การเพิ่มขึ้นของ “ปัญหาสายตา” ของคนไทยนั้น ล้วนมีความเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลที่มีสถิติเพิ่มสูงขึ้น
รวมถึงการเรียนออนไลน์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้เด็กและวัยรุ่นต้องใช้เวลามองจอคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานติดต่อกันหลายชั่วโมง ส่งผลให้เกิดปัญหาสายตามากขึ้นในกลุ่มนี้
อุตสาหกรรมแว่นตาในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่จะมาช่วยตอบโจทย์แก้ปัญหาสายตาและตอบสนองความต้องการในทุกรูปแบบ ทั้งยังเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคด้วย

“นายแพทย์นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์” ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรม วิชาการ และจักษุแพทย์ กลุ่มแว่นท็อปเจริญ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีแว่นตาในประเทศไทยรุดหน้าไปไกลมาก มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นเลนส์ที่ป้องกันแสงสีฟ้า และเลนส์ป้องกันรังสี UV ซึ่งสำคัญมากในยุคนี้ ที่กิจวัตรประจำวันของผู้คนต่างใช้เวลาจ้องหน้าจอมือถือและคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา รวมถึงการสู้แสงท้าแดดจ้าในตอนกลางวันเป็นเวลานาน
ที่น่าสนใจประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสัดส่วนประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี 2565 คนไทยอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนสัดส่วนถึง 20% ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 30% ภายในปี 2573 ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “สังคมผู้สูงอายุ” อย่างสมบูรณ์
ในฐานะจักษุแพทย์มองว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลให้ความต้องการบริการด้านสุขภาพเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะด้านสุขภาพสายตา เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ประสิทธิภาพการมองเห็นจะลดลง และอาจมีโรคทางตาร่วมด้วย เช่น ต้อกระจก หรือจอตาเสื่อม ซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ
“การเข้าถึงบริการสุขภาพที่เหมาะสมและการได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง” นายแพทย์นพวุฒิกล่าวย้ำ และแชร์ความรู้เรื่องการบริหารดวงตา
10 วิธีบริหารดวงตาผู้สูงวัย-วัยทำงาน
1.กะพริบตาให้ถี่ขึ้น ช่วยทำให้ดวงตามีน้ำตาหล่อเลี้ยงเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ดวงตาอย่างสม่ำเสมอ
2.จัดวางตำแหน่งคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม ซึ่งหน้าจอควรมีระยะห่างจากดวงตา 50-70 ซม. โดยประมาณ และการเลือกโต๊ะสำหรับวางอุปกรณ์ดิจิทัลควรเลือกระดับความสูงที่เหมาะสม
3.ปรับความสว่างของห้องให้เพียงพอกับการใช้งาน เพื่อไม่ให้สายตาทำงานหนักจนเกินไป สำคัญต้องจัดการแสงผ่านหน้าต่างหรือหลอดไฟที่สะท้อนบนหน้าจอเข้าสู่ตาเราโดยตรง
4.ปรับแสงสว่างหน้าจอให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้สายตาทำงานหนักจนเกินไป
5.แก้ปัญหาเรื่องขนาด การปรับความคมชัดของภาพและตัวอักษร ควรมีความเหมาะสมเข้ากับผู้ใช้ในการถนอมสายตา ไม่ควรมีขนาดเล็กหรือใหญ่เกินไป เพราะทำให้ภาพและตัวหนังสือมีความผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง
6.เลือกใช้แว่นตาที่เหมาะสมกับการใช้คอมพิวเตอร์ แว่นกรองแสงสีฟ้าจะช่วยถนอมสายตาของผู้ใช้ในขณะใช้งานหน้าจอโดยเฉพาะ
7.พักสายตากฎ 20-20-20 คือเมื่อมีการใช้สายตาดูหน้าจอทุก ๆ 20 นาที ให้พักสายตา 20 วินาที โดยมองไกล ๆ ระยะห่าง 20 ฟุต
8.สวมแว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแดดจ้า เพื่อป้องกันรังสี UV ที่อาจเข้าตาและทำร้ายดวงตาได้
9.ตรวจวัดสายตาปีละครั้ง เพื่อเช็กดูค่าสายตาว่าคงที่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน
10.บำรุงสายตาด้วยสารอาหารที่ดีต่อดวงตาและพักผ่อนให้เพียงพอ
นายแพทย์นพวุฒิกล่าวว่า ภาพรวมปัญหาสุขภาพสายตาในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากกลุ่มผู้สูงวัยแล้ว กลุ่มวัยกลางคนที่ใช้สายตาอย่างหนักจากการทำงานและการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลตลอดทั้งวันก็มีปัญหาสายตาเช่นกันแบบหลากหลายประเภท ทั้งสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแว่นตา
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมแว่นตาในไทยก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการแก้ปัญหาเรื่องสายตา และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในทุกมิติ ซึ่งเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค
ปัจจุบันเทคโนโลยีแว่นตาในบ้านเรารุดหน้าไปไกลมาก มีนวัตกรรมเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเลนส์ที่ป้องกันแสงสีฟ้า และเลนส์ป้องกันรังสี UV ซึ่งสำคัญมาก
พฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นกิจวัตรประจำวันของผู้คนในสมัยนี้ก็เปลี่ยนไปตามยุค โดยได้รับอิทธิพลจากสมาร์ทโฟน ทำให้เกือบทุกคนไม่สามารถห่างไกลจากมือถือได้ รวมถึงการทำงานที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เกือบตลอดเวลา
ทำให้ตลาดแว่นตาเติบโตตามไปด้วย และเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคนที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับแฟชั่นและการดูแลสุขภาพดวงตา ที่เริ่มมองหาแว่นตาที่ไม่ใช่แค่ใช้ดี แต่ยังต้องดูดีด้วย
“โดยเฉพาะตลาดวัยรุ่นและวัยทำงานต่างมีโจทย์ที่ต้องการแว่นที่ทำให้ดูดีและใช้งานได้จริง มีดีไซน์ที่ทันสมัย รวมทั้งแว่นที่ช่วยลดความล้าของสายตาด้วย”
นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมที่ใช้จริงแล้วในตลาด อาทิ แว่นตาที่มีเลนส์ปรับแสงอัตโนมัติ (Photochromic Lenses) ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของแสงแดดได้รวดเร็ว ทำให้ผู้ใช้สามารถเห็นชัดเจนขึ้นในทุกสภาพแวดล้อม
และแว่นที่มีเลนส์ Polarized ช่วยลดการสะท้อนของแสงจากพื้นผิวต่าง ๆ เช่น น้ำหรือถนน ทำให้การมองเห็นสบายตาขึ้น
ในอนาคตมีความเชื่อว่า เราจะได้เห็นการพัฒนาต่อเนื่องของเทคโนโลยีแว่นตาที่จะช่วยให้คนใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการออกแบบแว่นตาเฉพาะบุคคล ที่ตรงกับความต้องการของแต่ละคน ซึ่งมีบุคลิกและโครงหน้าต่างกัน
แว่นตา ตัวช่วยคุณภาพชีวิต
นายแพทย์นพวุฒิกล่าวว่า ผู้ที่มีอายุ 38 ปีขึ้นไปจะเหมาะกับแว่นตาโปรเกรสซีฟ เนื่องจากมีอายุมากขึ้น เริ่มประมาณช่วงสามสิบปลาย ๆ จนถึงสี่สิบปีขึ้นไป หลายคนจะมีปัญหาเรื่องสายตาที่แตกต่างกัน เช่น มองใกล้ไม่ชัด หรือมองระยะไกลต้องเพ่งมากขึ้น ทำให้ปวดตา รู้สึกไม่สบายตา ทำให้การชีวิตประจำวันไม่ราบรื่นต่อการมองเห็น แว่นตาโปรเกรสซีฟจึงกลายเป็นตัวช่วยที่สำคัญในยุคนี้ ยุคที่นวัตกรรมก้าวมาไกล เพราะเลนส์สามารถปรับการมองเห็นได้ทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล
ปัจจัยสำคัญคือเป็นช่วงอายุที่ไม่เหมาะแก่การทำเลสิกแล้ว แถมแว่นตายังเป็นวิธีง่ายและปลอดภัยที่สุด ช่วยเสริมบุคลิกภาพ ปกป้องดวงตาจากสิ่งแปลกปลอม ฝุ่น ลม และแสง UV ที่อันตรายต่อดวงตา สามารถปรับเปลี่ยนสายตาได้หากมีการเปลี่ยนแปลงสายตา ซึ่งแว่นตานี้เป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนในทุกระยะโดยไม่ต้องสลับเปลี่ยนแว่นตาไปมา ทำให้ใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวกสบายขึ้น
แว่นโปรเกรสซีฟยังช่วยเรื่องบุคลิกภาพ ที่ไม่ต้องพกแว่นหลายอัน สามารถจัดการตัวเองได้ดีด้วยดีไซน์ที่ทำให้เราไม่ดูแก่เกินไป ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ดูสมาร์ทขึ้น
ในแง่ของสุขภาพยังช่วยลดอาการปวดตา ตาล้า และปวดหัวจากการเพ่ง เพราะเลนส์ช่วยให้การมองเห็นชัดในทุกระยะ ไม่ต้องหรี่ตาหรือเพ่งนาน ๆ
อย่างไรก็ตาม การใช้แว่นโปรเกรสซีฟ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา เพราะเป็นงานละเอียด ทั้งโครงสร้างเลนส์ จุดประกอบ Parameter รวมทั้งการปรับตัวกับแว่นต้องใช้เวลา การเลือกแว่นตาหรือเลนส์ให้เหมาะสมจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพตา
“ทุกคนควรตรวจสุขภาพสายตาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เช่นเดียวกับการตรวจสุขภาพปากและฟัน หากพบอาการผิดปกติ รู้สึกไม่สบายตา ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญทันที” นายแพทย์นพวุฒิกล่าว

