สาธิต กาลวันตวานิช ศิลปะยืดอายุผู้สูงวัย ‘ใจต้องเสถียร’
นักสร้างสรรค์ระดับตำนานของไทย “สาธิต กาลวันตวานิช” เจ้าของผลงานดีไซน์แบรนด์ Propaganda ที่สร้างแคแร็กเตอร์ไอคอน Mr. P ได้เปิดตัวอีกครั้ง พร้อมเคล็ดลับการดูแลกายใจให้แข็งแรง ขณะที่ตัวเขาก้าวสู่วัย 66 ปี แต่ยังมีไฟสร้างสรรค์งาน
เคล็ดลับเขาไม่ได้ซับซ้อน แค่ต้องการความเข้าใจ มุ่งทำจิตให้เสถียร แล้วข้อดีของความแก่คือ ใจจะนิ่งขึ้น ถ้าจิตใจดี แม้แต่โรคร้ายอย่างมะเร็งก็ไม่เติบโต

นี่คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ก่อนกิน ก่อนนอน ก่อนออกกำลังกาย ใจต้องมาก่อน ที่เหลือก็ตามมาเอง สุขภาพต้องรักษาให้ดี กินอิ่ม นอนหลับมีแรงต้านต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี อาหารปนเปื้อน และเทคโนโลยีที่ค่อย ๆ ดูดพลังชีวิตออกจากร่างกายโดยไม่รู้ตัว
ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลพอที่จะลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง และเหตุผลที่ดีที่สุดของเขาคือ “งาน”

สาธิตเชื่อว่า การมีงานทำคือหัวใจของสุขภาพที่ดีในวัยสูงอายุ เขาเห็นเพื่อนและรุ่นพี่หลายคนที่เกษียณแล้วค่อย ๆ เสื่อมถอยโดยไม่รู้ตัว เพราะเมื่อหมดงาน หมดตำแหน่ง สิ่งที่เคยยึดไว้ก็หมดไป บางคนจากไปเร็วกว่าที่ควร
“ผมกลัวป่วยแบบติดเตียงมาก เพราะไม่อยากเป็นภาระกับใคร จึงเป็นแรงผลักดันให้ผมไม่หยุดในเรื่องงาน”

ยิ่งได้ฟังพระอาจารย์ ป.อ. ปยุตฺโต มาตลอด ท่านอายุกว่า 90 แล้วยังบอกว่า “อย่าแยกงานออกจากชีวิต” ซึ่งสาธิตรับมาอย่างจริงจัง เพราะเมื่องานกับชีวิตเป็นเรื่องเดียวกันร่างกายก็มีเหตุผลที่จะดูแลตัวเอง และจิตใจก็มีที่ยืน ต่างจากการรอแต่วันศุกร์ รอแต่เสาร์อาทิตย์ ซึ่งในมุมของเขานั่นคือสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบแก้ไข
และถ้าคนสูงวัยยังทำงานได้ ยังหมุนเวียนเศรษฐกิจได้ ยังไม่เป็นภาระ ผลพลอยได้ที่ได้กลับมาคือการยืดอายุขัย (Longevity) ในแบบที่เขาเชื่อ ไม่ใช่แค่อายุยืน แต่เป็น Healthspan ชีวิตที่มีสุขภาวะดีไปตลอด ซึ่งสำหรับเขามันไม่ใช่เรื่องของโชค แต่เป็นเรื่องของการเลือก
“ถ้าคิดถึงตัวเองเยอะ ๆ มันจะรู้สึกกลัวความตาย แต่ถ้าอยากช่วยคน อยากทำในสิ่งที่ดี มีความหมาย มันจะทำให้ไม่หวาดกลัว”

นอกจากเรื่องสุขภาพกายและใจแล้ว สาธิตยังพูดถึงสกิลที่เขามองว่าสำคัญที่สุดในยุคนี้ นั่นคือการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง
เขามองตรง ๆ ว่าไม่มีความเชี่ยวชาญใดที่การันตีได้ว่าจะอยู่รอดตลอดไป เพราะโลกรีเซตเร็วกว่าที่เราคิด สกิลที่ดีมากวันนี้สามปีข้างหน้า AI อาจแทนที่ได้หมด สิ่งที่ต้องฝึกจึงไม่ใช่การเก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่คือการเรียนรู้ต่อเนื่อง รับความผิดพลาด แล้วลุกขึ้นใหม่ได้เสมอ
เขาว่า “ผิดก็ผิด แล้วก็เดิน” เพราะคนที่ฝึกตัวเองให้ชอบแก้ปัญหาแทนที่จะกลัวปัญหา จะเป็นคนที่ไม่ต้องกังวลว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน เพราะทุกความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาคือโจทย์ใหม่ที่รอให้แก้ ไม่ใช่ภัยคุกคามที่ต้องหลบ
โง่ศาสตร์ ศิลปะยอมโง่+เปิดใจ
ในปีนี้สาธิตได้เปิดตัวนิทรรศการเดี่ยวครั้งสำคัญในชีวิต “โง่ศาสตร์ (The Wisdom of Stupidity)” @ PLAY art house ถนนทรงวาด ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม-7 มิถุนายน 2569
นิทรรศการนี้ถือเป็นการเริ่มใหม่ในเส้นทางศิลปะอย่างจริงจังในวัย 66 ปี ภายใต้แนวคิดที่ว่า “เล่นเพื่อที่จะเล่น” โดยนำเสนอผลงานจิตรกรรมและประติมากรรม ที่ผสานประสบการณ์ชั่วชีวิตเข้ากับจิตใจแบบเด็ก ๆ ด้วยความคิดที่ว่า“เราทำได้ เพราะเรายังไม่รู้ว่ามันทำไม่ได้”
สาธิตเล่าว่า แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากความทรงจำในวัยเด็ก ที่เพื่อน ๆ ชอบให้วาดรูปง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นทะเล เรือ เครื่องบิน หรือการรบกัน ด้วยเส้นสายง่าย ๆ แต่เต็มไปด้วยจินตนาการและความสนุกสนาน ความรู้สึกนั้นยังคงอยู่ และถูกนำมาถ่ายทอดผ่านฝีมือและประสบการณ์ของผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว
“งานนี้อาจช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่จะเข้าสู่สังคมสูงวัย เป็นเส้นทางของคนที่เลือกเดินและทำงานต่อ เพราะทุกคนหนีไม่พ้นความแก่”
โดยมีไฮไลต์ ได้แก่ “Mr. P on Canvas” เป็นครั้งแรกที่แคแร็กเตอร์ระดับตำนานอย่าง Mr. P ถูกถ่ายทอดผ่านงานจิตรกรรมบนผืนผ้าใบ รวม 17 ชิ้น สะท้อนทั้งอารมณ์ขัน ความซุกซน และความเหงาในมิติที่ลึกขึ้น ราวกับผู้ชมได้เห็นตัวตนอีกด้านของไอคอนแห่งวงการดีไซน์ไทย
The Power of “ทำ” งานประติมากรรมจำนวนจำกัด ที่ตีความคำง่าย ๆ อย่าง ทำให้กลายเป็นบทสนทนาทางปรัชญา ผ่านคำว่า ทำงาน, ทำบุญ, ทำใจ, ทำสมาธิ และทำทาน ด้วยรูปทรงเรียบง่ายแต่ทรงพลัง
“The New Characters” การเปิดตัวแคแร็กเตอร์ใหม่ 3 ตัว ได้แก่ B Betty เด็กดื้อนำพลังงานเชิงลบมาแปรเป็นพลังเชิงบวก, Space Dude ผู้สะท้อนความฝันของมนุษย์ที่เกิดมาเพื่อต้านแรงโน้มถ่วง และ Snail Kid โดยนำเอาเปลือกหอยที่มีสัดส่วนทองคำมาเล่าเรื่องของสิ่งมีชีวิตที่รักธรรมชาติจนเกิดเป็นมุมมองของสัตว์ (Mamnimal) ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย
สาธิตมองว่าโลกปัจจุบันมีเรื่องจริงจังมากเกินไป นิทรรศการชุดนี้คือการชวนผู้ชม “ยอมโง่” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความคิดสร้างสรรค์เติบโตอีกครั้ง
เขาเล่าติดตลกว่า คนเสพผลงานคงไม่คิดว่าตนไร้สาระ คงอยากประชดประชันโลก จริง ๆ ตนไม่ได้ตั้งใจ จึงออกมาเป็นผลงานขำ ๆ โดยอิงจากประสบการณ์รวมกันอย่างยาวนาน ทำให้เกิดผลงานโง่ศาสตร์ที่สามารถปรับเข้ากับชีวิตได้จริงอย่างในนิทรรศการ
“ศิลปะปลุกความเป็นตัวตนของคนที่เสพ เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นในแบบที่แตกต่างกันออกไปอย่างปลายเปิด”