เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

รวมพลังผู้นำเข้มแข็ง ‘สลิงชอท’ ผนึกซีอีโอฝ่าวิกฤตโควิด-19

18 เม.ย. 2563 | 13:51น.

เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลกเป็นวงกว้าง จนทำให้เกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เพราะบริษัท, ห้าง, ร้าน, อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องต่างต้องยกเลิกกิจกรรมต่าง ๆ ผู้นำองค์กรจึงต้องปรับเปลี่ยนการบริหารคน และกิจการภายใต้สถานการณ์วิกฤต เพราะหากผู้นำองค์กรคิดแต่เพียงลำพัง โดยไม่มีการระดมสมองในระดับผู้บริหารระดับสูงด้วยกันอาจทำให้สถานการณ์บานปลายได้

ผลเช่นนี้ จึงทำให้บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จํากัด เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงชักชวนผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรชั้นนำต่าง ๆ มาช่วยกันระดมสมอง แลกเปลี่ยนมุมมองในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยการจัดเสวนา “รวมพลัง ผู้นำเข้มแข็ง”ในรูปแบบของการถ่ายทอดสดผ่าน Live Facebook โดยมีผู้นำจากองค์กรชั้นนำทั้งไทย และต่างประเทศกว่า 30 องค์กร มาร่วมกันนำเสนอมุมมองในการนำพาองค์กรของตัวเองก้าวข้ามผ่านมหันตภัยไวรัสร้ายโควิด-19

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสเข้าร่วมกลุ่มสัมมนา “รวมพลัง ผู้นำเข้มแข็ง” ของบริษัท สลิงชอท กรุ๊ปด้วย จึงขออนุญาตนำเสนอไฮไลต์เพียงบางส่วนจาก “ผู้นำ” องค์กรแต่ละท่านมาเป็นทางเลือกให้ผู้อ่านนำไปปรับใช้กับองค์กรของตัวเองในท่ามกลางสภาวะวิกฤตเช่นนี้

“สีฟ้า” ใช้สติรับมือปัญหา

“ดร.นิษฐา รัชไชยบุญ นันทขว้าง” กรรมการผู้จัดการ บริษัท สีฟ้าลุมพินี จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันสีฟ้ามีทั้งหมด 3 ธุรกิจใหญ่ คือ ร้านอาหารสีฟ้า, กลุ่มธุรกิจสีฟ้าลุมพินี ที่เป็น food and beverage operator จัดทำอาหารในโรงแรม ซึ่งตอนนี้ทำทั้งหมด 10 โรงแรม และกิจการร่วมค้า (joint venture) ร้านเกี๊ยวซ่าจากญี่ปุ่น ชื่อว่าโอซากา โอโช และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ธุรกิจได้รับผลกระทบ 80-90% เพราะอุตสาหกรรมการโรงแรม และห้างสรรพสินค้าหลายแห่งปิด

ดร.นิษฐา รัชไชยบุญ นันทขว้าง

“ดังนั้นตอนนี้ที่เรายังทำได้อยู่ คือ การทำอาหารในแบบบริการจัดส่ง โดยเริ่มไหวตัวว่าจะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยตั้งแต่เห็นสถานการณ์การปิดเมืองที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เราจึงตั้งแผนรองรับ สิ่งสำคัญ คือ ผู้นำต้องคิดตลอดเวลาว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น และจะรองรับอย่างไร เพราะเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว เราทยอยปิดห้องอาหารให้เหลือน้อยที่สุด โดยเริ่มจากตามห้างก่อน และทำเมนูที่เหมาะกับบริการจัดส่ง ส่วนในโรงแรมเราเปลี่ยนกระบวนการทำงานจากที่ขายบุฟเฟต์มาเป็นสไตล์ค็อกเทล และเซตเมนู โดยตอนนี้เราเน้นขายความปลอดภัยเป็นหลัก การสร้างความสนใจในสินค้าจะไม่ได้อยู่ที่อาหารมีความพิเศษอย่างไร เพราะลูกค้ามองที่ความปลอดภัยมากกว่า”

“นอกจากนี้ เรายังแบ่งทีมทำงานออกเป็น 2 ทีม เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นจะได้มีทัพเสริม โดยทีมหนึ่งทำงานอยู่บ้าน และอีกทีมอยู่ที่โรงแรม สำหรับทีมทำงานที่บ้าน เราให้อุปกรณ์การทำงาน อย่างเช่น โน้ตบุ๊กของบริษัทกลับบ้านได้ ส่วนทีมที่ทำงานที่โรงแรม หากพนักงานมีความจำเป็นต้องนอนค้างที่โรงแรม เราก็เปิดห้องนอนไว้ให้ ตอนนี้เรามีการอบรมพนักงานออนไลน์ เช่น การฝึกภาษาอังกฤษ, ภาษาจีน และการเสิร์ฟอาหาร โดยทางผู้จัดการแผนกจะเป็นคนคอยดูแล และมีการให้การบ้านกับพนักงาน”

“ผู้นำก็ต้องปรับตัวในการบริหารจัดการแบบใหม่ ต้องปล่อยวางให้อิสระกับพนักงานในการทำงานที่บ้าน สำหรับสีฟ้าเราทำงานแบบ job base อยู่แล้ว คือ การที่องค์กรเราไม่ได้นับเวลาการทำงาน แต่เราดูเรื่องของผลงานเป็นหลัก”

“ดร.นิษฐา” บอกต่อว่า ตอนนี้มองว่าเหตุการณ์น่าจะยังไม่ดีขึ้นไปจนถึงเดือนพฤษภาคม เราจึงวางแผนเพื่อรองรับอนาคตที่เปรียบเสมือนการลับมีด และเอามีดมาจัดเรียงใหม่ โดย 3 หลักการที่เราจะใช้ต่อไป คือ

หนึ่ง เน้นความปลอดภัยพนักงาน เนื่องจากบริษัทมีพนักงานทั้งหมด 1,500 คน เราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของบุคลากร ตรวจเช็กอุณหภูมิร่างกาย และใส่หน้ากากอนามัยตลอดการทำงาน นอกจากนั้น หากพนักงานรู้สึกกลัว ไม่อยากออกจากบ้านมาทำงาน เราก็ให้เขาหยุด เพราะถ้าให้เขามาคงจะไม่มีความสุขในการทำงาน

สอง การมีสติ และทำจิตใจให้สงบนิ่ง ซึ่งจะเป็นพลังที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างมีคุณภาพ

สาม ยื่นมือช่วยเหลือเกื้อกูลสังคมในแบบที่เราทำได้ โดยสีฟ้าทำอาหารแจกโรงพยาบาล, วัด และพนักงาน ที่ถึงไม่ได้มาทำงานก็สามารถมารับอาหารได้

“หลังจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ดีขึ้น เราจะยังคงดำเนินการทำงานที่บ้านต่อไป สลับกับการทำงานในสำนักงาน เพื่อให้พนักงานมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตมากขึ้น”

“แม็คโคร” มองวิกฤต มีโอกาส

ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้บริษัทหลายแห่งแก้ปัญหาด้วยการให้พนักงานทำงานที่บ้าน (work from home) ซึ่งแม็คโครมีนโยบายดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน โดย “สุชาดา อิทธิจารุกุล” รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามแม็คโคร จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า พนักงานของบริษัทมีกว่า 2 หมื่นคน จาก 135 สาขาทั่วประเทศ แบ่งการทำงานออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

สุชาดา อิทธิจารุกุล

กลุ่มแรกพนักงานออฟฟิศ สามารถทำงานที่บ้านได้ ซึ่งบริษัทเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม เราเตรียมพร้อมด้านอุปกรณ์ทำงาน อาทิ โน้ตบุ๊ก ติดตั้งโปรแกรมทำงานให้พนักงานสะดวกต่อการทำงานจากบ้าน ไม่ต้องเข้ามายังสำนักงาน ตอนนี้มี 80% ที่ทำงานจากบ้าน

“ส่วนอีกกลุ่ม คือ พนักงานประจำสาขา ที่ต้องดูแลเรื่องสินค้าให้บริการประชาชน ปฏิเสธไม่ได้ว่าพนักงานกลุ่มนี้ค่อนข้างเสี่ยง แต่เรามีการป้องกัน และดูแลความปลอดภัยของพนักงานอย่างถี่ถ้วน พร้อมกำชับพนักงานอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับการคัดกรองลูกค้าที่เข้ามาจับจ่าย ทั้งยังมีการฝึกอบรม พนักงานกลุ่มนี้อยู่เสมอ โดยเฉพาะการสื่อสารกับลูกค้าในภาวะเช่นนี้ เกี่ยวกับการขอความร่วมมือสวมหน้ากากอนามัยก่อนเข้ามา หรือการสื่อสารกับลูกค้าว่าสินค้าชนิดใดจำหน่ายได้บ้าง”

“สุชาดา” กล่าวอีกว่า ช่วงเวลานี้ทำให้บริษัทได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในฐานะผู้นำของธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ตมองว่าอย่างแรกเราต้องดูแลตนเองให้ดีที่สุด เพื่อเป็นตัวอย่างแก่พนักงานของเรา และต้องไม่ลืมให้กำลังใจพนักงานทุกรูปแบบ ที่สำคัญ เราเชื่อว่า “ในวิกฤต มีโอกาส”

“โอกาสข้อแรก คือ การสื่อสารผ่านออนไลน์ ที่ผ่านมามักจะมีการคาดการณ์กันมาตลอดว่า อนาคตเราจะสื่อสาร ทำงานผ่านออนไลน์กันมากขึ้น จึงทำให้เราต่างต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อทำงานผ่านระบบออนไลน์ ข้อสอง การทำธุรกิจที่เปลี่ยนไป จากที่รอลูกค้ามาหา ตอนนี้เราต้องไปหาลูกค้า ด้วยการทำแพลตฟอร์มสื่อสารผ่านเว็บไซต์ www.makroclick.com และแอปพลิเคชั่น Makro ภายใต้แนวคิด คุณสั่ง เราจัดส่งสินค้าถึงบ้าน”

“ทั้งหมดนี้เราเคยพยายามทำมาตลอด เพียงแต่ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อเกิดโควิด-19 ทำให้เราเปลี่ยนวิธีทำงานอย่างรวดเร็ว จึงมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นโอกาสให้เราได้เตรียมตัว และปรับแผนกลยุทธ์ให้พร้อมกับอนาคต เมื่อกลับมาในสถานการณ์ปกติ เราจะได้ออกวิ่งทันที”

“สมูทอี” ผุดสินค้าช่วยสังคม

“ดร.แสงสุข พิทยานุกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมูท อี จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแบรนด์สมูท อี (Smooth E) กล่าวว่า บริษัทเป็นองค์กรเล็ก ๆ มีพนักงานเพียง 150 คน ส่วนใหญ่เป็นพนักงานขายและพนักงานฝ่ายการตลาดที่ลงพื้นที่ตามต่างจังหวัด ไม่จำเป็นต้องเข้ามาทำงานในสำนักงานใหญ่ เหลือเพียงพนักงานที่ทำงานในออฟฟิศ 40 คน สลับกันเข้ามาทำงานบ้าง เรียกว่าเป็นการเว้นระยะห่างทางสังคมโดยธรรมชาติ เรายังคงทำงานปกติเพราะด้วยความที่เป็นองค์กรขนาดเล็ก

ดร.แสงสุข พิทยานุกุล

“วิกฤตที่กำลังเผชิญไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพนักงาน และยอดขายผลิตภัณฑ์มากนัก เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น ๆ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์แบบ outsource คือ มีผู้รับไปจำหน่ายให้ตามร้านค้า ร้านขายยา ร้านสะดวกซื้อ และมีวางขายบนออนไลน์ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้ อาจกล่าวได้ว่าตลาดยังคงมีความต้องการผลิตภัณฑ์ของเรา”

“ดร.แสงสุข” อธิบายต่อว่า วิกฤตไวรัสแพร่ระบาดปัจจุบันไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด เพราะยังมีข้อดี คือ ทำให้คนไทยออกจาก comfort zone ของตนเอง มีส่วนร่วมกับคนในครอบครัวมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นข้อดีที่ทำให้พนักงานได้ร่วมกันคิดวางแผนกลยุทธ์ใหม่ ๆ ขึ้นมา ด้วยความที่ทำธุรกิจเวชสำอางมีแบรนด์สมูท อี, เดนทิสเต้ เป็นที่รู้จักแล้ว ที่ผ่านมายังผลิตเจลแอลกอฮอล์จัดจำหน่ายไปด้วย ขณะเดียวกัน เราก็คำนึงถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทาน ที่อยากให้ความสำคัญมากขึ้นตามลำดับต่อไป โดยให้พนักงานมีส่วนช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

“อย่างไรก็ดี ในฐานะผู้นำองค์กรมองว่าในสถานการณ์เช่นนี้ หนึ่ง เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ทำสิ่งที่ไม่เคยทำหลายอย่าง หากคิดไม่ได้ว่าธุรกิจ หรืองานของเราจะทำอย่างไรต่อ ขอให้ใช้โอกาสนี้พักผ่อนไปก่อน เพราะเชื่อว่าถ้าอยู่กับตนเองมากขึ้น จะทำให้เกิดความคิดดี ๆ

สอง ทบทวนว่าเราช่วยเหลือสังคมอะไรบ้าง ดังจะเห็นบริษัทใหญ่ ๆ ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมเพื่อสังคม มี planet marketing และ people marketing จำนวนมาก เพราะถ้าคิดแต่ตนเอง สุดท้ายเมื่อประเทศชาติไม่รอด เราก็ไม่รอดไปด้วย และสาม consumer focus ทบทวนว่าสามารถช่วยเหลือกลุ่มลูกค้าได้อย่างไรบ้าง ด้วยการคืนสิ่งดี ๆ ให้กับสังคม”

“ไอ.พี.ฯ” เน้นพนักงานปลอดภัย

ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ Hygiene, Vixol, Whiz, Dance, Focus และ Ivy มีการเตรียมสำรองไว้ล่วงหน้า โดย “ธิติ ธเนศวรกุล” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอ.พี. เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า เตรียมความพร้อมตั้งแต่ต้นนํ้า คือ ระบบการผลิต กลางนํ้า คือ ระบบการขนส่ง ไปจนถึงปลายนํ้า คือ สินค้าถึงมือผู้บริโภคไว้เรียบร้อยแล้ว หากเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ธุรกิจยังสามารถดําเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด

ธิติ ธเนศวรกุล

“ในสถานการณ์เช่นนี้ core values ของบริษัทมีความสําคัญมาก เรายังคงต้องเน้นยํ้าให้พนักงานทุกคนยึดถือ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด สิ่งสําคัญที่สุด คือ ทุก ๆ คนต้องรักษาสุขภาพของตนเองไว้ เพราะถ้าร่างกายยังแข็งแรงก็สามารถดําเนินชีวิตและขับเคลื่อนธุรกิจได้ โดยบริษัทให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานเป็นอันดับแรก แบ่งการทํางานเป็น 2 กลุ่ม

1) พนักงานออฟฟิศ ซึ่งขณะนี้ใช้มาตรการ work from home 2) พนักงานที่ต้องอยู่หน้างาน เช่น พนักงานขาย และพนักงานผลิต”

“ในการดูแลพนักงาน เราแบ่งออกเป็น 3 ด้าน หนึ่ง ให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยในการทํางาน และการดูแลรักษาสุขภาพ สอง แจกอุปกรณ์ป้องกัน เช่น เจล, หน้ากากอนามัย เพื่อลดความเสี่ยง สาม จัดเตรียมระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการทํางานจากที่บ้าน และมาตรการ social distancing (เว้นระยะทางสังคม) สําหรับพนักงานที่มีความจําเป็นต้องมาทํางาน รวมทั้งทําประกันให้เพิ่มเติมนอกเหนือจากสวัสดิการปกติ เพราะมีความเสี่ยงสูง”

“ความท้าทายที่พบจากการใช้มาตรการ work from home คือ การสื่อสารระหว่างกัน ที่สำคัญ เรากำชับให้หัวหน้างานต้องเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการทางไกลกับลูกน้อง และอาศัยความไว้วางใจซึ่งกันและกันในการทํางาน”

“หลังจากวิกฤต เรามองเห็นโอกาสในการทํางานรูปแบบใหม่ผ่านทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม ซึ่งง่ายและสะดวกขึ้น เรามองว่าออฟฟิศไม่จําเป็นต้องเป็นจุดที่รวมคนไว้เยอะ ๆ อีกต่อไป เมื่อทุกคนเข้าใจงานของตนเอง มีความรับผิดชอบ และไว้วางใจซึ่งกันและกัน งานก็จะสําเร็จได้ รวมทั้งมีประสิทธิผล (productivity) สูงขึ้นด้วย”

นับว่าหากหลายองค์กรสามารถบริหารจัดการการทำงานท่ามกลางวิกฤตครั้งนี้เป็นอย่างดี ซึ่งก็จะเป็นบทเรียนคุณภาพที่ทำให้ผ่านปัญหาอื่น ๆ ได้เช่นกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สลิงชอท กรุ๊ป