ชุดแรกและชุดเดียวของโลกกับ “บอร์ดเกมเพื่อคนตาบอด” ร่วมสร้างการตระหนักรู้เรื่องโลกรวนผ่านการจำลองการละเล่นแบบใหม่ ที่ทุกคนบนโลกแบบไม่มีเส้นแบ่งระหว่างการมองเห็น
“เสาวณี สุวรรณชีพ” ประธานกรรมการมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ บอกเล่ากับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยฯ เป็นองค์กรสาธารณกุศลแห่งแรกที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือผู้พิการทางการเห็น โดยมีหัวใจสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้พิการทางการเห็น

การจัดทำบอร์ดเกมที่คนตาดีและคนตาบอดสามารถร่วมเล่นด้วยกันได้นี้ เป็นบอร์ดเกมชุดแรกของโลกและชุดเดียว ซึ่งสมาคมบอร์ดเกมประเทศไทยได้ออกแบบและจัดทำให้
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวของความยั่งยืนที่สามารถสัมผัสได้ทั้งด้วยตาและด้วยใจ เพราะเรื่องของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปมีผลกระทบกับทุกคนบนโลกใบนี้ ทุกคนจึงต้องร่วมกันเรียนรู้และช่วยกันดูแล
บอร์ดเกมแบบใหม่แบบสับ
สำหรับบอร์ดเกมเพื่อคนตาบอดและคนตาดีนี้ เป็นการพัฒนารูปแบบให้สอดคล้องกับคนตาบอด เป็นการแยกแยะสิ่งของแบบจำลองสถานการณ์จริง เพื่อปลูกฝังการเรียนรู้ในการใช้วัสดุอย่างรู้คุณค่าและไม่สิ้นเปลือง
โดยตัววัสดุทำมาจากพลาสติกรีไซเคิล แบ่งออกเป็นรูปทรง 4 ประเภท ทดแทนสิ่งของต่าง ๆ และผู้เล่นแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้สร้าง ผู้ใช้ และผู้ซ่อม ให้เด็ก ๆ เรียนรู้และเข้าใจเศรษฐกิจหมุนเวียน รู้จักผลิต รู้จักใช้ และรู้จักซ่อมเแซม รีไซเคิลนำกลับมาใช้ใหม่อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างยั่งยืน
มูลนิธิสร้างความตระหนักรู้
เสาวณีกล่าวต่อว่า ด้วยวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำในการส่งเสริมทักษะ พัฒนาศักยภาพ และสมรรถนะของคนตาบอดในประเทศไทยให้มีอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้สามารถอยู่ได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีอย่างยั่งยืน
จึงมีการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาทุกส่วนงานของมูลนิธิ ระหว่างปี 2566-2568 ไว้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของมูลนิธิ สู่ความเป็นเลิศ พัฒนาบุคลากรให้มีทักษะความสามารถในทุกด้าน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและหลากหลายเข้ามาใช้มากขึ้น
รวมถึงบูรณาการความร่วมมือกับเครือข่ายในการดำเนินกิจการของมูลนิธิ เป้าหมายก็เพื่อให้มูลนิธิเป็นผู้นำในการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สังคม ในด้านสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนตาบอด
ซึ่งการเข้าร่วมงานกาชาดประจำปี 2567 ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนได้รู้จักกับมูลนิธิช่วยคนตาบอดฯมากขึ้น ทำให้ทราบถึงการดำเนินงานของมูลนิธิ ที่ไม่ได้มีเพียงโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ที่สามารถส่งบุตรหลานมาเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา เพื่อเป็นการปูพื้นฐานไปสู่การเข้าศึกษาในระดับชั้นต่อ ๆ ไปได้เท่านั้น
แต่ยังมีส่วนของการฝึกอาชีพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการทางการเห็น ทั้งที่ศูนย์พัฒนาสมรรถภาพคนตาบอด ศูนย์ฝึกอาชีพหญิงตาบอดสามพราน ศูนย์พัฒนาอาชีพคนตาบอด รวมถึงการดำเนินงานของศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด ซึ่งเป็นส่วนการผลิตสื่อเพื่อการศึกษาและเพิ่มพูนความรู้ในด้านต่าง ๆ ของผู้พิการทางการเห็นด้วย
เทคโนโลยีช่วยขับเคลื่อน
แม้ว่าคนที่บกพร่องทางการเห็นจะมีปัญหาในเรื่องของตัวหนังสือ แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเหลือ เช่น เสียงสะท้อน (Echo Locations) เป็นการแปลภาษาปกติเป็นเสียง เพื่อช่วยให้คนตาบอดเข้าใจสิ่งรอบข้างมากขึ้น หรือเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจอย่าง Liblouis ที่กำลังเปิดพื้นที่ให้คนตาบอดเข้ามาช่วยพัฒนา เป็นการแปลงไฟล์เป็นอักษรเบรลล์โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง เป็นต้น
“ทุกวันนี้ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังทำงานกับคนตาบอด เพราะพวกเขามีเทคโนโลยีทำให้สามารถทำงานได้เหมือนคนปกติทุกอย่าง” เสาวณีกล่าวเพิ่มเติม
ปัจจุบันมูลนิธิมีนักเรียนทั้งหมดประมาณ 200 คน ส่วนใหญ่มาใช้ชีวิตที่นี่เพราะเป็นนักเรียนจากต่างจังหวัด และมีอัตราครูตาบอดประมาณ 50% ซึ่งทางมูลนิธิรับนักเรียนไม่เพียงกลุ่มที่มีปัญหาสายตา แต่ยังรวมไปถึงผู้พิการซ้ำซ้อน ออทิซึม เพื่อที่จะให้สามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างปกติ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีทัดเทียมเท่ากับคนทั่วไป
แสงสว่างสู่ทางฝัน
เสาวณีบอกเล่าต่อว่า การจัดงาน “เปิดบ้านมูลนิธิ (Open House) : แสงสว่างสู่ทางฝัน” เป็นการเผยแพร่พันธกิจและกิจกรรมสร้างสรรค์ของมูลนิธิ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจและสร้างความเข้าใจในชีวิตของผู้พิการทางการเห็น ผ่านศูนย์การเรียนรู้ที่มองเห็นด้วยตาสัมผัสได้ด้วยใจ
ซึ่งจะยกบอร์ดเกมและเทคโนโลยีข้างต้นมาให้ทุกคนได้สัมผัสกันแบบไม่มีเส้นแบ่งระหว่างการมองเห็น อยากให้คนตาดีได้เข้ามาสัมผัสและเรียนรู้ ว่าโลกของผู้พิการทางการเห็นนั้นเป็นอย่างไร
ทั้งนี้ ทางมูลนิธิช่วยคนตาบอดฯ ได้มีการจัดทำศูนย์การเรียนรู้ใหม่ขึ้น เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ทั้งคนตาดีและผู้พิการทางการเห็นสามารถเข้ามาเยี่ยมชมได้แบบเท่าเทียมกัน จัดระหว่างวันที่ 13-15 มกราคม 2568 ตั้งแต่ 10.00-20.00 น. ณ อาคารมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ถนนราชวิถี (ใกล้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ)
