สมาคมเวชสารสนเทศไทย (TMI) องค์การวิชาชีพไม่แสวงหาผลกำไรระดับชาติด้านเวชสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัล มีจุดมุ่งหมายเพื่อขับเคลื่อนภารกิจยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยและสุขภาพประชาชนอย่างคุ้มค่าและปลอดภัย
ขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์สำคัญที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารองค์กร การขยายกลุ่ม SIG (Special Interest Group) และการเปิดพื้นที่ให้สมาชิกมีส่วนร่วมในกิจกรรมมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเร่งเผยแพร่องค์ความรู้ด้านเวชสารสนเทศสู่สังคมในวงกว้าง ส่งเสริมกิจกรรมของสมาชิกในต่างจังหวัด และสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาเวชสารสนเทศของประเทศอย่างยั่งยืน
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “รศ.ดร.นพ.วรรษา เปาอินทร์” นายกสมาคมเวชสารสนเทศไทย และอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชสารสนเทศ (Medical Informatics) หรือศาสตร์ที่ว่าด้วยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในงานการแพทย์และสาธารณสุข
โดยเปิดเผยว่า กว่า 30 ปีที่ผ่านมา สมาคมเติบโตจากกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์เพียงหยิบมือ สู่องค์กรภาคประชาสังคมที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านสุขภาพของโรงพยาบาลทั่วประเทศ และยังได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
โดยเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า ในช่วงปี 2536-2537 ขณะที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ PC กำลังแพร่หลาย บุคลากรทางการแพทย์กลุ่มหนึ่งได้มองเห็นโอกาสในการนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับการทำงานของโรงพยาบาล ทั้งในด้านความสะดวก ความรวดเร็ว และการจัดเก็บข้อมูล
จึงรวมตัวกันจัดตั้ง “ชมรมข้อมูลข่าวสารทางการแพทย์” ขึ้น โดยมีสมาชิกเริ่มต้นเพียง 5-10 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแพทย์และบุคลากรจากทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน
จากการประชุมประจำเดือนเล็ก ๆชมรมค่อย ๆ ขยายตัวจนสามารถจัดงานสัมมนาวิชาการประจำปีได้ โดยส่งจดหมายเวียนไปยังสถานพยาบาลทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้มาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ร่วมกัน กิจกรรมดังกล่าวดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ต่อมาในปี 2548 ชมรมได้รับการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในชื่อ “สมาคมเวชสารสนเทศไทย” หรือ Thai Medical Informatics Association ซึ่งถือเป็นองค์กรภาคประชาสังคม (Non-Governmental Organization : NGO) ที่ไม่แสวงหากำไร โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านสุขภาพของไทยโดยเฉพาะ

นพ.วรรษาอธิบายว่า โจทย์ที่สมาคมต้องเผชิญเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย ในช่วงแรกความท้าทายหลักคือการเกลี้ยกล่อมให้ผู้บริหารโรงพยาบาลยอมลงทุนซื้อคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ระบบโรงพยาบาล (Hospital Information System : HIS) ซึ่งในยุคนั้นถูกมองว่ามีราคาแพงและยังไม่เห็นประโยชน์ชัดเจน ขณะเดียวกันก็ต้องโน้มน้าวให้แพทย์ซึ่งคุ้นเคยกับการเขียนใบสั่งยาด้วยลายมือ หันมายอมรับการบันทึกข้อมูลในระบบดิจิทัลแทน
“ปีแรก ๆ จะยากลำบากแบบนั้น แต่ว่าหลังจากนั้นมันก็เริ่มเกิดขึ้นจริง จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ มันไม่มีโรงพยาบาลไหนในประเทศไทยแล้ว ที่จะไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้”
อย่างไรก็ตาม เมื่อโรงพยาบาลทั่วประเทศหันมาใช้ระบบคอมพิวเตอร์กันอย่างแพร่หลายแล้ว ความท้าทายใหม่ก็ตามมา นั่นคือ “คุณภาพของข้อมูล” ที่บันทึกเข้าสู่ระบบ
นพ.วรรษาชี้ให้เห็นว่า แม้โรงพยาบาลจะดูทันสมัยด้วยจอคอมพิวเตอร์และตู้บริการอัตโนมัติ หรือ Kiosk แต่หากข้อมูลที่บันทึกเข้าไปนั้นไม่ถูกต้องไม่ครบถ้วน หรือมีการคัดลอกและวางข้อมูล (Copy-Paste) โดยไม่อัพเดตให้ทันสมัย ก็เท่ากับมีแต่เปลือกนอกที่ดูหรูหรา แต่ปราศจากคุณค่าที่แท้จริง
ปัญหาดังกล่าวกำลังทวีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่ทุกภาคส่วนกำลังเร่งนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) เข้ามาประยุกต์ใช้ในระบบสุขภาพ เพราะ AI จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่มีคุณภาพเป็นพื้นฐานสำคัญ หากข้อมูลต้นทางมีข้อบกพร่อง ผลลัพธ์ที่ได้จาก AI ก็ย่อมคลาดเคลื่อนและเป็นอันตรายได้
นพ.วรรษายังเน้นย้ำถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนโดยตรงจากปัญหาคุณภาพข้อมูลในระบบ แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัว แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้ข้อมูลจากเวชระเบียน (Medical Record) ไม่ว่าจะเพื่อเบิกค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกัน หรือใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการทางกฎหมาย กลับพบว่าข้อมูลที่แพทย์บันทึกไว้ไม่ครบถ้วนหรือไม่ละเอียดพอ ซึ่งอาจส่งผลเสียหายต่อผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ
“บางครั้งหมอเขาก็ไม่รู้ตัวด้วยว่าเขาบันทึกข้อมูลเนี่ยไม่เหมาะสม”
เมื่อสมาคมไปตรวจสอบข้อมูลของโรงพยาบาลต่าง ๆ ก็พบปัญหาลักษณะนี้อยู่เป็นระยะ โดยสมาคมจะให้ข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์เพื่อให้โรงพยาบาลนำไปปรับปรุง แทนที่จะตำหนิหรือลงโทษ

นพ.วรรษาสรุปว่า ภารกิจหลักแรกของ TMI คือการเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้และเชื่อมโยงผู้ที่มีความสนใจด้านเดียวกันให้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้ต่างคนต่างนำกลับไปพัฒนาหน่วยงานของตนเอง แต่ในระยะหลังบทบาทของสมาคมได้ขยายใหญ่ขึ้นจนถึงระดับนโยบายประเทศ
โดยในปี 2560 สมาคมได้นำเสนอกรอบแนวทางการพัฒนาคุณภาพไอทีโรงพยาบาลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น และพัฒนาเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้ประเมินคุณภาพระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงพยาบาลทั่วประเทศมาจนถึงปัจจุบัน
ล่าสุด สมาคมเวชสารสนเทศแห่งฟิลิปปินส์ (Medical Informatics Association of the Philippines : MIAP) ได้ติดต่อขอนำเครื่องมือดังกล่าวไปใช้ประเมินคุณภาพระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงพยาบาลในประเทศของตน
ปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่ผ่านการประเมินมาตรฐานไอทีของ TMI แล้วกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ แต่ นพ.วรรษายอมรับว่า ตัวเลขดังกล่าวยังถือเป็นส่วนน้อย เมื่อเทียบกับโรงพยาบาลรัฐที่มีอยู่กว่า 1,000 แห่ง และโรงพยาบาลเอกชนอีกกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ
แต่โรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมรับการประเมินน้อยมาก นับได้เพียง 3-4 แห่งเท่านั้น
นพ.วรรษาวิเคราะห์ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโรงพยาบาลเอกชนมุ่งให้ความสำคัญกับการขอรับรองมาตรฐาน JCI (Joint Commission International) ซึ่งเป็นมาตรฐานคุณภาพโรงพยาบาลระดับนานาชาติ ที่ช่วยดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติได้มากกว่า ขณะที่มาตรฐานของ TMI เน้นคุณภาพการดูแลรักษาคนไทยเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้ส่งผลต่อรายได้โดยตรง
อย่างไรก็ดี สำหรับมาตรฐานระดับสากลที่เทียบเคียงกับของ TMI ได้นั้น นพ.วรรษา ยกตัวอย่าง EMRAM หรือแบบจำลองการนำระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่พัฒนาโดยสหรัฐอเมริกา มีทั้งหมด 7 ระดับ แต่ต้องการการลงทุนด้านระบบไอทีสูงมาก ทำให้ปัจจุบันมีโรงพยาบาลไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานนี้เพียง 2 แห่ง และเป็นโรงพยาบาลเอกชนทั้งคู่