์ออฟพนักงานออกไป 7 พันคน จาก 2.1 หมื่นคน เหลือ 1.4 หมื่นคน

ซึ่งคนที่อาสาสมัครออกก็คือคนเก่งที่มีทางเลือก คนที่อยู่ก็คือคนที่ไม่มีทางเลือก แต่ทำไมองค์กรนี้ถึงพลิกฟื้น แล้วกลับมาทำกำไร 2.8 หมื่นล้านบาท และกำลังจะออกจากแผนฟื้นฟู

“สิ่งที่ตกผลึกอย่างหนึ่งจากการอ่านหนังสือเล่มนี้คือ อันที่จริงประเทศไทยไม่ได้ขาดคนที่ไม่รู้ปัญหา กลับกันคือรู้ปัญหาและรู้ทั้งวิธีแก้ด้วย แต่ไม่มีความสามารถในการดึงสปิริต ดึงความเสียสละ และการร่วมด้วยช่วยกันของคนขึ้นมา”