เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

‘SUN Thailand’ ถกแผนอุดมศึกษาไทย ปั้นบัณฑิตยุคคาร์บอนต่ำ

22 มิ.ย. 2569 | 16:20น.

ในการประชุมเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) สัญจร ครั้งที่ 1 ปี 2569 กว่า 60 สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศรวมตัวถกบทบาทของมหาวิทยาลัยในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในด้านการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงแนวคิดสุขภาวะเพื่อความยั่งยืนของมนุษย์

นายเผด็จ ลายทอง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืน : บทบาทมหาวิทยาลัยในยุคการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม” ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นหมอกควันหรือน้ำท่วม ทำให้ไทยไม่สามารถรับมือได้เพียงลำพัง จึงต้องเน้นการปรับตัวเป็นหัวใจหลักควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย

สถาบันอุดมศึกษามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน ทั้งในฐานะแหล่งสร้างองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพ โดยมหาวิทยาลัยสามารถเป็นต้นแบบด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างจิตสำนึกด้านความยั่งยืนให้แก่เยาวชน ตลอดจนร่วมพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อรองรับความท้าทายใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและสังคมคาร์บอนต่ำ 

การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาชน SUN Thailand ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความร่วมมือ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และผลักดันแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

มหา’ลัยต้องเป็นผู้นำ

สอดรับกับมุมมองของเจ้าภาพ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี DPU กล่าวว่า การรวมตัวของสถาบันอุดมศึกษาครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของโลกในอนาคต 

“ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แม้จะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการใช้กระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Premium” 

โดยย้ำว่าโจทย์สำคัญในวันนี้ไม่ใช่เพียงว่ามหาวิทยาลัยจะปรับตัวอย่างไร แต่คือมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างไร

DPU นำเสนอผลงานในการประชุมครั้งนี้หลายด้าน ทั้งการพัฒนามหาวิทยาลัยสีเขียว การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการขึ้นทะเบียน Carbon Footprint for Organization (CFO) ครอบคลุมทั้งองค์กร รวมถึงโครงงานของนักศึกษาที่เชื่อมโยงกับ SDGs ทั้ง 17 เป้าหมายผ่านหลักสูตร DPU CORE และโครงการ ‘ปรุงสุข’ นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพที่บูรณาการองค์ความรู้จากแพทย์ นักโภชนาการ และเชฟ

SUN Thailand

ในส่วนของเครือข่าย ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม และประธานเครือข่าย SUN Thailand เล่าว่า เครือข่ายนี้เกิดจากความร่วมมือของสถาบันอุดมศึกษาทุกภาคส่วน ปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ให้ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือด้านความยั่งยืนในระดับอุดมศึกษา และกำลังก้าวสู่เวทีภูมิภาค โดยมีมหาวิทยาลัยชั้นนำจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ร่วมเป็นเครือข่ายเริ่มต้น พร้อมสร้างความร่วมมือกับ UNDP และ ESCAP องค์กรภายใต้สหประชาชาติ

การประชุมสัญจรแต่ละครั้งจะกำหนดหัวข้อตามความเชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยเจ้าภาพ มีการจัดสมาชิกออกเป็น 5 คลัสเตอร์ ความเชี่ยวชาญ และได้รวบรวมจัดทำหนังสือ Best Practices ด้านความยั่งยืนจากมหาวิทยาลัยสมาชิกเกือบ 100 เรื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การลดการใช้พลังงาน การส่งเสริมสุขภาวะ การออกแบบพื้นที่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือกับชุมชน โดยมีแผนจัดทำต่อเนื่องทุกปีเพื่อขยายผลสู่สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ

นอกจากการประชุมในห้องแล้ว ช่วงบ่ายของวันแรก ผู้เข้าร่วมยังได้ลงพื้นที่จริง ณ เกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยมีนางระวีพรรณ แก้วเพียงเพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ให้การต้อนรับ 

ขณะที่ นายสุรจิตต์ ชื่นพันธุ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะเกร็ด บรรยายในหัวข้อ “เกาะเกร็ด : การพัฒนาชุมชนเพื่อความยั่งยืน” ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่พหุวัฒนธรรมที่มีประชากร 3 เชื้อชาติ ได้แก่ มอญ ไทย และอิสลาม สามารถใช้การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม 

ผู้เข้าร่วมเรียนรู้ผ่าน 3 ฐาน ได้แก่ เครื่องปั้นดินเผา ขนมหวานพื้นบ้าน และนวดแผนไทย ซึ่งนอกจากจะได้ซึมซับภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนรายได้คนในชุมชนโดยตรงด้วย

AI กับการเงิน-สภาพภูมิอากาศ

เข้าสู่วันที่สองของการประชุม บรรยากาศเข้มข้นขึ้นด้วยมุมมองจากภาคเอกชนและวงการแพทย์ ดร.ศกยง พัฒนเวคิน จากบริษัท เวคิน (ประเทศไทย) จำกัด บรรยายในหัวข้อ “AI in Climate Finance” นำเสนอแนวทางการใช้ปัญญาประดิษฐ์ และ Data Analytics เพื่อประเมินความยั่งยืนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ซึ่งสามารถนำไปเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ทางธุรกิจและการตัดสินใจลงทุนได้จริง

ต่อเนื่องด้วยมุมมองที่ขยายกรอบความยั่งยืนออกไปสู่มิติสุขภาพ ผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ DPU บรรยายในหัวข้อ “Wellness & Longevity : The Future of Human Potential” โดยเชื่อมโยงเวชศาสตร์ชะลอวัยเข้ากับ SDGs 

เขาชี้ว่ากลุ่มประชากรที่ร่างกายเริ่มเสื่อมถอยแต่ยังไม่เจ็บป่วย หรือ Sub-optimal Level คือกลุ่มใหญ่ที่สุดในโลก เป็นโอกาสสำคัญที่ภาคสุขภาพต้องให้ความสนใจ โดยเน้นการเปลี่ยนเป้าหมายจากการมีอายุยืน (Lifespan) สู่การมีช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีและมีความสุข (Healthspan)

ปตท. Net Zero 2050

ปิดท้ายการประชุม 2 วันด้วยการเดินทางไปฟังบรรยายพิเศษ ณ สำนักงานใหญ่ ปตท. โดย ดร.ณัฐกร ไกรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์และบริหารความยั่งยืน นำเสนอในหัวข้อ “PTT’s Transition : Driving Thailand’s Energy towards a Sustainable Future” เน้นวิสัยทัศน์ “Together for Thailand Sustainable World” และกลยุทธ์ PTT Group 2025 ที่วางอยู่บนแนวคิดหลัก 3C

ได้แก่ Decarbonization หรือการลดคาร์บอน, Transition and Sustainability-linked Growth หรือการเปลี่ยนผ่านและการเติบโตที่เชื่อมกับความยั่งยืน และ ESG Leadership หรือการเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050